บทที่3
การสร้างพื้นฐานอารมณ์
ในวันหยุดปฐวีมักหาโอกาสไปทำบุญไหว้พระอยู่เสมอมันอาจจะเป็โชคดีของปฐวีที่เวลาอยู่ในวัดแล้วรู้สึกโปร่งเบาอย่างบอกไม่ถูกซึ่งมันจะคล้ายคลึงกับตอนรับสัญญาณแห่งปราณปรมัตถ์ปฐวีมักจะค้นหาวิธีรับสัญญาณแห่งปราณปรมัตถ์ให้บริสุทธิ์และสะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะปฐวีคิดว่าหากปฐวียังมีความโกรธ ความเกลียด ความเห็นแก่ตัวและความเห็นส่วนตัวก็อาจทำให้รับสัญญาณแห่งปราณปรมัตถ์ผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้เพราะในโลกใบนี้ประกอบไปด้วยหลายคลื่นสัญญาณ ไม่ว่าจากคนประเภทต่างๆสัตว์ประเภทต่างๆ ภูตผีิญญาประเภทต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งของ สถานที่ประเภทต่างๆสิ่งต่างๆที่ยกตัวอย่างข้างต้นต่างก็ปล่อยสัญญาณจากรูปร่างลักษณะและจิติญญาของตนเอง ไปสู่ผู้คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อมต่างๆซึ่งจะให้อธิบายอย่างง่ายๆก็คล้ายๆกับที่เราจะสังเกตได้ว่าหากเราประสบกับผู้เป็มิตรเราก็จะรู้สึกแบบหนึ่งหากเราประสบกับผู้เป็ศัตรูเราก็รู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ก่อนที่ปฐวีจะเดินเข้าวัดก็ต้องเดินผ่านตลาดเวลาปฐวีเจอขอทานก็มักจะให้เงินขอทาน แต่บางทีก็มักมีคนมาว่าปฐวีว่าให้เงินขอทานแบบนี้ก็เหมือนกับสนับสนุนให้คนประกอบอาชีพแบบนี้แต่ปฐวีกลับคิดว่าคนแต่ละคนต่างก็อยากหางานที่ดี ที่มีเกียรติ ทำแล้วไม่มีคนดูถูกกันทั้งนั้นแต่พวกคนขอทานกลับต้องมาทำงานที่ผู้คนดูถูกเหยียดหยามและสภาพอย่างพวกเขาคงไม่มีที่ใดอยากรับพวกเขาเข้าทำงานให้เป็ภาระปฐวีก็เลยปลงใจแล้วก็ช่วยเหลือขอทานเท่าที่กำลังจะมี ยิ่งถ้าหากเป็วันที่เงินเดือนออกปฐวีก็จะให้สักสองสามร้อยเพราะจะได้เห็นรอยยิ้มของขอทานด้วย พอทำเช่นนี้แล้ว ใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาขึ้นเพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ละเลยต่อผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากและไม่มีหนทางจะทำตนให้เข้ามาอยู่ในสังคมที่ดีได้
นอกจากนี้ยังพยายามช่วยอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าเพื่อให้ได้ประกอบอาชีพที่มีประโยชน์และสุจริต เพราะปฐวีคิดว่าการที่ทำอาชีพสุจริตแล้วสินค้าหรือบริการจากอาชีพที่สุจริตนี้ก็มักจะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข คือให้ผลดีทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ดังนั้นการสนับสนุนให้ผู้คนทำอาชีพที่สุจริตนั้น ผู้ทำอาชีพที่สุจริตก็จะตั้งใจ ตั้งตนตั้งมั่นดำเนินการใช้ทรัพยากรต่างๆเพื่อให้ผู้ซื้อมีความสุขเมื่อรับประโยชน์จากสินค้าหรือบริการนั้นและเมื่อผู้ขายเห็นผู้ซื้อมีความสุข ผู้ขายก็มีความสุขและยิ่งเป็กำลังใจจะทำให้สินค้าหรือบริการดีขึ้น ส่วนผู้ซื้อเมื่อได้รับประโยชน์จากสินค้าหรือบริการนั้นก็มักจะทำให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นนำไปทำประโยชน์ และสิ่งดีๆต่อไปเรื่อยๆไม่มากก็น้อยอีกอย่างที่ปฐวีมักจะกระทำอยู่บ่อยๆคือ สำหรับผู้ขายที่ค่อนข้างอายุมากปฐวีก็จะพยายามเข้ามาซื้อเป็ประจำ เพราะปฐวีคิดว่าหากตัวเองอายุมากก็คงจะเริ่มทำหากินลำบากแล้วดังนั้น นอกจากปฐวีจะได้รับสิ่งของแล้วยังเป็การช่วยเหลือผู้ขายไปในตัวด้วยพอปฐวีทำเช่นนี้แล้ว ใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองเป็ส่วนหนึ่งของการส่งต่อความดีไปให้ผู้อื่นได้กระทำต่อไปเรื่อยๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่งปฐวีเดินผ่านเขียงปลาช่อนที่เขาจะขายปลาเป็ๆขึ้นเขียง ซึ่งปฐวีรู้สึกใจหวิวขึ้นมาทุกครั้งเวลาเดินผ่านเหมือนปฐวีละเลยสิ่งชีวิตที่กำลังถูกคร่าชีวิตทั้งๆที่ตนเองก็สามารถช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อยและปฐวีก็คิดว่ามันเป็การทำใจของปฐวีให้อ่อนโยน ไม่เป็คนที่ทอดทิ้งดูดายผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากดังนั้นปฐวีจึงมักจะเข้าไปซื้อปลา โดยเฉพาะปลาตัวที่ท้องไปปล่อยสักตัว สองตัวหรือสามตัวก็ยังดี เวลาปล่อยพวกปลาลงน้ำปฐวีรู้สึกแช่มชื่นมากเพราะคิดว่าจากพวกมันกำลังจะตาย พวกมันกลับได้ว่ายน้ำเล่นหาอาหาร และสืบพันธุ์กันอย่างมีความสุขมิหนำซ้ำปฐวียังคิดอีกว่าถึงมันจะเป็สัตว์ที่เหมือนจะถูกบัญญัติว่าให้เป็อาหารคนแต่มันก็ยังมีชีวิต และจิตใจที่อยากจะมีความสุขอย่างสัตว์ตัวอื่นๆเช่นเดียวกันพอปฐวีทำเช่นนี้แล้ว ใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะปฐวีรู้สึกว่าหากเราลดความเห็นแก่ตัวแม้เพียงนิดเดียวก็เหมือนจะช่วยต่อชีวิตให้คนอื่นได้บ้างไม่มากก็น้อย
สำหรับเวลาเข้าวัดปฐวีก็เข้าไปด้วยความสุภาพอ่อนน้อม และไหว้พระด้วยใจบริสุทธิ์เพื่อระลึกถึงคุณความดี และนำหลักธรรมคำสั่งสอนไปปฏิบัติซึ่งปฐวีคิดว่าการระลึกถึงคุณความดีของพระรัตนตรัย และนำหลักธรรมไปปฎิบัติจะคอยช่วยชำระล้างจิตใจ และนำปฐวีไม่ให้หลงทางไปสู่ทางที่ผิดแต่บางคนก็มักมาบอกปฐวีว่าทำไมตัวเขา เวลาไปเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดมักเจอเื่แย่ๆทุกทีเื่แบบนี้ปฐวีก็ประสบเหมือนกันแต่ปฐวีมักจะคิดไปซะว่าเื่แย่ส่วนใหญ่ก็เกิดจากนิสัยแย่ๆของตนเองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คงให้เราเจอเพื่อให้เราแก้นิสัยแย่ๆของเราตรงนั้นพอทำปฐวีเช่นนี้แล้วปฐวีจะรู้สึกว่าปฐวีมีที่พึงที่จะคอยนำทางชีวิตให้อยู่อย่างเป็สุขได้และใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นสามารถพบเจอความสุขที่แท้จริงได้
จนกระทั่งมาถึงวันที่ปฐวีรอคอยกริ่ง…กริ่ง… เสียงโทรศัพท์ของปฐวีเข้าปฐวีดีใจมากเพราะเป็โทรศัพท์ที่ตอบรับการสอบสัมภาษณ์ของเขาหลังจากที่เขาไปสมัครงานเกือบห้าสิบบริษัทบริษัทที่ปฐวีเข้าทำงานเป็บริษัทที่บริษัทแม่อยู่ต่างประเทศแต่มาเปิดสาขาในประเทศไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนปฐวีได้เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานฝ่ายผลิตงานตัวอย่างลูกค้าซึ่งเป็งานที่ถูกกับนิสัยของปฐวีมาก เพราะเป็งานต้องประดิษฐ์คิดค้นและวางแผนงานออกมาให้ได้งานกับที่วางไว้
แรกๆเข้าไปในตำแหน่งหัวหน้าแต่เมื่อเข้าไปใหม่ก็เป็น้องใหม่ ก็เหมือนจะต้องทำงานอะไรแบบช่วยๆไปก่อนเหมือนจะค่อยๆเรียนบรรยากาศของที่นี้ไปก่อนแต่ปฐวีจะพยายามไม่ปล่อยให้ตนเองอยู่ว่าง โดยพยายามหางานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมโดยปฐวีจะตั้งใจไว้ว่าจะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด พอทำเช่นนี้แล้ว ใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาขึ้นเพราะปฐวีสามารถขจัดความเกียจคร้านของตนเองและพยายามทำตนเองให้มีคุณค่ากับสังคมมากขึ้นอีกด้วย
มันน่าตื่นเต้นมากที่ต้องเจอผู้คนจากหลากหลายสถานที่ทั้งระดับผู้ใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ เพื่อนต่างมหาวิทยาลัย ช่าง และพนักงานฝ่ายผลิตนอกจากนี้ยังต้องติดต่องานกับต่างประเทศที่เกี่ยวกับข้อมูลทางเทคนิคและวัตถุดิบต่างๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าปฐวีจะติดต่อกับคนตำแหน่งใดอายุเท่าใด หรือวุฒิการศึกษาเป็เช่นไร ปฐวีก็พยายามให้เกียรติ์ ในความรู้ความสามารถ เพื่อให้คุณค่าของแต่ละบุคคลบังเกิดออกมาให้มากที่สุดแล้วรวบรวมเหตุผลมาประกอบกันให้มากที่สุดเพราะหากปฐวีมัวแต่เอาความคิดของตัวเองเป็หลักงานที่ออกมาก็จะเป็ผลงานแบบที่แก้ไขและสอดคล้องกับเหตุผลของตัวเองเท่านั้นแต่ถ้าปล่อยให้หลายๆได้แสดงความคิดเห็นก็จะสามารถได้ผลงานแบบที่แก้ไขและสอดคล้องกับเหตุผลหลายๆเหตุผลเื่นี้ก็มักข้อทวงติงว่ามันจะทำให้คนเื่มาก หรือหาเื่ไม่มีวันจบแต่ปฐวีกลับคิดว่าถ้าหากว่า เป็การหาเื่ก็เข้าใจว่าเป็การหาเื่ถ้าเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เป็การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถ้าเป็เหตุให้เกิดก็รู้ว่าเป็เหตุให้เกิด คืออย่างไรก็ดีแต่คนในบริษัทแต่ละคนก็ไม่ใช่นักปราชญ์อันเก่งฉกาจมาจากไหน คนส่วนใหญ่ที่เขาพูดก็พูดตามที่เขารู้สึกจริงๆพบเจอจริงๆ และตามความเห็นส่วนตัว ก็เหมือนกับว่าปฐวีได้รู้จักปัจจัย ตัวแปรค่างๆเพิ่มขึ้นก่อนที่จะผลิตงานออกมา เื่พวกนี้ปฐวีก็ต้องมีความสามารถที่จะพิจารณาความคิดเห็นต่างๆตามความสามารถที่ตัวเองพอจะมีพอทำเช่นนี้แล้ว ใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองเป็ผู้รู้น้อยรู้คุณความดีของบุคคลอื่น รู้จักชีวิตของผู้อื่นและรู้จักพยายามขวนขวายหาความรู้อีกมาก
ปฐวีพยายามทำตนให้เป็ธรรมชาติของตัวเองมากที่สุดเพื่อที่ปฐวีสามารถเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องควรจะปรับปรุงตนเช่นไรให้เหมาะสมกับสถานที่นี้เช่นเื่การสื่อสารที่ไม่ค่อยชัดเจน ปฐวีก็ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าตัวเองเป็คนพูดอะไรเหมือนกับพูดให้ตัวเองคนเดียวฟังปฐวีก็ควรพูดอะไรให้ชัดเจนจนผู้ฟังเข้าใจจึงลงมือปฏิบัติได้พอทำเช่นนี้แล้วใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นจะสามารถรู้จักสภาพตามธรรมชาติของตนเองและผู้อื่นและค่อยๆปรับตัวสอดคล้องกันโดยไม่คิดไปเอง หรือคอยหลอกลวงไปเรื่อยๆ
ปฐวีเริ่มใช้นิสัยแรกในที่ทำงานซึ่งนิสัยนี้เป็นิสัยที่เขาเริ่มั้แ่ที่บ้านคือนิสัยการเสียสละคือเวลาที่เขาอยู่บ้าน เวลาที่บ้านซื้อขนม หรือผลไม้เข้ามาปฐวีจะเลือกกินเพียงชิ้นสองชิ้นคือพอกินให้ผู้ร่วมกินรู้สึกมีความสุขไม่แบ่งแยกกันและผู้ที่ชื่นชอบขนมหรือผลไม้อันนั้นเป็พิเศษก็ได้ลิ้มรสอย่างเต็มที่ มีความสุขใจเผลอๆก็อาจคลายความตึงเครียดไปชั่วขณะได้ หรือเวลาพักผ่อนนั่งดูทีวีแล้วมีคนใช้ให้ไปซื้อก็จะรีบไปทันทีโดยไม่หวงแหนหรือนั่งแช่ความสบายอยู่กับที่มันอาจจะดูหงุดหงิดไปบ้างที่ปฐวีจะต้องละทิ้งความสบายนั้นไปแต่เพื่อให้คนอื่นในครอบครัวมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ปฐวีก็อาจได้รับความสบายที่มากกว่าการที่ต้องนั่งแช่อยู่อย่างนั้นก็เป็ได้เพราะเขาคิดว่าการเสียสละจะทำให้เขามีความ้าน้อยลงแต่สามารถทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์มากขึ้นเมื่อหลายๆคนได้รับประโยชน์มากขึ้นก็ย่อมมากกว่าปฐวีได้รับประโยชน์เพียงคนเดียวการทำเช่นนี้ในบริษัทที่เขาทำอยู่การเสียสละนี้จะทำให้เขายึดถือส่วนรวมเป็ที่ตั้งโดยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวให้น้อยที่สุด แต่ก็ต้องพอทำให้ปฐวีมีชีวิตอยู่รอดและพัฒนาต่อไปได้เช่นเดียวกัน ถึงมันอาจจะทำให้ปฐวีไม่โดดเด่นในสังคมแต่มันกลับเยี่ยมมากที่ปฐวีไม่ไปแก่งแย่งประโยชน์กับใคร และผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็ได้ประโยชน์นั้นไปพัฒนาตัวเขาให้เจริญเติบโตมากขึ้นพอทำเช่นนี้แล้วใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นเนื่องจากความ้าของตนเองน้อยลงแต่สังคมรอบข้างตัวเองเจริญมากขึ้น
คำกล่าวของคำว่าขอบคุณปฐวีก็จะพยายามพูดมิให้ขาด เพื่อให้สำนึกถึงคุณประโยชน์ที่บุคคลอื่นมีให้ต่อเราและทั้งยังเป็การให้กำลังใจแก่ผู้กระทำให้ประกอบคุณความดีและรักษาความดีต่อไปอีกด้วย ปฐวีคิดว่าการทำความรู้จัก และรู้ค่าคุณความดีนั้นว่าเป็ประโยชน์อย่างไรต่อตนเอง และสิ่งรอบข้าง มันก็จะทำให้ ปฐวีรู้จักประยุกต์ใช้คุณความดีในสถานการณ์อื่นๆได้ดียิ่งขึ้นคืออาจจะสามารถนำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้อีกทั้งยังเป็การกล่อมเกลาจิตใจปฐวีในรู้จักรักบุคคลรอบข้างอีกด้วยพอทำเช่นนี้แล้วใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองรู้จักเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆรอบตัว และไม่คิดดูถูกและทำร้ายผู้อื่น
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ปฐวีพยายามหลีกเลี่ยงคือ การสร้างศัตรู คือจะไม่ชอบอย่างไร ก็จะไม่เกลียดหรือตั้งหน้าตั้งตาทำร้ายบุคคลอย่างไรก็ตามปฐวีก็มักหาวิธีบอกกล่าวเล่าเหตุผลว่าทำไมการกระทำเช่นนั้นถึงถึงไม่ควรทำแต่หากเหตุผลของปฐวีไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ คือไม่ดีขึ้น ปฐวีก็คิดว่าเนื่องจากคนแต่ละคนมักมีเหตุผลต่อตนเองที่กระทำเช่นนั้นเสมอซึ่งมันจะทำให้เขาเรียนรู้การกระทำอันเนื่องมาจากเหตุผลของตัวเองและจะทำให้เขาเข้าใจผลจากการกระทำของตนเองที่ต่อเนื่องกันเป็ขั้นอันดับไปอีกอย่างหนึ่งก็คือปฐวีคิดว่าบางอย่างเราต้องเคารพในการตัดสินใจของเขาด้วยซึ่งผลของการตัดสินใจนี้ปฐวีก็ปล่อยให้ธรรมชาติเป็ผู้ตัดสินซึ่งปฐวีคิดว่ามันน่าจะยุติธรรมที่สุด พอทำเช่นนี้แล้วใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองรู้จักเคารพธรรมชาติความเป็ไปของสิ่งมีชีวิต
ปฐวีก็ปฎิบัติตัวเช่นนั้นมาตลอดจึงเป็คนไม่ค่อยมีปัญหากับผู้อื่น อย่างไรก็ตามการอาศัยกับคนหมู่มากมักจะมีเื่ขัดแย้ง เอารัดเอาเปรียบ ดูถูกเหยียดหยาม กันอยู่เสมอเหมือนกับมนุษย์แต่ละคนก็เกิดมาบกพร่องกันทั้งนั้น
บางคนโกรธง่าย โกรธแรงเห็นอะไรก็อารมณ์ฉุนเฉียวไปหมด เหมือนจะควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ขั้นแรกปฐวีต้องให้อภัยหากเกิดการกระทบกับเขาก่อนต่อจากนั้นเวลาพูดกับพวกเขาก็ต้องสงบใจพูดกับพวกเขาด้วยเหตุผลเพื่อให้การใช้อารมณ์ของเขาเบาลง และควรใช้ทำพูดที่น่าฟังเพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นอารมณ์ให้รุนแรงขึ้นและอีกทั้งยังเป็เสริมกำลังใจให้อยากสื่อสารกันด้วย
บางคนก็เห็นแก่ตัว อยากสบาย จนเกินไปขั้นแรกปฐวีต้องให้อภัยหากเกิดการกระทบกับเขาก่อนต่อจากนั้นอาจจะสืบเสาะหาเหตุผลที่ทำไมเขาถึงไม่อยากทำเช่นในกรณีทำไปแล้วก็ไม่ได้เื่มีคนว่า ก็อาจให้งานเล็กน้อย แล้วค่อยๆดูแลเขาให้ทำไปเรื่อยๆจนเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้น
บางคนคิดว่าความคิดของตนเองถูกต้องและเหมาะสมจนไม่รับฟังอะไรเลย ขั้นแรกปฐวีต้องให้อภัยหากเกิดการกระทบกับเขาก่อนต่อจากนั้นอาจจะให้ต่างคน ต่างฝ่ายได้แสดงเหตุผลในการกระทำนั้นด้วยวิธีการต่างๆโดยสันติวิธี
กล่าวอย่างง่ายๆคือปฐวีก็ต้องพยายามให้อภัย คืออย่างน้อยคือการไม่ทำร้ายเขากลับเพราะมันจะทำให้ทำร้ายกันไปมาเรื่อยๆแบบไม่มีวันจบ โดยปฐวีมักใช้วิธีป้องกันตัวเองและมอบสิ่งดีให้แก่กันมากกว่าเพราะคิดว่ามนุษย์แต่ละคนย่อมเกิดมาพร้อมกับความผิดพลาดเสมอพอปฐวีทำเช่นนี้แล้วใจของปฐวีก็ค่อยๆโปร่งเบาเพราะรู้สึกว่าตนเองรู้จักละทิ้งความอาฆาตเคียดแค้น แล้วหันมาทำประโยชน์ให้แก่กันเพื่อให้ตัวเองอยู่ร่วมกับสังคมอย่างสงบสุข
อย่างไรก็ตามในการเข้าถึงวิชาปราณปรมัตถ์ในขั้นละเอียดยิ่งขึ้นไปปฐวีจำเป็ต้องใช้ความประพฤติที่ซื่อตรงกับตนเองและผู้อื่นเพื่อให้รับรู้สภาพที่เกิดขึ้นจริงทั้งกับตนเองและผู้อื่นและรวมถึงความประพฤติที่ประกอบด้วยเมตตาเพื่อการกระทำที่ได้จะไม่ก่อความเดือดร้อนและเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นให้มากที่สุดเพื่อจะทำให้ปัจจัยต่างๆในโลก สุขสมบูรณ์กันถ้วนหน้า และรวมไปถึงการขจัดการยึดแต่ความเห็นส่วนตัวให้เป็ความเห็นที่ถูกต้องดีงามด้วย ปฐวีก็ได้กระทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆและมั่นตรวจสอบความคิด ความรู้สึกของตนเองว่าใกล้เคียงสัญญาณแห่งปราณปรมัตถ์รึยังและมั่นสังเกตสิ่งต่างๆรอบข้างด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง