เถากลืนจิตยกเถาขึ้นพลางก้าวเดินอาดๆไปหาสตรีนางนั้น ทำให้สตรีนางนั้นกระถดหนีอย่างหวั่นกลัว“เ้า...เ้า...เ้าอย่าเข้ามานะ!”
“ไม่อยากตายก็ปล่อยสหายข้าซะไม่งั้นข้าจะตีเ้าให้ตาย!”เถากลืนจิตข่มขู่น้ำเสียงแข็งกร้าว สตรีนางนั้นกลัวจนหน้าซีดแล้ว นางรีบร้องบอก“ข้ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าข้าๆ”
“งั้นก็ปล่อยสหายข้าเสีย”เถากลืนจิตสั่ง สตรีนางนั้นพยักหน้าหงึกๆ “ปล่อยๆ ข้าปล่อย”
นางยกมือขึ้นเก็บตาข่ายเก้าฟ้าเสือเพลิงโลกันต์ตัวนั้นยังคงหมอบกับพื้นเอาหน้าถูไถต้นฝิ่นพยัคฆ์โดยไม่สนใจสิ่งใด“งือๆ”
เถากลืนจิตส่ายๆหน้าแล้วเดินไปลากคอถังหูลู่จากไป
“เฮ้อ...”สตรีนางนั้นเห็น 1 เถา 1 เสือจากไปไกลลิบแล้วจึงถอนหายใจทีหนึ่งนางรู้สึกเหมือนเพิ่งรอดจากความตายมาหมาดๆครั้นนางมองไปก็เห็นบุรุษใจดำผู้นั้นยังยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ห่างออกไปนางจึงตวาดใส่เขาว่า “เ้ายังไม่มาช่วยข้าอีก!”
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่า1 เถา 1 เสือจากไปแล้ว เขาจึงมองสตรีนางนั้นแล้วคิดถึงผลได้ผลเสียนางเป็บุตรสาวของผู้าุโรอง ผู้าุโรองมีอำนาจไม่น้อยในสำนักหากว่าเขาสามารถประจบประแจงผู้าุโรองได้ ย่อมเป็เื่ดีเพียงแค่เขายื่นมือช่วยเหลือสตรีนางนั้น ในอนาคตผู้าุโรองย่อมเห็นแก่หน้าเขาบ้างเมื่อคิดถึงผลประโยชน์เสร็จเขาจึงเดินไปหานางสตรีนางนั้นเห็นเขามาหยุดยืนตรงหน้าจึงยื่นมือไป พลางสั่ง “เ้าช่วยพยุงข้าขึ้นซิ!”
เฉินจิ้งเสียนโน้มตัวลงพยุงนางลุกขึ้นยืนสตรีนางนั้นจึงยืนขึ้นเขย่งเท้าข้างหนึ่งพลางเกาะเขาทั้งยังข่มขู่ว่า“เื่ในวันนี้ถ้าเ้ากล้าเล่าให้ใครฟัง ข้าจะฆ่าเ้าเสีย!”
“ได้ๆๆข้าไม่พูดๆ” เฉินจิ้งเสียนกลอกตาพลางรับปากเขาประคองนางไปนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วอาสาว่า“ให้ข้าตรวจข้อเท้าเ้าก่อนดีไหม?”
ที่เขาอาสาเช่นนี้เพราะเห็นว่าที่เอวนางไม่มีป้ายหยกแสดงฐานะของสำนักโอสถเดาว่านางไม่ใช่ศิษย์และอาจารย์ของสำนักโอสถกระมัง
“ได้ให้เ้าตรวจ” สตรีนางนั้นอนุญาต นางเจ็บข้อเท้าจนใช้ขาข้างนั้นยืนไม่ได้หากว่าข้อเท้าหักย่อมเป็เื่ใหญ่แน่นอน เมื่อเขาอาสานางจึงยินยอมเฉินจิ้งเสียนจึงยอบตัวลงตรวจข้อเท้าให้นาง เขาเลิกกระโปรงขึ้นดึงขากางเกงตัวในถลกขึ้นไป ถอดรองเท้านางออก
“ซี๊ด!” สตรีนางนั้นสูดปากทีหนึ่ง ความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาจนนางหน้าเบ้เฉินจิ้งเสียนค่อยๆ ถอดถุงเท้าออกแล้วดูข้อเท้าที่บวมเป่ง เพียงแค่เขาแตะเบาๆสตรีนางนั้นก็ร้อง “โอย...”
เฉินจิ้งเสียนดูๆอยู่ครู่หนึ่งจึงบอกว่า “ไปให้อาจารย์ข้าตรวจดีกว่า ข้าไม่แน่ใจว่าหักรึเปล่า”
เขาเป็เพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนักประสบการณ์ในการรักษายังไม่มากพอสตรีนางนี้เป็ถึงบุตรสาวผู้าุโรองเขาจึงไม่กล้ารักษาส่งเดช
“อาจารย์เ้า?ใครรึ?” สตรีนางนั้นถาม เฉินจิ้งเสียนจึงตอบ “อาจารย์ข้าคืออาจารย์เฉินรุ่ยฟาง”
“อ่ออาจารย์เฉินนี่เอง”สตรีนางนั้นเอ่ยอย่างจำได้เพราะอาจารย์ที่เป็สตรีในสำนักมีไม่มากนักนางจึงพยักหน้า “ได้ เ้าพาข้าไปหานางที”
เฉินจิ้งเสียนจึงประคองนางลุกขึ้นยืนสตรีนางนั้นเกาะเขาไว้ ครั้นเฉินจิ้งเสียนประคองนางก้าวเดิน สตรีนางนั้นก้าวเดินไป2 ก้าวก็สูดปาก “ซี๊ด!”
นางเขย่งเท้าข้างที่เจ็บเงยหน้ามองบุรุษผู้นั้นแล้วสั่งว่า “เ้าอุ้มข้าไปซิ ข้าเดินเองไม่ได้”
ก่อนหน้านี้บุรุษผู้นี้ก็อุ้มนางแล้วให้เขาอุ้มอีกครั้งนางจึงไม่ถือสา อีกทั้งนางเจ็บเท้าขนาดนี้จะให้นางเดินเขย่งไปหรือ แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมเดินไปเองเฉินจิ้งเสียนจึงอุ้มนางขึ้นมา เขาทำสีหน้าเรียบเฉย ก้าวเดินไปสตรีนางนั้นอยู่ในอ้อมแขนเขาก็ทำท่าทางเหมือนเขาเป็บ่าวรับใช้ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้นเฉินจิ้งเสียนก้าวเดินไปไม่พูดไม่จา สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงเอ่ยถามว่า“เ้าชื่ออะไร?”
“ข้าแซ่เฉินชื่อจิ้งเสียน” เฉินจิ้งเสียนตอบ สตรีนางนั้นส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”
เฉินจิ้งเสียนเงียบไปทำเพียงก้าวเดินไปไม่พูดอะไร สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงชวนคุยว่า“เ้าเป็ญาติกับอาจารย์เฉินรึ?”
“ไม่ใช่แค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น” เฉินจิ้งเสียนตอบแล้วเงียบไปอีก สตรีนางนั้นส่งเสียง“อ่อ”
เห็นเขาไม่พูดไม่จานางถามคำเขาถึงจะตอบคำ ท่าทางไม่ประจบประแจงนางสักนิดทำให้นางเกิดรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาหน่อยส่วนใหญ่แล้วคนอื่นล้วนประจบประแจงนางเพราะเห็นว่านางเป็บุตรสาวของผู้าุโรองคนเราพอถูกคนประจบประแจงมากๆเข้าก็ย่อมรู้สึกดูแคลนคนที่ประจบประแจงเ่าั้อยู่ในใจ
“ข้าชื่อเป่าหลิง(宝玲) วันหน้าเ้า้าให้ข้าช่วยเหลือก็มาหาข้าได้” นางบอกเฉินจิ้งเสียนไม่พูดอะไรแต่ในใจกลับลิงโลดไม่น้อยถึงอย่างไรวันนี้เขาก็ช่วยเหลือนาง วันหน้านางย่อมต้องช่วยเหลือเขาบ้างแม้จะเป็ไมตรีเล็กๆ ย่อมดีกว่าไม่มีไมตรีต่อกัน
“เ้ามาทำอะไรที่นี่รึ?”เป่าหลิงถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “แค่เที่ยวเล่นน่ะ”
“อ่อ”เป่าหลิงส่งเสียงคำหนึ่ง
จนกระทั่งไปถึงถ้ำ เฉินจิ้งเสียนจึงเดินเข้าไปเฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินมานางรีบเก็บตำราโอสถม้วนนั้นไปแล้วหยิบตำราเล่มอื่นออกมาทำทีอ่านจนกระทั่งนางเห็นเฉินจิ้งเสียนในอ้อมแขนเขาอุ้มสตรีไว้คนหนึ่งนางจึงมองทั้งคู่อย่างสงสัย “หือ?”
“อาจารย์ขอรับข้าไปพบแม่นางเป่าหลิงได้รับาเ็ ข้าจึงพานางกลับมาด้วยขอรับ”เฉินจิ้งเสียนรีบบอก เฉินรุ่ยฟางจึงวางตำราลงลุกขึ้นยืนพลางผายมือ“เช่นนั้นก็วางนางลงตรงนี้เถอะ”
“ขอรับ”เฉินจิ้งเสียนก้าวไปวางแม่นางเป่าหลิงบนที่นอนที่อาจารย์นั่งอยู่เมื่อครู่เมื่อวางนางลงแล้วเขาก็ถอยไปด้านข้าง เฉินรุ่ยฟางยอบตัวลงข้างๆ นางพลางถาม“แม่นางาเ็ตรงไหนหรือ?”
“เท้าข้า”เป่าหลิงชี้ไป เฉินรุ่ยฟางจึงขยับไปตรวจดู เห็นข้อเท้าบวมเป่งเหมือนขาหมูนางจึงค่อยๆ ตรวจดู
“อื้อ! ซี๊ด!” เป่าหลิงร้องหน้าเบ้พลางถาม “หักหรือไม่?”
“ไม่หักแค่แพลงเท่านั้น”เฉินรุ่ยฟางตอบพลางหยิบโอสถออกมาจากถุงคุนเฉียนแล้วทาลงบนข้อเท้าที่บวมเป่ง
“ซี๊ด! อื้อ!” เป่าหลิงสูดปากหน้าเบ้รู้สึกโล่งใจที่ข้อเท้าไม่หัก ข้อเท้าแพลงแค่ 10 วันก็หายแล้วแต่ถ้าหักขึ้นมาย่อมใช้เวลาถึง 2 เดือนจึงจะหายสนิท เจ็บน้อยย่อมดีกว่าเจ็บมากคิดๆ แล้วก็เจ็บใจนัก นางอยากแก้แค้นรอกลับไปแล้วนางจะฟ้องท่านพ่อให้ช่วยแก้แค้นให้นาง แต่คิดๆดูแล้วแม้แต่เทียนจวินยังไม่กล้ามีเื่กับเ้าเถาบ้านั่นท่านพ่อนางจะกล้าไปเอาเื่กับเ้าเถาบ้านั่นได้อย่างไรดังนั้นนางจึงได้แต่กล้ำกลืนความคับแค้นใจลงไป
ขณะที่เฉินรุ่ยฟางกำลังรักษาให้เป่าหลิงอยู่นั้นเฉินจิ้งเสียนก็แอบมองตำราที่วางอยู่เขาไม่แน่ใจว่าใช่ตำราม้วนที่เขาอยากได้รึเปล่า เขาจึงทำทีหยิบมาเปิดดู
เมื่อรักษาเสร็จแล้วเฉินรุ่ยฟางจึงบอก “เท้าข้างนี้แม่นางอย่าได้ใช้สัก 10 วันเถิด”
“อืม”เป่าหลิงพยักหน้ารับ “ขอบคุณอาจารย์เฉินมากกลับไปข้าจะขอโอสถจากท่านพ่อมาคืนให้ท่าน”
“หือ?”เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วขึ้น เป่าหลิงจึงบอก“ท่านพ่อข้าคือผู้าุโรองของสำนักโอสถน่ะ”
“อ่อที่แท้ก็คนสำนักเดียวกันนี่เอง” เฉินรุ่ยฟางยิ้ม นางไม่ได้ปฏิเสธไม่รับโอสถคืนนิสัยของบรรดาผู้าุโล้วนไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้ใดนางเองก็ไม่คิดจะทวงบุญคุณอะไร ถึงตอนนั้นได้รับโอสถคืนมานางก็แค่รับไว้เดาว่าผู้าุโรองคงใช้คืนเป็โอสถระดับ์กระมัง นางเข้าใจหลักการ ‘น้ำ 1 หยดใช้คืนด้วยแม่น้ำทั้งสาย’ เป็อย่างดี
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่ารักษาเสร็จแล้วจึงชวนว่า“อาจารย์ขอรับ ถ้าอย่างไรพวกเรากลับสำนักกันเถิดขอรับ”
ในเมื่อมีคนเพิ่มมาเขาย่อมไม่สะดวกที่จะทำเื่นั้นกับอาจารย์แล้ว ดังนั้นกลับสำนักดีกว่า
“อืม”เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าเห็นด้วยเฉินจิ้งเสียนจึงเก็บข้าวของแล้วก้าวไปอุ้มแม่นางเป่าหลิงขึ้นมาเฉินรุ่ยฟางก็เก็บที่นอน เมื่อพับผ้าห่มนางจึงเห็บคราบเืเปื้อนที่นอนนั่นเป็คราบเืพรหมจรรย์ของนาง ทำให้นางหน้าแดงนิดหนึ่งดีที่แม่นางเป่าหลิงไม่เห็น ไม่เช่นนั้นนางคงรู้สึกอายมากกว่านี้แน่ๆ
เฉินจิ้งเสียนอุ้มแม่นางเป่าหลิงเดินนำออกไปเฉินรุ่ยฟางเดินตามหลังไป เป่าหลิงก็ชวนคุยว่า “อาจารย์เฉินท่านกับศิษย์มาเที่ยวเล่นที่นี่นานหรือยัง?”
“ไม่นานเพิ่งมาเท่านั้น” เฉินรุ่ยฟางตอบพลางก้าวเดินไปอยู่ข้างๆ ลูกศิษย์ตัวเอง เป่าหลิงจึงชวนคุยไปเรื่อยๆนางรู้สึกสบายใจที่มีสตรีอยู่ด้วย หากว่ามีแค่นางกับเฉินจิ้งเสียนนางคงอึดอัดใจมาก
“แล้วแม่นางเป่าได้รับาเ็ได้อย่างไรหรือ?”เฉินรุ่ยฟางถาม เป่าหลิงอึกอักไป “เอ่อ...”
เฉินจิ้งเสียนช่วยแก้สถานการณ์ว่า“แม่นางเป่าลื่นตกลงมาจากเนินเขาขอรับ”
“ใช่ๆข้าลื่นลงมา” เป่าหลิงรีบพยักหน้ารับ เฉินรุ่ยฟางย่อมรู้ว่าาแที่เกิดขึ้นบนตัวแม่นางเป่าหลิงไม่ใช่าแที่เกิดจากการลื่นล้มเท่านั้น ดูแล้วชัดเจนว่าเกิดจากการต่อสู้มาแต่นางก็ไม่คิดจะถามให้มากความ ในเมื่อแม่นางเป่าหลิงคิดปกปิดนางก็ทำไม่รู้ไม่เห็นชวนคุยเื่อื่น
เมื่อเดินจนเหนื่อยพวกเขาก็หยุดพักครู่หนึ่ง หายเหนื่อยก็เดินต่อจากที่อุ้มก็เปลี่ยนเป็ให้เป่าหลิงขี่หลังแทนเป่าหลิงจึงกอดคอเฉินจิ้งเสียนพิงอยู่บนหลังเขาพลางคุยกับอาจารย์เฉินไปเรื่อยๆสตรีทั้งสองคนคุยกันถูกคอดี ส่วนเฉินจิ้งเสียนทำหน้าเฉย ไม่พูดไม่คุยด้วย เขาอยากรีบกลับไปให้ถึงสำนักเร็วๆจะตายแล้ว เพราะว่าเรือนร่างอ่อนนุ่มที่พิงอยู่บนหลังเขาทำเขารู้สึกตื่นตัวจะแย่แล้ว ทรวงอกแม่นางเป่าหลิงใหญ่กว่าของอาจารย์ทำให้เขาเกิดความคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนแล้วอีกทั้งหน้าตาแม่นางเป่าหลิงก็งดงามกว่าอาจารย์ แน่นอนว่าใครๆ ก็ชมชอบสิ่งสวยงามเมื่อมีสิ่งที่สวยงามมากกว่าย่อมมองดูมากหน่อย
พวกเขาเดินๆหยุดๆ ไปเป็ระยะๆจนกระทั่งถึงสำนักโอสถก็พาเป่าหลิงไปส่งที่เรือนพักของผู้าุโรองผู้าุโรองยังหลอมโอสถอยู่จึงไม่ได้ออกมาต้อนรับ ฮูหยินของผู้าุโรองจึงออกมาต้อนรับทั้งยังขอบคุณอาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ยกใหญ่ที่พวกเขาช่วยเหลือบุตรสาวของตัวเองเอาไว้ฮูหยินมอบของให้อาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ไม่น้อยเลยเฉินรุ่ยฟางรับมาเพียงบางส่วนตีมูลค่าราคาเท่ากับโอสถที่ใช้ไปปฏิเสธส่วนที่ล้ำค่าเกินไป นางยึดถือว่าไม่ติดค้างใครย่อมเป็เื่ดีที่สุด
ฮูหยินคะยั้นคะยอมอบให้แต่เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธอย่างอ่อนน้อม จากนั้นก็พาลูกศิษย์กลับไป
เมื่อกลับถึงเรือน เฉินจิ้งเสียนก็รีบปิดประตู ดันอาจารย์เข้าไปในห้องนอนเฉินรุ่ยฟางหน้าแดงๆถูกโอบกอดพาไปถึงเตียงนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิษย์ของนางคิดจะทำอะไรแน่นอนว่าย่อมเป็เขาอยากทำเื่ในม่านมุ้งน่ะซิ เขากอดนาง ก้มหน้าลงจูบมือไม้ก็ดึงทึ้งอาภรณ์บนตัวนางออกไป ท่าทางรีบร้อนราวกับเขาอดอยากปากแห้งมานานปีเขารีบถอดอาภรณ์บนกายตัวเองออกแล้วลูบไล้นางไปทั่วมือเขาเลื่อนผ่านที่ใดผิวกายนางก็แทบจะลุกเป็ไฟได้อย่างไรอย่างนั้นทำนางร้อนรุ่มวาบหวามไปทั้งตัว นางนอนลงบนที่นอน เขาก็ตามมาขึ้นคร่อมจับนางอ้าขาออก ทั้งยังจัดท่าจัดทางให้นางกอดขาตัวเองถ่างอ้า นางอายจนหน้าแดงก่ำจากนั้นเขาก็ดันองคชาติเข้าไป
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางสูดปากแล้วก็เม้มปากกลั้นเสียงร้องเรือนนางไม่ได้ติดตั้งอาคมเก็บเสียง ดังนั้นเสียงในเรือนจึงสามารถเล็ดลอดออกไปได้เมื่อก่อนนางอยู่ลำพังตัวคนเดียว ไม่เคยทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านดังนั้นนางจึงไม่คิดติดตั้งอาคมเก็บเสียง อีกทั้งราคาอาคมเก็บเสียงก็ราคาแพงไปหน่อยในเมื่อไม่จำเป็นางก็ไม่อยากจ่ายหยกออกไปหยกของนางล้วนใช้ไปกับการซื้อสมุนไพรมาฝึกหลอมโอสถหากได้เลื่อนขั้นเป็ระดับผู้าุโแล้ว นางย่อมได้รับเรือนพักที่ดีกว่านี้ดังนั้นนางจึงมุ่งหมายไปที่การหลอมโอสถเลื่อนขั้นมากกว่า
“อาจารย์ท่านรัดข้าแน่นนัก ดีเหลือเกิน” เฉินจิ้งเสียนกระซิบข้างหูนางเฉินรุ่ยฟางหน้าแดงแจ๋
เฉินจิ้งเสียนยิ้มแย้มขยับเอวกระทุ้งกระแทกปักๆๆ เตียงโยกสั่น กึกๆ ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้นทั้งสองเม้มปากกลั้นเสียงเอาไว้มีเพียงการกระทำของเฉินจิ้งเสียนที่ก่อเสียงดังปักๆๆๆ กับเสียงดังแจ๊ะๆๆ
เตียงโยกอยู่พักใหญ่ก็หยุดนิ่งไปเฉินจิ้งเสียนถอนองคชาติออกมา พร้อมกับธารน้ำขาวขุ่นไหลเยิ้มออกมาจากรูอ่อนนุ่มเมื่อเขาคิดถึงเรือนร่างที่พิงอยู่บนหลัง องคชาติของเขาก็แข็งตั้งขึ้นมาอีกครั้งเขาจึงกดองคชาติเข้าไปอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางร้องคำหนึ่ง “อ้า...”
นางถูกเขาตอกกระทุ้งอีกคราส่วนเฉินจิ้งเสียนก็คิดฝันหวาน นำใบหน้าของแม่นางเป่าหลิงมาแทนที่อาจารย์ตัวเองคิดฝันว่าตัวเองกำลังได้กระทุ้งกระแทกแม่นางคนนั้นทรวดทรงนั่นถ้าเขาได้จับจูบลูบคลำคงดีไม่น้อย
หากเฉินรุ่ยฟางรู้ถึงความคิดของเขาเกรงว่านางคงโมโหจนถีบเขาตกเตียงแน่แท้แน่นอนว่าไม่มีสตรีคนใดอยากเป็ตัวแทนคนอื่นหรอก แต่นางไหนเลยจะรู้ได้คิดว่าเขารักนาง จึงได้เสพสุขกับนางราวกับหมาป่าหิวโหย
จวบจนความหิวโหยของเขาได้รับการเติมเต็มแล้วเขาจึงถอนองคชาติออกแล้วนอนแผ่ข้างนาง เฉินรุ่ยฟางขยับไปกอดเขานางอิ่มเอมจนร่องรูเอ่อล้น เฉินจิ้งเสียนนอนหลับไป เฉินรุ่ยฟางก็หลับเช่นกัน
เมื่อเฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาก็ผลักคนข้างกายออกอย่างรู้สึกรังเกียจ ใช่! เขารังเกียจที่นางหน้าตาไม่งดงามเหมือนแม่นางเป่าหลิงคนนั้นรังเกียจที่นางมีทรวดทรงไม่เย้ายวนเท่าแม่นางเป่าหลิงนางเหลือข้อดีก็แค่นางเป็สตรีให้เขาได้ใช้ปลดเปลื้องราคะเท่านั้นเองเฉินรุ่ยฟางถูกผลักออกก็ยังไม่ตื่น นางหลับสนิทยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนจึงลุกขึ้นก้าวไปหยิบอาภรณ์ที่ถอดกระจัดกระจายขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นก็ออกจากเรือนไปเขากลับไปที่เรือนตัวเอง นั่งครุ่นคิดหาวิธีที่จะเข้าหาแม่นางเป่าหลิงวิธีที่ง่ายที่สุดในตอนนี้ก็คืออาศัยว่านางาเ็แล้วเขาไปเยี่ยมเยือนอย่าง ‘เป็ห่วงเป็ใย’ อย่างไรล่ะ
เมื่อคิดแผนการได้แล้วเขาก็ไม่รอช้าสรรหาของเยี่ยมแล้วไปเยี่ยมเยือนแม่นางเป่าหลิง
ขณะที่เฉินจิ้งเสียนไปถึงเรือนของผู้าุโรอง เฉินรุ่ยฟางก็ตื่นขึ้นมา นางมองไปไม่เห็นเฉินจิ้งเสียนจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์แล้วเดินไปหาเขาจนทั่วเรือนครั้นไม่เห็นเขาอยู่ในเรือนก็คาดว่าเขาคงกลับเรือนไปแล้วกระมังนางจึงนั่งลงยิ้มบางๆ อย่างเขินอายเมื่อคิดถึงเขาวาดฝันว่าเขาคงกำลังจัดเตรียมงานแต่งงานอยู่กระมัง
ฮูหยินของผู้าุโรองได้ยินว่าบุรุษที่ช่วยเหลือบุตรสาวตัวเองมาเยี่ยมเยือนบุตรสาวก็ให้สาวใช้พาเขาไปหาบุตรสาวเฉินจิ้งเสียนได้พบเป่าหลิงที่ศาลากลางสวน มีสาวใช้ห้อมล้อมนางอยู่หลายคนเขาจึงทักทายนาง “แม่นางเป่าหลิง”
“อืมเชิญ” เป่าหลิงส่งเสียงรับคำหนึ่ง ผายมือไปทางเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมองดูเฉินจิ้งเสียนที่มาเยี่ยมเยือนเฉินจิ้งเสียนก้าวไปนั่งลงพลางนำของเยี่ยมออกมาวางบนโต๊ะ“แม่นางเป่าอาการเป็อย่างไรบ้าง? นี่เป็ของที่ข้านำมาให้เ้า”
“ยังเจ็บอยู่แต่ดีขึ้นมากแล้ว” เป่าหลิงตอบ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้า “ดีแล้วๆ”
สาวใช้รินชาให้พลางถอยออกไปอย่างรู้งานเฉินจิ้งเสียนยกชาจิบคำหนึ่งแล้วชมว่า “ชาดี”
เขามองนางด้วยสายตาเป็ห่วงเป็ใยพลางดื่มชาจนหมดถ้วยแล้วกล่าวว่า“แม่นางเป่าพักผ่อนให้มากๆ เถอะ ข้าไม่รบกวนแม่นางแล้ว”
“อืมขอบคุณมากที่มาเยี่ยมข้า” เป่าหลิงเอ่ย เฉินจิ้งเสียนลุกจากไปไร้ท่าทีประจบประแจงเอาใจทำเหมือนว่าที่เขามาเยี่ยมเยือนนั้นเป็เพราะความเป็ห่วงเท่านั้นเป่าหลิงมองตามจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงมองดูของเยี่ยมบนโต๊ะ นางเปิดกล่องออกเห็นกำยานวางอยู่ในกล่องจำนวนหนึ่งก็หยิบมาดมกลิ่นนางได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจึงยิ้มพอใจในของเยี่ยม นางให้สาวใช้จุดกำยานที่ได้มาใหม่สักพักกลิ่นหอมก็กระจายออกมาจากเตากำยาน
“อืมหอมจริง” นางชมอย่างถูกอกถูกใจ แน่นอนว่าสตรีทุกคนล้วนชอบเครื่องหอมทั้งนั้นเฉินจิ้งเสียนจึงเลือกกำยานดอกเหมยกุ้ยของอาจารย์มามอบให้แม่นางเป่าหลิง
กำยานดอกเหมยกุ้ยนั้นมีมากเฉินจิ้งเสียนจึงนำมาให้อย่างไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ของๆ อาจารย์ตัวเองเขาหยิบใช้บ้างนางย่อมไม่ว่ากล่าวอะไรอีกทั้งกำยานนี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าไหร่
“หอมจริงๆเ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยชม เป่าหลิงพยักหน้า “อืม ต่อไปก็ใช้กำยานนี้เถอะกลิ่นหอมดี ข้าชอบ”
“เ้าค่ะคุณหนู”สาวใช้รับคำสั่งแล้วยกกล่องไปเก็บ
เฉินจิ้งเสียนออกจากเรือนของผู้าุโรองแล้วจึงไปที่หอตำรา เขาหยิบตำรามานั่งอ่านท่าทางเหมือนกำลังศึกษาตำราอย่างตั้งอกตั้งใจ ใช่ เขากำลังตั้งอกตั้งใจจริงๆนั่นแหละ เขากำลังศึกษาตำราโอสถสวาท หากว่าเขาลอบใช้โอสถสวาทกับแม่นางเป่าหลิงเหมือนเช่นที่ใช้กับอาจารย์เขาย่อมได้เชยชมนางแน่นอน แต่ว่าโอสถสวาทก็มีข้อเสียอยู่เพราะสามารถตรวจพบได้
หากว่าผู้าุโรองพบว่าเขาเล่นเล่ห์กับบุตรสาวตัวเองเกรงว่าคงฆ่าเขาแน่นอน ดังนั้นโอสถสวาทนี้ไม่อาจนำมาใช้กับแม่นางเป่าหลิงได้เห็นทีเขาต้องคิดหาวิธีอื่นแทน
เฉินรุ่ยฟางไม่เห็นศิษย์มาหาเหมือนเคยก็คิดว่าเขาคงกำลังยุ่งเื่เตรียมงานแต่งงานกระมังนางจึงออกไปจัดเตรียมชุดเ้าสาวอย่างลับๆอยากให้เขาประหลาดใจและตื่นเต้นเมื่อได้เห็นนางงดงามที่สุดในวันแต่งงาน
เฉินจิ้งเสียนขลุกตัวอยู่ในหอตำรา ค้นหาตำรับตำราไปเรื่อยๆจวบจนเย็นค่ำแล้วเขาจึงกลับเรือนไปพักผ่อน
ครั้นเช้าตรู่ เฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังเรือนอาจารย์
“เมื่อวานเ้าหายไปไหนรึ?”เฉินรุ่ยฟางถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “ข้าอยู่ที่หอตำรา”
เขามองนางแล้วหวนคิดถึงแม่นางเป่าหลิงอารมณ์รุ่มร้อนก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เขาจึงดึงแขนอาจารย์เข้าห้องนอนเฉินรุ่ยฟางหน้าแดงเขินอายนางไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของนางกับศิษย์ล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาของคนผู้หนึ่งคนผู้นั้นอำพรางกายเอาไว้ เขามองดูอาจารย์เฉินอยู่นอกเรือนมองดูนางทำกิจวัตรของนางไปจนกระทั่งเห็นนางถูกลูกศิษย์จูงเข้าห้องนอนไปเขาก็กำมือแน่นทีหนึ่ง ใช่! คนๆ นั้นก็คือเหอเทียนเหิงเขาแอบมาดูอาจารย์เฉิน หากว่านางมีใจให้ศิษย์ตัวเองจริงๆเช่นนั้นเขาก็จะยอมตัดใจจากนาง หลังจากได้เห็นท่าทีของนางกับลูกศิษย์แล้วเขาจึงสิ้นสงสัยหมดสิ้นแล้วศิษย์คนนั้นกล่าวไม่ผิด อาจารย์เฉินมีใจให้เขาจริงๆ!
มีใจถึงขั้นยอมร่วมอภิรมย์กัน!ถึงขั้นนี้แล้วเขายังตัดใจไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!
ภายในห้องนอน เฉินจิ้งเสียนก็ถอดอาภรณ์ออกแล้วจับอาจารย์เปลื้องผ้าอย่างเร่งร้อนจากนั้นก็ดันนางลงนอนบนเตียง เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดงก่ำนางนอนอ้าขารอให้เขาสอดใส่เข้ามาเฉินจิ้งเสียนไม่รอช้าจับองคชาติดันเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางเม้มปากกลั้นเสียงครางเอาไว้เฉินจิ้งเสียนก็ขยับเอวโยกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เขาโยกเสียจนเตียงสั่นไหว
เหอเทียนเหิงยืนฟังเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาเสียงครางนั้นแม้จะแ่เบายิ่ง แต่เขาหูดียิ่งนักต่อให้เสียงเบาราวกับเสียงกระซิบเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี เขาจึงจากไปอย่างรู้สึกเจ็บๆในใจ ทั้งยังพยายามตัดใจจากอาจารย์เฉินเขาที่สูงส่งเหนือเทพทั้งหลายจะแยกคู่ยวนยางได้อย่างไร!
แล้วเขาก็ออกจากสำนักโอสถไปไม่คิดจะหวนกลับมามองดูนางอีกเลย
เฉินจิ้งเสียนโยกเอวไปยกหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์ จากนั้นก็ออกจากเรือนอาจารย์มุ่งหน้าไปยังหอตำรา เฉินรุ่ยฟางนอนอารมณ์ค้างอยู่บนเตียงนางยังไม่ทันสุขสมเขาก็สุขสมนำหน้านางไปแล้ว เขาจากไปนางรู้สึกโมโหหงุดหงิดแต่เมื่อคิดว่าเขาคงรีบไปจัดเตรียมงานแต่งงานกระมัง ความรู้สึกโมโหก็จางหายไปทันทีนางลุกขึ้นมาสวมอาภรณ์แล้วออกไปทำกิจวัตรของนางไปเรื่อยๆ
เมื่อถึงเวลาเย็น เฉินจิ้งเสียนก็ออกจากหอตำรา มุ่งหน้าไปยังเรือนของผู้าุโรองขอเข้าเยี่ยมแม่นางเป่าหลิงฮูหยินก็ให้สาวใช้พาเฉินจิ้งเสียนไปเยี่ยมบุตรสาวที่ศาลากลางสวน
เป่าหลิงกำลังนั่งนอนอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในห้องพอได้ยินว่าเฉินจิ้งเสียนมาเยี่ยมก็ยินดี อย่างน้อยนางจะได้มีเพื่อนคุยเล่นบ้าง
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readfree.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ