"พลังจิตของนายปั่นป่วนไปชั่วขณะเมื่อกี้"
"ภายใต้การกระตุ้นของพลังจิต เปลวเพลิงกับอัสนีบาตเกือบจะคุมไม่อยู่"
"โชคดีที่นายตื่นขึ้นมาทันเวลา ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดของในห้องฝึกฝนนี้คงถูกทำลายหมดแน่"
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงถึงเพิ่งรู้ตัวว่าอุณหภูมิในห้องฝึกฝนมันสูงจนผิดปกติอย่างน้อยก็คงเกินห้าสิบองศา แม้แต่พื้นโลหะตอนนี้ก็ยังร้อนผ่าว
ไม่ว่าจะเป็นธาตุไฟหรือธาตุสายฟ้าตอนนี้ล้วนหนาแน่นอย่างมาก
เดี๋ยวสิอยู่ดีๆ ทำไมพลังจิตของเขาถึงปั่นป่วนขึ้นมาได้?
คงไม่ใช่เพราะการปะทะกับมอนเต้ก่อนหน้านี้หรอกนะ?ไม่น่าใช่ ถึงการปะทะครั้งนั้นจะรุนแรง แต่คนที่เจ็บคือมอนเต้ไม่ใช่เขาสักหน่อย
เดี๋ยวก่อนหรือว่าเป็นเพราะยาสงบวิญญาณ?
เจียงจืออวี๋ยกมือทัดปอยผมที่เปียกเหงื่อตรงหน้าผากไว้หลังใบหูดูเหมือนอุณหภูมิในห้องฝึกฝนจะสูงเกินไปจริงๆแม้แต่เธอตอนนี้ก็ยังมีเหงื่อออกไม่น้อย
แม้แต่เสื้อยืดสีขาวบางๆบนตัวตอนนี้ก็ยังแนบชิดติดผิว
"ฉันเองก็เพิ่งรู้สึกหลังจากกินเข้าไปว่าในยาสงบวิญญาณระดับสูงสุดนี้น่าจะมีส่วนผสมของผลจิตกระจ่างอยู่ด้วย"
"ของสิ่งนี้มันมีผลข้างเคียงที่ทำให้พลังจิตตื่นตัวหากไม่ได้ฝึกเคล็ดวิชาขัดเกลาพลังจิต ยามที่ไม่ได้ตั้งสติคุมพลังจิตก็คุ้มคลั่งจนสูญเสียการควบคุมได้ง่ายมาก"
"แต่สภาวะของนายเมื่อครู่ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่ายาสงบวิญญาณนี้ได้ผลกับนายเป็นอย่างดี"
ลองหลับตาสัมผัสดูความจริงก็เป็นอย่างที่เจียงจืออวี๋พูด
แม้ตอนนี้สมองจะหนักอึ้งเหมือนคนอดนอนติดกันหลายคืนแต่ความแข็งแกร่งของพลังจิตก็ยกระดับขึ้นจริงๆ ถึงจะไม่มากแต่ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเกรงว่าอีกไม่นาน พลังจิตของเขาคงทะลวงเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์ได้!
แต่ปัญหาคืออย่างที่เจียงจืออวี๋บอก เขาไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาขัดเกลาพลังจิตหากกินยาสงบวิญญาณเข้าไปอีกก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะตกอยู่ในสภาวะพลังจิตปั่นป่วนแบบนั้นอีก
พอนึกถึงความรู้สึกที่เกือบจะ'เผา' ตัวเองเมื่อกี้ไป๋ฉางเซิงก็ไม่อยากจะเจอเป็นครั้งที่สองอีก
"เคล็ดวิชาลับพลังจิต ฝึกยากไหม?"
ไป๋ฉางเซิงมองเจียงจืออวี๋พลางเอ่ยถาม
"ยากจริงๆ นั่นแหละ ปกติแล้วต้องถึงระดับโหวแห่งยุทธ์หรือระดับจ้าวอสูรให้พลังจิตพุ่งสูงขึ้นก่อนถึงจะมีคุณสมบัติพอจะฝึกได้"
"แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีอื่นหรอกนะ"
"หากมียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้คอยชี้แนะพานายทำความคุ้นเคยกับเส้นทางโคจรและกฎเกณฑ์ของพลังจิตก็สามารถเริ่มฝึกวิชานี้ล่วงหน้าได้"
ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้งั้นเหรอ?
ในบรรดาคนที่รู้จักทั้งหมดไป๋ฉางเซิงนึกถึงแค่คณบดีหลี่คนเดียว
จอมเวทระดับราชันยุทธ์เน้นฝึกฝนพลังจิตเป็นหลักอยู่แล้วย่อมมีวิธีทำได้แน่
แต่เจียงจืออวี๋ราวกับจะเดาความคิดของเขาออกจึงส่ายหน้า
"เรื่องนี้ไม่ต้องรบกวนอาจารย์หลี่หรอก"
"พลังจิตของฉันถึงจะยังไม่ถึงระดับราชันยุทธ์ แต่เพราะมหาพันธะเทพสถิตวิญญาณของพวกเราจึงถักทอเข้าด้วยกัน ในแง่หนึ่ง พวกเราก็คือร่างเดียวกัน"
"ดังนั้นต่อให้ตอนนี้พลังจิตของฉันจะอยู่แค่ระดับโหวแห่งยุทธ์ก็สามารถชี้นำพลังจิตของนายได้"
ไป๋ฉางเซิงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้แต่ในเมื่อเจียงจืออวี๋พูดแบบนั้น ย่อมต้องมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ไม่มีความสงสัยมีเพียงความเชื่อใจล้วนๆ
"แล้วฉันต้องร่วมมือกับเธอยังไง?"
"ไม่ต้องร่วมมือ นายแค่นอนหลับไปก็พอ ฉันจะคอยชี้นำนายเอง"
นอนหลับอีกแล้วเหรอ?
กว่าจะหลุดพ้นจากสภาวะที่ถูกจองจำทั้งตัวมาได้ถ้าเลือกได้ ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ไป๋ฉางเซิงก็ไม่อยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นอีก
แต่เมื่อเห็นเจียงจืออวี๋นั่งขัดสมาธิหลับตาลงแล้วไป๋ฉางเซิงก็ยอมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
ภายใต้การกระตุ้นจากความวิงเวียนในสมองหลังจากไป๋ฉางเซิงหลับตาผ่อนคลายจิตใจ ผ่านไปเพียงสองสามนาทีเขาก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
โชคดีที่ครั้งนี้เขาไม่ได้หลุดเข้าไปในมิติที่ราวกับขุมนรกนั่นอีก
สติสัมปชัญญะพร่ามัวกระทั่งหลับไปตอนไหนก็ยังไม่รู้ตัว
แต่ความรู้สึกหลับสนิทนี้คงอยู่ได้ไม่นานนักท่ามกลางความสะลึมสะลือไป๋ฉางเซิงรู้สึกเพียงว่ามีบางสิ่งกำลังลูบไล้เขาอย่างแผ่วเบา
สติเริ่มกลับคืนมาแต่กลับยังไม่ตื่นขึ้น ในทางกลับกัน กลับมีความรู้สึกคล้ายกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของตัวเองกำลังหลับใหลทว่าสติกลับตื่นตัวเต็มที่
"แก่นแท้ของเคล็ดวิชาขัดเกลาพลังจิตคือการทำให้พลังจิตไหลเวียนไปทั่วร่างกายของนาย"
"ทุกครั้งที่โคจรครบหนึ่งรอบในร่างกาย มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นหนึ่งส่วนเหมือนกับพลังปราณ"
เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นไป๋ฉางเซิงอยากจะลืมตา แต่เบื้องหน้ากลับยังคงมืดมิด
ตอนนี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีร่างอันใหญ่โตยืนอยู่ข้างๆคิดว่านั่นคงเป็นพลังจิตของเจียงจืออวี๋ล่ะมั้ง?
พอเทียบกันแบบนี้พลังจิตของเขาดูเหมือนจะอ่อนด้อยเกินไปจริงๆ
และยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรในวินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกราวกับถูกโอบกอดด้วยบางสิ่งที่ทั้งอบอุ่นและอ่อนนุ่มความรู้สึกนี้คล้ายกับการสวมกอดทว่าการสวมกอดทั่วไปไม่สามารถแนบชิดได้สนิทสนมขนาดนี้
"เส้นทางที่พลังจิตไหลผ่าน เรียกว่าเส้นชีพจรวิญญาณ"
"เส้นชีพจรวิญญาณแตกต่างจากเส้นลมปราณที่พลังปราณไหลเวียนเส้นลมปราณนั้นเปิดโล่งตั้งแต่เกิด แต่เส้นชีพจรวิญญาณกลับถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์"
"ภายใต้สถานการณ์ปกติเว้นแต่ว่าพลังปราณและพลังเลือดจะยกระดับถึงระดับโหวแห่งยุทธ์ใช้ร่างกายเนื้อเป็นตัวกระตุ้นให้พลังจิตพุ่งทะยานจากนั้นจึงใช้พลังจิตที่พุ่งสูงขึ้นนั้นทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณที่อุดตันอย่างบ้าคลั่งไม่อย่างนั้นพลังจิตก็ไม่มีทางเติบโตขึ้นจากการฝึกฝนด้วยตัวเองได้"
"และสิ่งที่ฉันต้องทำตอนนี้ ก็คือใช้พลังจิตของฉันช่วยนายทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณให้เปิดออกก่อน!"
สิ้นเสียงของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเพียงว่าตัวเองถูกกอดรัดแน่นขึ้น จิตใจพลันสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
"เคล็ดวิชาลับพลังจิตสายโจมตีและป้องกัน พลังจิตของนายยังไม่แกร่งพอไม่อาจฝึกฝนได้ แต่เคล็ดวิชาโคจรพื้นฐานยังพอไหว"
"จำเส้นทางนี้ไว้ให้ดี ฉันจะพานายโคจรไปหลายๆ รอบหลังจากนั้นนายต้องฝึกด้วยตัวเอง จนกว่าการไหลเวียนของพลังจิตจะกลายเป็นสัญชาตญาณ"
เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋ฉางเซิงก็ไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านอีกตั้งใจสัมผัสเส้นทางที่พลังจิตไหลผ่านอย่างละเอียด
สิบนาที...ยี่สิบนาที... ครึ่งชั่วโมง...
ไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่รู้ว่าการโคจรหนึ่งรอบนี้กินเวลาไปนานแค่ไหนผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของเจียงจืออวี๋ถึงได้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำเสียงของเธอกลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ยากจะอธิบาย
"รอบแรกจบลงแล้ว ฉันช่วยนายทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณเรียบร้อยต่อไปเริ่มรอบที่สอง"
ครั้งนี้ความเร็วเห็นได้ชัดว่าเร็วกว่ารอบแรกมาก
"รอบที่สาม..."
หลังจากผ่านไปสามรอบรวดความรู้สึกที่ถูกโอบกอดอย่างแนบแน่นก็มลายหายไปในพริบตาไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกโหวงเหวงในใจอย่างประหลาด
สติสัมปชัญญะจมดิ่งลงจิตใจขยับไหว
ไป๋ฉางเซิงตื่นขึ้นจากสภาวะหลับใหลอีกครั้งสิ่งแรกที่ปรากฎตรงหน้า คือใบหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวของเจียงจืออวี๋
แต่ทั้งที่ใบหน้าซีดเซียวไม่รู้ทำไมไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายแฝงไปด้วยความสดใสอันยากจะเอ่ย
"เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?"
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้ายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเบาๆ
"ไม่เป็นไร แค่สูญเสียพลังจิตมากไปหน่อยน่ะ"