“องค์ชาย!’’
เสียงตื่นตะหนกใของบรรดาทหารกว่าแสนนายก้องกังวานในหัวของเขา
นี่คือเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนหมดสติอีกครั้ง…
สามวันต่อมา
ณ วังหลวงแห่งอาณาจักรนภาครามแสงแดดสาดส่องทะลุเข้าไป เผยให้เห็นถึงร่างๆหนึ่งที่กําลังขยับตัว
เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีที่มีผ้าพันแผลรอบตัวคนหนึ่งเริ่มฟื้นคืนสติ โดยที่หน้าตาคมคายของเขา พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลําบาก
วิสัยทัศแรกที่เปาเฟิงเห็นมันพร่ามั่วราวแม่นํ้าที่กระเพื่อมแต่ต่อมาเมื่อภาพตรงหน้าแจ่มชัด คิ้วทั้งสองของเขาก็ขมวดแน่น
แต่ทันใดนั้นเอง…
“องค์ชาย!ท่านฟื้นแล้ว!’’ แพทย์หลวงชราที่ดูไร้เรี่ยวแรงเคลื่อนตัวเข้ามาใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาฉายให้เห็นถึงความหายกังวลและดีใจเขาดีใจเป็อย่างมากที่องค์ชายไม่ได้รับาเ็ถึงตายในการนําทัพรบข้าศึกแถมยังประสบความสําเร็จอีกด้วย
นับว่าดียิ่ง!
พริบตาก่อนที่จะได้ถามไถ่อันใด
ความรู้สึกปวดหัวพลันแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็วส่งผลให้ใบหน้าเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวไป
“องค์ชายอาการาเ็ของท่านยังมิหายดีได้โปรดทรงอย่าเคลื่อนไหวเลยพะยะค่ะ’’ แพทย์หลวงใแล้วรีบประคองตัวเด็กหนุ่มทันที
ขณะเดียวกันเปาเฟิงรู้สึกราวกับว่าหัวของเขาแทบจะะเิภาพความทรงจํานับไม่ถ้วนถูกบีบอัดเข้ามา พริบตานั้นเขาพลันตะหนักได้ทันทีว่าหลังจากที่เขาเห็นดาวหางสีเงินในโลกก่อน เขาก็ได้ข้ามโลกมาเสียแล้ว มาอยู่ในร่างขององค์ชายแห่งราชวงศ์เปา
เปาเฟิง!
หนึ่งเดียวแห่งองค์ชายของเชื้อพระวงศ์!
“เ้าไม่จําเป็ต้องตรวจหรอกข้ามิได้เป็อันใด เพียงแค่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย’’ทันทีที่ความทรงจําของเ้าของร่างหลอมรวมเป็หนึ่งกับเขาเขาก็ยกมือให้แด่ชายชราเพื่อที่ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเป็ห่วงก่อนกล่าวถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าหลับไปนานเท่าใดแล้วตอนนี้สถานการณ์ของอาณาจักรเป็เช่นไรบ้าง?’’
กู่ฉิงเฟิงที่ได้ยินและเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่เป็อะไรแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วรีบรายงานเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสามวันมานี้ออกไป
เมื่อได้ฟังสถานการณ์ทั้งหมดแล้วเปาเฟิงก็ให้กู่ฉิงเฟิงออกไปก่อนโดยให้เหตุผลว่า้าใช้เวลาครุ่นคิดเพื่อเตรียมการรับมือในอนาคตอันใกล้นี้
เมื่อชายชราจากไปร่างกายของเด็กหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นยืน แล้วเยื้องย่างฝีเท้าออกไปพร้อมเผยให้เห็นถึงความครุ่นคิดบนใบหน้า
“ดูถ้าแล้วนี่คงมิใช่ความฝันบางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับเสียงที่ข้าได้ยินในขณะหมดสติ…’’
หากบอกว่าเขาไม่ใในการข้ามโลกครั้งนี้คงเป็เื่โกหกน่าหัวร่ออย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตามเขาก็เชื่อมั่นโดยเร็วว่ามันไม่ใช่ความฝันและเสียงที่ได้ยินในตอนหมดสติจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้
แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องตรวจเช็คความทรงจําใหม่อีกครั้งเพื่อให้แน่นอนว่าเขาจะไม่ถูกจับผิดว่าเป็คนอื่น!
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน...
ข้อมูลต่างๆล้วนซึมซับเข้าสู่สมองของเด็กหนุ่มอย่างระเอียดยิบ
ที่นี่คือทวีปเหลียงหยู่ มีสามจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่เป็รากฐาน รายล้อมโดยเจ็ดราชอาณาจักรมนุษย์และดินแดนรอบนอกอีกมากมาย
สําคัญเลยคือมันเป็ดินแดนแห่งการฝึกตน!
ฝึกตนเพื่อก้าวข้ามความเป็มนุษย์และยืนหยัดเพื่อฝืนลิขิต์!
จากข้อมูล…
เปาเฟิงพบว่าที่นี่คือโลกมหัศจรรย์ต่างจากศตวรรษที่ 21 ของเขาโดยสิ้นเชิง
กล่าวได้ว่าโลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งคงอยู่!อ่อนแอสูญหาย!
ไร้ค่าเท่ากับดับสูญ!
“เก้าระดับแห่งการฝึกตน’’คิดมาถึงจุดนี้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกตนทั้งเก้าระดับพลันแล่นผ่านสมองของเป่าเฟิงอย่างรวดเร็ว
การฝึกตนนั้นมีทั้งหมดเก้าระดับแบ่งออกเป็สี่ขั้นย่อยโดยทุกๆสามระดับจะมีความแตกต่างที่มองไม่เห็นปิดกั้นเอาไว้ราวเขตแดน
ปลุกกายา!ััชีวิต! เบิกปราณ!
ทุกๆครั้งที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ราวปฐีและ์กล่าวได้ว่าเมื่อบรรลุระดับทั้งเก้าและก้าวข้ามแล้ว
มันผู้นั้นจะกล้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่ง์และเป็เทพเ้าอย่างแท้จริง!
“เทพเ้า!อย่าบอกนะว่าโลกนี้มีอยู่จริง?’’ เปาเฟิงใจสั่นขึ้นมา เขาไม่เคยคิดเลยว่านอกจากทวีปเหลียงหยู่จะมีพวกจอมยุทธ์ดั่งในหนังแอคชั่นกําลังภายในแล้วยังจะมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้อยู่
บ้าจริง!
นี่ชีวิตของเขาต้องมาอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์เช่นนี้รึ?!
รู้ว่าคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเปาเฟิงจึงถอนหายใจยาว ก่อนเริ่มสงบสติอารมณ์
ในโลกก่อนเขาเป็เพียงนักศึกษาปีหนึ่งธรรมดาๆคนหนึ่ง และบังเอิญว่าในระหว่างทางกลับบ้านก่อนที่เขาจะถูกรถบรรทุกชนจนสิ้นลม ดาวหางสีเงินที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเขาพลันฉุดรั้งสติของเขามายังสถานที่แห่งนี้ กล่าวได้ว่าวินาทีนั้นดวงิญญาของเขาก็ได้ทําการข้ามโลกมาแล้วนั่นเอง
มายังแดนมหัศจรรย์ทวีปเหลียงหยู่ ยังร่างขององค์ชายผู้ซึ่งถูกข้าศึกโจมตีจนาเ็สาหัสตายโดยไม่มีใครรู้…
ใช่!เื่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้!
อย่างไรก็ตามสถานการณ์และเื่ราวของเ้าของร่างก็ต้องทําให้เปาเฟิงปวดหัวเป็อย่างมาก เขารู้สึกเครียดอย่างบอกไม่ถูก
เปาเฟิงจะเครียดก็ไม่แปลกเพราะแม้ว่าตัวเขาคนก่อนจะมีศักดิ์เป็ถึงองค์ชายแห่งราชอาณาจักรแต่ด้วยพร์ในการฝึกตนระดับตํ่าั้แ่กําเนิดนั่นได้ทําให้เขาติดอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับหนึ่ง ‘ปลุกกายา’ มาหลายปีเต็ม
กล่าวอีกนัยคือเขานั้นไร้พร์โดยสิ้นเชิง!
เหตุนี้เอง‘ซินเสวี่ย’ ว่าที่ภรรยาในอนาคตของเขา จึงถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใยทําให้เขาเกิดแผลในใจไม่น้อย
แต่ก็โชคยังดีที่เขาเป็คนไม่เชื่อในเื่โชคชะตาจึงยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้ง และเริ่มก้าวเดินในเส้นทางที่แตกต่าง
ศึกษาตําพิชัยานับไม่ถ้วนเข้าร่วมาดินแดนรอบนอก พิชิตกลศึกทั้งหลายของผู้ปราดเปรื่องเป็ที่รู้จักในนาม กุนซือผู้ปราดเปรื่องแห่งทวีป!
เทพาแห่งนภาคราม!
ในไม่ช้าเื่ราวของเขาก็หลุดไปถึงหู‘เฉินเมิ่งเฟย’ องค์ชายรัชทายาทลําดับที่เจ็ด แห่งจักรวรรดิประกายอรุณ อัจฉริยะแห่งเส้นทางการฝึกตนที่ทั่วทั้งทวีปต้องกล่าวขาน
บรรลุเขตแดนปลุกกายาระดับหนึ่งด้วยอายุเพียงแค่สิบปีขึ้นไปบนจุดสูงสุดแห่งเขตแดนปลุกกายาในอายุสิบสามปีเข้าสู่เขตแดนััชีวิตระดับสี่ด้วยวัยเพียงสิบห้าปีจนกลายเป็รุ่นเยาว์แห่งเขตแดนััชีวิตที่อายุน้อยที่สุดแห่งทวีป!
ปัจจุบันเฉินเมิ่งเฟยเป็ดั่งตํานานของทวีป รุ่นเยาว์จํานวนมากต่างเอามันเป็เป้าหมายกระทั่งบัดนี้เมื่อมันมีอายุครบสิบเจ็ดปี มันก็ได้สร้างตํานานขึ้นอีกครั้ง
ครึ่งก้าวเบิกปราณ!
รุ่นเยาว์เพียงหนึ่งเดียวของทวีปที่บรรลุครึ่งก้าวเบิกปราณด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี!
ไม่มีคําไหนอีกแล้วที่คู่ควรกับมันนอกจากอัจฉริยะ...อัจฉริยะฟ้าประทาน!
เย็นะเื!
เปาเฟิงที่รับรู้ได้ถึงตัวตนของศัตรูของเขาพลันรู้สึกหนาวเย็นไปทั่วทั้งก้นบึ้งของจิตใจ เขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าตัวเขาคนก่อนจะซวยไปเป็ศัตรูกับอัจฉริยะฟ้าประทานพรรค์นี้
และแน่นอนว่าทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาหรือมัน!
แต่เป็เพราะซินเสวี่ย!
เนื่องด้วยความงามล่มเมืองของเด็กสาวยามที่เฉินเมิ่งเฟยพานพบ มันพลันตกหลุมรักั้แ่แรกเห็นและสู่ขอนางทันที
ซึ่งเื่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เปาเฟิงถูกถอนหมั้นได้ไม่นานและมันก็ผ่านมาสี่ปีแล้วด้วยเหตุนี้หนึ่งเดือนก่อนยามที่มันรับรู้ว่าเปาเฟิงแห่งนภาครามเคยเป็บุรุษที่อยู่ในใจนาง
และก็อย่างที่ใครหลายคนคาดเดาได้...
หนึ่งเดือนก่อนอาณาจักรนภาครามจึงถูกข้าศึกบุกเป็กองทัพที่นําโดยผู้ทรงพลังเขตแดนััชีวิตระดับสี่และเขตแดนปลุกกายาแสนนายโดยหมายบดขยี้ตํานานเทพาแห่งนภาคราม!
แน่นอนว่าตอนแรกอาณาจักรนภาครามได้รับความกดดันมากเพราะแม้พวกเขาจะมีจํานวนทหารเท่ากัน และความแข็งแกร่งเท่ากันทว่าด้านความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของการรบนั้นยังไม่อาจเทียบได้กับกองทัพที่เคยรบในาระดับทวีปมาแล้ว
ทั้งนี้แม่ทัพของพวกเขายังเป็เพียงครึ่งก้าวััชีวิตยากจะประมือกับแม่ทัพของอีกฝ่ายที่อยู่ในเขตแดนััชีวิตได้
ทว่าด้วยสติปัญญาอันปราดเปรื่องอันเป็ตํานานแห่งนภาครามและความแข็งแกร่งขององค์จักรพรรดิที่อยู่ในเขตแดนััชีวิตแม้ทัพของพวกเขาจะไม่ได้เชี่ยวชาญดั่งทัพของจักรวรรดิใหญ่ แต่ด้วยกลยุทธ์มากชนิดยากคาดเดา พวกเขาจึงเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด...
สามวันก่อนตํานานของเทพาแห่งนภาครามจึงกระฉ่อนขึ้นอีกครั้ง
กล่าวได้ว่านี่เป็ชัยชนะอันยิ่งใหญ่!
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่เอาชนะกองทัพที่สิบสามของจักรวรรดิประกายอรุณ!
ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของเปาเฟิงในนามเทพาแห่งนภาครามจึงทวีคูณมากขึ้นและเป็ที่รู้จักในนามเทพาอย่างแท้จริง
แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าตํานานนั้นได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว?
คิดมาถึงตรงนี้เปาเฟิงก็อดที่จะเสียใจแทนตัวเขาคนก่อนไม่ได้เกรงว่าหากไม่พลาดไปปกป้องพวกทหารด้วยตัวเองแล้ว เขาคงจะไม่ได้รับาเ็ถึงตายและแทนที่ด้วยตัวเขาในเวลานี้
เฮ้อ…
เปาเฟิงถอนหายใจยาวอีกครั้งและเริ่มครุ่นคิดว่าเขาควรจะทําอย่างไรดี เพราะอย่างไรซะเขาก็ข้ามโลกมาแล้วก็ควรที่จะต้องใช้ชีวิตใหม่ด้วยวิถีชีวิตบนโลกนี้ดังนั้นจะให้ไปบ่นไปเครียดก็ใช่เื่
อีกอย่างหลังจากที่ชนะศึกเมื่อสามวันก่อนพอสิ้นแม่ทัพ กองทัพของประกายอรุณ พวกเขาก็ได้ปล่อยไป ไม่อย่างนั้นแล้วเกรงว่าจักรวรรดิประกายอรุณคงจะไม่เมินเฉยในเื่นี้และทําลายอาณาจักรนภาครามจริงๆ
ซึ่งนั่นไม่ใช่เื่ดีอย่างแน่นอน!
ดังนั้นสิ่งที่เขาควรทําในตอนนี้คือไขปริศนาว่าเขาข้ามมายังโลกใบนี้ได้อย่างไร?
โดยไม่รอช้าเปาเฟิงเริ่มนึกถึงเสียงที่ได้ยินในตอนหมดสติอยู่ วินาทีนั้นเพียงแค่นึกคิดดวงิญญาของเขาก็สั่นสะท้าน
ตึกตักตึกตัก ตึกตัก
หัวใจเต็นถี่ขึ้นราวกับจะหลุดออกมา
ทันใดนั้นทิวทัศตรงหน้าพลันเปลี่ยนไปก่อนฉายให้เห็นถึงความเวิ้งว้างที่มืดมิด ซึ่งใจกลางของมันนั้นปรากฏแสงสว่างสีเงินมันเป็ราวกับประกายแสงจากดวงดาว
ประกายแสงสีเงิน!
ไม่รู้ว่าเพราะทําไมชื่อๆนี้แล่นผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเปาเฟิง ซึ่งเป็เวลาเดียวกันกับที่เขาใ
“นี่คือ...ความสามารถของผู้ที่อยู่ในเขตแดนเบิกปราณ!’’
เป็ไปได้อย่างไร?
ทําไมเขตแดนปลุกกายาอย่างข้าถึงมีความสามารถของผู้ที่อยู่ในเขตแดนเบิกปราณอย่างการเข้าฌาน?!
ต้องรู้ก่อนการฝึกฝนทั้งสามเขตแดนนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว จึงมีการฝึกฝนที่ต่างกัน
ปลุกกายาคือการฝึกหายใจสูดดมนําเอากลิ่นอายฟ้าดินเข้าไปยังภายในเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและเปลี่ยนแปลงมันให้ก้าวข้ามขีดจํากัดมนุษย์ไป
ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมเพื่อดําเนินการสู่ขั้นััชีวิตปลุกกลิ่นอายแห่งชีวิตที่แฝงเล้นออกมา เพื่อให้ร่างกายได้ถูกชําระล้างและเกิดใหม่ไว้ใช้รองรับสําหรับการสรรสร้างปราณที่ทรงพลัง
ท้ายที่สุดการจะสรรสร้างปราณได้จําต้องทําสมาธิเพื่อเข้าฌานดูดซับพลังงานฟ้าดิน บอกได้ว่าหากไร้ซึ่งสมาธิที่กล้าแกร่งก็ยากที่จะเข้าสู่สภาวะนี้ได้
กล่าวอีกนัยคือผู้ที่ไม่สามารถบรรลุสภาวะ ‘ตื่นรู้’ ได้พวกมันก็มิอาจที่จะเป็จอมยุทธ์ที่แท้จริง!
ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยที่ไม่สามารถสรรสร้างปราณได้
เปาเฟิงจึงใเป็อย่างมากเพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่สามารถเข้าสู่สภาวะนี้ได้ล้วนต้องมีสมาธิกล้าแกร่งทั้งยังต้องเป็ผู้ที่อยู่ในเขตแดนััชีวิตเป็อย่างน้อย ไม่สิต้องอยู่ในครึ่งก้าวเบิกปราณเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่มีทางอื่น
เพราะสําหรับผู้เชี่ยวชาญในเขตแดนปลุกกายาและเขตแดนััชีวิต สมาธิของพวกเขาจะเข้าถึงได้เพียงสภาวะ ‘ตั้งมั่น’ เท่านั้น
แน่นอนว่าสภาวะนี้เป็เพียงสภาวะที่ชักนําให้สมาธิลึกลํ้าเท่านั้นจึงไม่อาจเทียบได้กับสภาวะ ‘ตื่นรู้’ แม้แต่น้อย
ทว่าเขากลับสามารถทํามันได้เพียงแค่นึกคิดซํ้ายังดูเหมือนไม่ใช่สภาวะธรรมดาดั่งที่ผู้เบิกปราณเคยกล่าวเอาไว้ด้วย!
นี่มัน...เป็ไปได้อย่างไร?
รู้ตัวว่าคิดไปก็มากความและความจริงอยู่ที่ตรงหน้าแล้วเป่าเฟิงจึงเลิกคิดและมุ่งความสนใจไปที่ประกายแสงสีเงินตรงหน้าเพราะมันเป็แสงสีเงินที่มาจากดาวหางสีเงินที่เขาเห็นในตอนสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นลมและข้ามโลกมา!