เมื่อกลับถึงบ้านตอนราว ๆ เที่ยงวันว่าที่นักศึกษาใหม่ก็ได้แจ้งข่าวให้กับพ่อของเขาได้ทราบเื่ในทันที “ป๊าหวัดดี..เษมสอบติดมหาลัยฯออแกเนียนแล้วนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย
“เห็นไหมป๊าบอกแล้วยังไงก็ติด” สรณ์พลันตอบขึ้นมาแบบไม่ได้สะทกสะท้านอะไรราวกับรู้อยู่แล้วว่าเื่นี้จะต้องเกิดขึ้นเขาทำเพียงแค่พลิกอ่านนิยายเล่มโปรดอ่านต่อไปเท่านั้น
“นี่ป๊าไม่คิดจะตื่นเต้นอะไรหน่อยหรือไง?- -” เกษมบ่นหน้าเจื่อนก่อนที่จะงัดไม้ตายของเขาขึ้นมา “แล้วเษมก็เป็คนที่มีพลังพิเศษด้วยนะ!!” เ้าเด็กแว่นพยายามพูดเร้าอารมณ์อย่างเต็มที่เพื่อทำให้พ่อของเขาแปลกใจให้ได้
“เอ้า!! ไหนเล่ามาซิว่าพิเศษยังไงพ่อยอดมนุษย์ของป๊า!” สรณ์วางสิ่งที่กำลังอ่านลงพลางเดินเข้ามากอดคอและตบไหล่เ้าลูกชายแล้วแสร้งทำเป็ตั้งใจฟัง
“เษมสามารถเห็นคนมีแสงออกมาจากอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ด้วยนะ!!” หนุ่มแว่นไม่รอช้าที่จะโอ้อวดพลังของเขา ก่อนจะมาคิดทบทวนอีกทีว่าไอ้พลังไร้ประโยชน์นี่มันมีประโยชน์ยังไงต่อชีวิต “เอ่อ.. ที่จริง..มันพิเศษตรงไหนกันเนี่ย!?” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มดูเจื่อนลงไปในทันที
แต่สิ่งที่เกษมพูดมานั้น..กลับทำให้พ่อของเขาเกิดอาการตะลึงอย่างแท้จริง สรณ์แสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าประหลาดใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะอุทานในใจ “ว้าว.. มันพิเศษจริง ๆ ด้วย”
เกษมที่ยังไม่ทันได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของสรณ์ก็พยายามครุ่นคิดหาเหตุการณ์ที่จะต้องทำให้พ่อของเขาแปลกใจให้จงได้เพราะเื่ที่เขาไปเผชิญมามันช่างน่าอัศจรรย์เกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว
จนในที่สุด! ชายผู้มีตาสองสีก็นึกเื่ที่เขาคิดว่าถ้าสรณ์ได้ฟังจะต้องใอ้าปากค้างเป็แน่..“ป๊า!! เษมเป็ ออแก.. ซวยละ.. -__-” เด็กหนุ่มลั่นวาจาออกไปทันทีก่อนหยุดชะงักด้วยใบหน้าเหวอๆ เพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเขากำลังทำผิดกฎที่คุณเวิร์ดย้ำนักย้ำหนาอยู่
“ขอโทษนะป๊า เษมเผลอเล่าไปแล้ว เดี๋ยวสักพักก็จะมีฝรั่งคนหนึ่งมาลบความทรงจำป๊าเองแหละไม่ต้องกลัวนะ มันไม่เจ็บหรอก ป๊าก็แค่จะลืมเื่ที่เษมพูดกับป๊าไว้เมื่อกี้แค่นั้นเอง”หนุ่มแว่นพยายามอธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้พ่อของเขาฟัง
สรณ์ทำหน้างงพลางมองลูกชายของเขาที่กำลังลุกลี้ลุกลนในการพยายามอธิบายเื่บางอย่างที่ซับซ้อนแต่คุณพ่อก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมากมายก่อนที่จะนิ่งไปสักพัก..
“ออกมาได้แล้วล่ะมั้งครับ! คุณสปีช” หลังจากมั่นใจแล้วว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติไปสรณ์ก็ได้ลั่นวาจาขึ้นก่อนจะหันไปมองที่หนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นวาง
ทันใดนั้นเอง.. หนังสือเล่มที่พ่อของเกษมมองไปก็ได้เรืองแสงสีน้ำเงินก่อนกลับกลายร่างเป็ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สามอย่างสุดอลเวง
“เห้ย!!!” เกษมอุทานออกมาด้วยความใ ก่อนจะเอ่ยคำพูดติดปากของเขา “โอโฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลย” ชายหนุ่มเบิกตากว้างพร้อมกับอ้าปากหวออีกครั้ง ซึ่งพักหลังๆ มานี้มีเื่ให้เขาได้แสดงใบหน้าอันตื่นตะลึงบ่อยเสียเหลือเกิน
เมื่อถูกจับได้แล้วคุณเวิร์ดจึงเผยตัวออกมาเขานำมือทั้งสองข้างไขว้หลังไว้ก่อนจะยืดอกหลังตรงพลางเดินเข้ามาใกล้ก่อนเอ่ยทักทาย“สายตายังเฉียบคมเหมือนเดิมนะครับ คุณสรณ์ สืบสายั์ตราเดอะไซท์สตีลเลอร์ ‘The Sight Stealer’..” หนุ่มใหญ่พูดราวกับเคยรู้จักมักคุ้นกับพ่อของเกษมมาก่อน
“ก็มุกแปลงร่างมันเก่าไปแล้วนี่ครับคุณสปีช ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” ชายผู้เป็เ้าของสมญาจอมขโมยทัศนะแซวหนุ่มมาดผู้ดีกลับอย่างสนิมสนม
ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มคุยธุระกันแบบจริงจัง“แล้ววันนี้มาถึงนี่ มีเื่อะไรหรอครับ?” เ้าบ้านเอ่ยถาม
“ผมจะมาแจ้งเื่ที่จะพาเกษมไปมหาวิทยาลัยน่ะครับ”ผู้มาเยือนตอบอย่างสุภาพก่อนจะมองไปหานายแว่นที่ยังคงยืนมึนอยู่
“อ๋ออ.. เื่นี้นี่เอง วันไหนหรอครับ?”สรณ์เจรจาต่อพลางโอบไหล่ของลูกหัวแก้วหัวแหวนของเขาไว้
ซึ่งชายชาวอังกฤษก็ได้ตอบกลับทันทีหลังจากที่ได้ยินคำถาม“วันนี้ครับ ตอนนี้เลย..”
เมื่อเห็นการเจรจาที่เออออกันอยู่เพียงสองคนเช่นนั้นเกษมจึงะโแทรกเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาระหว่างสรณ์กับ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม อย่างลุกลี้ลุกลน “เฮ้ย ๆ ๆ เดี๋ยว ๆ ๆ คุยกันอย่างกับรู้จักกันมาก่อนเลยนี่มันอะไรกันครับเนี่ย?? คุณเวิร์ดคุณจะลบความจำพ่อผมรึเปล่าครับ? แล้วคุณจะพาผมกลับไปมหาลัยฯอะไรตอนนี้ ผมพึ่งรู้ผลสอบเมื่อกี้เองนะ!!”สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“เอาทีละคำตอบนะ ข้อหนึ่งเราสองคนรู้จักกันมาก่อนครับ”สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้เอ่ยพร้อมชูนิ้วชี้ขึ้น
“ข้อสอง ป๊าจะไม่ถูกลบความทรงจำหรอกเพราะป๊าก็เป็ออแกเนียนเหมือนกัน มันสืบทอดทางพันธุกรรมเฟ้ย ไอ้เด็กเด๋อ ฮ่าๆ ๆ ” สรณ์ชูนิ้วเลขสองก่อนจะเอาอีกมือไปยีหัวเกษมและหัวเราะอย่างสะใจ
สิ่งที่เกษมพยายามทำให้พ่อของเขาประหลาดใจทั้งหมดกลายเป็สูญเปล่า..แต่กลับเป็เขาเองที่โดนสรณ์เซอร์ไพรส์เข้าอย่างจัง! ตอนนี้อาการของหนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดเข้าขั้นเหวอมากถึงมากที่สุด
“ข้อสาม การปฐมนิเทศจะมีขึ้นวันนี้ซึ่งมันเป็ไปตามกำหนดการของทางมหาวิทยาลัย ดังนั้นตอนนี้เราก็ต้องเดินทางกันได้แล้ว..”เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม พูดพร้อมดึงเกษมที่กำลังสติหลุดมาโอบไว้ข้างกาย..
ด้วยความใและยังไม่พร้อมจะเดินทาง เกษมพยายามยื้อเวลาของเขาด้วยเหตุผลทุกอย่างที่คิดออก “เฮ้ ๆ ๆ !! คุณเวิร์ด!!เดี๋ยวครับ!! แล้วพวกของใช้ส่วนตัวผมล่ะ?”
“เื่นั้นไม่ต้องกังวลที่หอพักของมหาวิทยาลัยเรามีทุกอย่างที่คุณ้า” ชายในชุดทักสิโด้ตอบเหมือนจะรู้ทันความคิดของเกษมก่อนจะทำการร่ายคำพูดศักดิ์สิทธิ์ของเขา “ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ ข้าพเ้าและเกษมย้ายไปสู่มหาวิทยาลัยออแกเนียน”
“สู้ ๆ นะไอหนู” สรณ์โบกมือลาลูกชายของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่แสงสีน้ำเงินจะพาทั้งคู่จากไป..
ณลานกว้างที่อยู่ระหว่างตึกรูปทรงประหลาดทั้งสามตึกภายในมหาวิทยาลัยออแกเนียน
“เอาล่ะ การปฐมนิเทศจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วเจอกันที่หอประชุมอย่ามาสายล่ะ” ชายมาดผู้ดีพูดกับเกษมก่อนจะเดินจากไป
“ดะ..เดี๋ยวครับ..” หนุ่มแว่นยืนเอ๋ออยู่ท่ามกลางแสงสีน้ำเงินที่ผุดขึ้นรอบกายของเขาราวกับดอกเห็ดพร้อมกับคนที่ถูกพาวาร์ปมาเช่นเดียวกันอีกมากมาย
“เอาวะ!! เป็ไงเป็กัน!! ในเมื่อเื่มันมาถึงขนาดนี้แล้วก็ลองดูสักตั้งจะเป็อะไรไป!!” เกษมแข็งใจฮึดสู้และในตอนนี้.. ชายผู้มีตาสองสีอันเป็เอกลักษณ์คิดว่าตัวเขานั้นพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับเื่ราวอันเหนือจินตนาการและอัศจรรย์กว่าทุกสิ่งที่เคยได้พบเจอ!
ในขณะที่หนุ่มแว่นกำลังคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องเผชิญในโลกของออแกเนียนอยู่นั้นเอง..เขาก็ได้เหลือบไปเห็นเรือนร่างที่กำลังเรืองแสงอยู่ของมีสท์ ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มดีใจเป็อย่างมากเพราะอย่างน้อยก็ได้เจอคนรู้จักและจะได้ไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียว
“สวัสดีมีสท์!” เกษมวิ่งปรี่เข้าไปทักทายสาวผมเปียในทันที โดยที่คนรอบข้างได้แต่สงสัยว่า“ไอ้แว่นนี่.. มันกำลังคุยกับใครวะ?”
“โถ่.. เ้าเกษม เราอุตส่าห์ใช้พลังกะว่าจะอยู่คนเดียวเงียบ ๆ สักหน่อย แถวนี้มีแต่คนน่ากลัว ๆ ” มีสท์ตอบพลางทำท่ามองไปรอบ ๆ เพื่อให้เกษมหันดูตาม
แล้วมันก็เป็จริงอย่างที่สาวผมเปียว่าแต่ละคนที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีแต่คนลักษณะแปลก ๆ กันทั้งนั้นหาคนที่ดูจะเป็ปกติได้ยากมาก ๆ
“แหะ ๆ .. ขอโทษที” เกษมถอดแว่นออกก่อนจะมองไปรอบ ๆ
ด้วยความที่เขาเริ่มเชื่อมั่นแล้วว่าตัวเองพิเศษกว่าคนทั่วไปและพอจะรู้ความพิเศษของตนเองแล้วว่ามันอยู่ที่ดวงตา ชายหนุ่มจึงอยากทดสอบว่าเมื่อไม่มีแว่นแล้วเขาจะมองเห็นชัดเหมือนครั้งที่ถูกมีสท์ถอดแว่นออกในวันที่แสดงโชว์หน้าหอประชุมหรือไม่
ซึ่งทุกอย่างมันก็เป็ไปตามที่เขาคิดเกษมเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งไร้ที่ติ และในขณะเดียวกันกับที่เกษมกำลังเพลิดเพลินกับการมองโดยไม่ผ่านเลนส์หนาเตอะอยู่นั้นเองเขาก็ได้เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ค่อนข้างสะดุดตา
ชายหนุ่มที่แต่งกายราวกับเป็ท่านเคาท์แดร็กคูล่า กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับหญิงสาวผู้ซึ่งมีผมสีบลอนด์ทอง ยาวระลงมาถึงน่อง
ทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่มก่อนที่ชายที่มีผิวสีซีดเผือดจะขยับใบหน้าลงมาตรงซอกคอของหญิงสาว..
ทันใดนั้น! เขาก็ได้ง้างขากรรไกรกว้างพลางงับลงไปที่ต้นคออันขาวเนียนอย่างหื่นกระหาย!
เกษมที่ทนดูเหตุการณ์การสุดสยิวจนจบไม่ไหวจึงเบี่ยงหน้าออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
“เป็อะไรไปหน้าทำหน้าซะเหยเกเชียว”สาวผมเปียคู่ที่อยู่ตรงหน้าชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรหรอก”เขาบอกปัดเพื่อไม่้าให้เธอสนใจเื่แปลก ๆ ที่เห็น
“แต่เจอเธอก็ดีแหละอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงา แล้วจะถอดแว่นทำไมล่ะเนี่ย นายใส่แว่นแล้วดูดีกว่านะเราว่า” มีสท์มองไปที่หน้าของเกษมด้วยรอยยิ้มอันแสนสดใส ก่อนจะหยิบแว่นสวมคืนให้
หลังจากใส่แว่นคืนให้เกษมเสร็จเธอก็ยื่นมือไปทำท่าจะััแก้มของชายหนุ่มเนื่องมาจากความลืมตัว แต่ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ทันว่าเกษมสามารถมองเห็นเธอตอนใช้พลังแล้วจึงค่อย ๆ ลดมือลงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ชายหน้าติ๋มก็งง ๆ กับการกระทำอันมีพิรุธของเธอแต่เขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก “อืม..จริง ๆ เราก็ชินกับการใส่แว่นมากกว่าอยู่แล้วแหละหยิบมันมาสวมจนเป็อัตโนมัติไปละ” เขาตอบพลางใช้นิ้วดันไปที่กึ่งกลางของแว่นที่พาดอยู่บนจมูกเพื่อจัดให้มันเข้าที่
สาวผมเปียหน้าแดงก่ำไปด้วยความเขินปนอายก่อนจะชวนคุยต่อเพื่อไม่ให้เกิดความเงียบ “แล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไงหรอโดนคุณเวิร์ดพาวาร์ปมาเหมือนกันรึเปล่า?”
“ใช่แล้ว แต่บางทีเราก็สงสัยนะว่าคุณเวิร์ดทำเื่เหลือเชื่อแบบนี้ได้ยังไง เราว่าเขาดูแปลก ๆ อ่ะแอบน่ากลัวนิด ๆ ด้วย แล้วอีกอย่างหน้าตาเป็ฝรั่งขนาดนั้น งงว่าทำไมถึงพูดภาษาไทยได้ชัดจัง”เกษมกล่าวถึง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สามซึ่งเป็ผู้ที่หนุ่มแว่นยังไม่ค่อยไว้วางใจเสียเท่าไหร่
หลังจากนายหน้าเนิร์ดพูดจบ อยู่ ๆ ก็มีเสียงชายปริศนาพูดแทรกขึ้นมา“ก็เพราะเขาคือผู้สืบทอดของตระกูล สปีช น่ะสิ.. ฉันเคยได้ยินมาว่า ตระกูลสปีชเป็ตระกูลที่มีอวัยวะพิเศษคือปากคนในตระกูลนี้สามารถพูดในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการรักษากฎข้อบังคับต่างๆ ภายในตระกูล ถ้าทำผิดกฎแม้แต่นิดเดียวจะต้องโทษถึงชีวิตเลยล่ะ! ที่ต้องเป็อย่างนั้นก็เพราะถ้าไม่มีกฎเหล็กที่คอยควบคุมพลังรูปแบบนี้สามารถทำสิ่งที่เลวร้ายสุด ๆ ได้อย่างสบาย ๆ เลยน่ะสิ”
หลังจากจบการอธิบาย เสียงเดิมนั้นก็ได้แนะนำตัวเองต่ออย่างรวดเร็วโดยที่ไม่หยุดหายใจเลยแม้แต่แอะเดียวราวกับท่องไดอะล็อกมา “ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะสวัสดีเราชื่อโสตพอดีได้ยินพวกเธอสองคนพูดภาษาไทยกันเราก็เลยตามเสียงมาน่ะเราขอเข้าร่วมกลุ่มด้วยได้ไหม?”