ยามค่ำคืนในยุคโบราณช่างน่าเบื่อสิ้นดี
ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ให้ทำ และทำอะไรไม่ได้เลย จูอวิ่นเถิงจึงเข้านอนั้แ่หัวค่ำ
ไม่นานนัก เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง จูหลิงเยว่ก็เดินมาปลุกเขาให้ตื่น
“อวิ่นเถิง เรากำลังจะไปที่ไหนกันหรือ?” จูหลิงเยว่เอ่ยถาม
“ข้าจะพาพวกท่านไปเข้าเฝ้าเสด็จปู่” จูอวิ่นเถิงเอ่ยปลอบ “พวกท่านไม่ต้องกังวลไป ภายนอกเสด็จปู่อาจจะดูเข้มงวด แต่แท้จริงแล้วทรงใจอ่อนกว่าผู้ใด พวกเราคือบุตรธิดาของเสด็จพ่อ เป็หลานแท้ ๆ ที่สนิทชิดเชื้อที่สุดของพระองค์ พระองค์ไม่ดุพวกเราหรอก”
จากนั้นเขาก็ให้พวกนางแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วออกเดินทางไปยังตำหนักเฉียนชิงเพื่อพบตาเฒ่าจูด้วยกัน
ตามปกติแล้ว ฮ่องเต้ในสมัยโบราณจะออกว่าราชการเช้ามาก
จูอวิ่นเถิง้าพบจูหยวนจางก่อนเวลาเข้าประชุมเช้า
ยามที่ก้าวเท้าออกจากเรือน ด้านนอกจึงยังมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด
“เ้ามานี่!”
จูอวิ่นเถิงชี้ไปที่หลิ่วลิ่วแล้วสั่งว่า “ถือโคมไฟส่องทาง เดินนำไปข้างหน้า”
พวกเขาเดินออกจากตำหนักบูรพาไปพร้อมกัน
แม้หลิ่วลิ่วจะถูกจูอวิ่นเถิงเรียกตัวไป แต่ยังมีขันทีคนอื่น ๆ รีบวิ่งกลับไปรายงานข่าวให้เ้านายตนทราบ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง จูอวิ่นเหวินค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน เขาเตรียมตัวจะไปถวายบังคมจูหยวนจางแต่เช้า เพื่อรักษาภาพลักษณ์หลานชายผู้กตัญญูเอาไว้
จูหยวนจางโปรดปรานความกตัญญูและให้ความสำคัญกับความรักใคร่ในสายเืเป็ที่สุด นี่คือจุดที่จูอวิ่นเหวินหวังจะพิชิตใจจูหยวนจาง
การไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่เช้าตรู่ แล้วค่อยไปร่ำเรียนที่หอตำราหลวงจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ทั้งความกตัญญูและใฝ่เรียนรู้ ซึ่งถือเป็คุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดของผู้ที่จะมาเป็ฮ่องเต้แห่งต้าิ
ทว่าในขณะที่จูอวิ่นเหวินกำลังเตรียมจะทานมื้อเช้าให้เสร็จก่อนไปตำหนักเฉียนชิง นางหลี่ว์ก็ก้าวพรวดเข้ามา
“อาหารเช้าค่อยกลับมากิน จูอวิ่นเถิงไปตำหนักเฉียนชิงแล้ว!” นางหลี่ว์เร่งเร้า
“อะไรนะ? เขาไปแล้วหรือ?!” จูอวิ่นเหวินใ
‘ไปเช้ากว่าข้าอีกหรือ นี่เขาขยันชิงทำคะแนนตัดหน้าข้าชัด ๆ !’
เขาไม่อาจรักษาท่าทีสุขุมได้อีกต่อไป รีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้วเร่งรัดออกจากเรือนไปทันที
“พรุ่งนี้ ข้าต้องไปให้เช้ากว่านี้”
จูอวิ่นเหวินคิดในใจขณะเดินกึ่งวิ่ง พรุ่งนี้เขาจะแข่งกันขยันกับจูอวิ่นเถิงให้รู้แล้วรู้รอด จะมายอมให้โดนแย่งคะแนนไปง่าย ๆ ไม่ได้
...
ณ ตำหนักเฉียนชิง
“ฝ่าา!”
จี๋เสียง ขันทีข้างกายจูหยวนจางรีบเดินเข้ามาพลางกราบทูลว่า “พระนัดดาสามขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะนั้นจูหยวนจางกำลังแต่งตัวหวีผมโดยมีเหล่านางกำนัลช่วยกันคนละไม้คนละมือ
เมื่อได้ยินสิ่งที่จี๋เสียงรายงาน จูหยวนจางก็เหลือบมองท้องฟ้าด้านนอกแล้วกล่าวว่า “เ้าเด็กนั่นมาแต่เช้าเชียวรึ? ดูท่าคงตั้งใจมาชิงบัลลังก์เต็มที่ ถึงได้มาเอาอกเอาใจข้าแต่เช้าตรู่แบบนี้”
จี๋เสียงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า “บ่าวเห็นว่าพระนัดดาสามไม่ได้ดูเหมือนมาเอาใจพ่ะย่ะค่ะ เขายังพาท่านหญิงน้อยทั้งสี่มาด้วย”
“หืม?”
จูหยวนจางถึงกับงุนงงในพฤติกรรมของหลานชายตัวแสบ “เขาคิดจะทำอะไรอีก? เรียกเขาเข้ามา!”
จากเหตุการณ์เมื่อวาน จูหยวนจางรู้สึกขยาดกับหลานคนนี้อยู่ไม่น้อย กลัวว่าจะมีวีรกรรมะเืเลื่อนลั่นอะไรมาให้เขาหัวใจเต้นไม่เป็ส่ำอีก
ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาว่าราชการ คนจึงยังไม่มาก หากมีเื่อะไรจะได้รีบจัดการให้จบไป
ครู่ต่อมา จูอวิ่นเถิงก็นำทางพี่หญิงและน้องหญิงทั้งสี่คนมายืนเบื้องหน้าจูหยวนจาง
“หลานถวายบังคมเสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” พวกเขากล่าวขึ้นพร้อมกัน
“เอาล่ะ ๆ ”
จูหยวนจางโบกมือ “คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องมากพิธี พวกเ้าแห่กันมาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ มีเื่อะไร?”
พี่หญิงน้องหญิงทั้งสี่คนยังคงมีท่าทีตื่นตระหนกและประหม่า แต่จูอวิ่นเถิงกลับทำตัวปกติ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวใด ๆ
เขาก้าวไปยืนเบื้องหน้าตาเฒ่าจูแล้วกล่าวว่า “พวกเรามาเข้าเฝ้าและทำความเคารพเสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ พี่หญิงและน้องหญิงบอกว่าไม่ได้พบเสด็จปู่นานแล้ว รู้สึกคิดถึงยิ่งนัก จึงได้ร่วมทางมากับหลานพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ๆ !”
แม้จูหยวนจางจะมีความคิดแบบเน้นบุรุษมากกว่าสตรีอยู่บ้าง แต่เขาก็เอ็นดูบรรดาหลานสาวอย่างดี อย่างไรเสียก็เป็คนครอบครัวเดียวกัน มีสายเืเดียวกัน
แต่เมื่อกวาดสายตามองพวกนาง เขากลับสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ จึงถามขึ้นว่า “ทำไมพวกเ้า... ถึงดูซูบผอมนัก?”
หลานสาวทั้งสี่คนดูซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคนที่ต้องอดอยากอยู่เสมอ คล้ายพวกผู้ลี้ภัยใน่ภาวะาในอดีตไม่มีผิด
มันไม่ถูกต้อง!
“เสด็จปู่เพคะ...”
จูหลิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างเกรงกลัว “หลาน... กินไม่อิ่มเพคะ”
“อะไรนะ?!”
จูหยวนจางปฏิบัติต่อลูกหลานดีเลิศไม่มีใครเกิน ต่อให้วิถีชีวิตจะเรียบง่ายเพียงใด ก็ไม่มีทางที่หลานของฮ่องเต้จะกินไม่อิ่ม
“เ้าเด็กแสบ มานี่”
จูหยวนจางเพิ่งตระหนักได้ว่าคนพวกนี้ไม่ได้แค่มาแสดงความเคารพต่อเขาอย่างแน่นอน
ตาเฒ่าจูแค่นเสียงหึ “นี่มันเื่อะไรกัน?”
“เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว “ใน่ไว้ทุกข์ร้อยวัน หลานกับเหล่าพี่น้องล้วนยินดีกินอาหารอย่างสมถะ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อเสด็จพ่อ แต่นี่เลย่เวลาไว้ทุกข์มานานมากแล้ว แต่อาหารของพวกเราทุกมื้อกลับมีเพียงผักจืด ๆ สองจาน กับน้ำแกงอีกเล็กน้อย ข้าวสวยแบ่งกันคนละถ้วยยังไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ จะไม่ให้ผอมได้อย่างไร? อย่าว่าแต่พวกนางเลยพ่ะย่ะค่ะ แม้แต่ตัวหลานเองก็ซูบไปไม่น้อยเช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูหยวนจางก็นิ่งอึ้งไป
พอกวาดสายตามองรูปร่างของจูอวิ่นเถิง แม้จะดูดีกว่าพวกหลานสาวบ้าง แต่ก็ถือว่าผอมแห้งกว่าที่ควรจะเป็มาก
เมื่อเทียบกับจูอวิ่นเหวินแล้ว ยิ่งต่างกันราวฟ้ากับเหว
หลานสาวทั้งสี่หน้าตามอมแมมดูซูบซีด หากไม่ใช่เพราะสวมเสื้อผ้าที่ยังดูหรูหราอยู่บ้าง จูหยวนจางคงคิดว่าพวกนางคือผู้อพยพที่หนีภัยมาจริง ๆ
ตอนพิธีศพเขาก็เคยเห็นพวกนางบ้าง แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะมัวแต่สนใจจูอวิ่นเหวิน ยามนี้เพิ่งจะได้รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ
ดูท่า ความไม่พอใจที่จูอวิ่นเถิงมีต่อนางหลี่ว์นั้น จะไม่ใช่เื่ที่อ้างขึ้นมาลอย ๆ
ภาพลักษณ์ชายาผู้แสนดีที่สั่งสมมา กำลังจะพังทลายลงเสียแล้ว
จูหยวนจางเพิ่งสำนึกได้ว่า ในตำหนักบูรพาเล็ก ๆ แห่งนั้น ดูเหมือนจะมีความลับที่เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อน เขาถามย้ำว่า “หลิงเยว่ นี่เป็เื่จริงหรือ?”
จูหลิงเยว่ก้มหน้าต่ำพลางตอบ “เสด็จปู่... เป็เื่จริงเพคะ!”
นอกจากนี้นางยังแอบเล่าเื่ที่จูอวิ่นเถิงบุกไปแย่งชิงอาหารเมื่อวานนี้ให้ฟังคร่าว ๆ ด้วย
สีหน้าของจูหยวนจางพลันเคร่งขรึมและทะมึนขึ้นมาทันที
“ไปตามตาเฒ่าสวีซิ่งจู่คนนั้นมาที่นี่เดี๋ยวนี้!”
จูหยวนจางสั่งการเสียงเข้ม ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง แล้วกล่าวกับเด็ก ๆ ว่า “ข้าให้คนเตรียมมื้อเช้าไว้ นี่ก็เสร็จพอดี พวกเ้ามากินด้วยกันเถอะ”
จี๋เสียงรีบสั่งคนให้ไปตามสวีซิ่งจู่มาทันที
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จปู่”
จูอวิ่นเถิงไม่คิดจะเกรงใจตาเฒ่าจูอยู่แล้ว เขาจึงกวักมือเรียกพี่น้อง “ทุกคนมาเร็ว วันไหนไม่มีข้าวกิน เราก็มาขอกินกับเสด็จปู่นี่แหละ!”
“เ้าเด็กนี่...”
สีหน้าของจูหยวนจางอ่อนโยนลง ก่อนจะกล่าวอย่างเมตตา
“หลิงเยว่ พาน้อง ๆ มานี่ กินอาหารเช้าเสีย คนในครอบครัวไม่ต้องเกรงใจไป”
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จปู่” พวกนางกล่าวเบา ๆ ด้วยความเคารพ
เมื่อเห็นพวกนางดูหวาดกลัวในตัวเขา ตาเฒ่าจูในฐานะปู่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาเขาจะให้ความใส่ใจต่อหลานสาวน้อยเกินไปจริง ๆ ทั้งที่มักจะภาคภูมิใจเสมอว่าตนเป็คนที่ให้ความสำคัญกับสายเืพี่น้อง แต่พวกนางเองก็เป็สายเืของเขาเช่นกัน!
“อย่าเกรงใจปู่เลย กินตามสบายเถอะ”
จูหยวนจางใจอ่อนยวบลงอย่างประหลาด แววตาเปี่ยมไปด้วยความปรานีอย่างหาได้ยาก
เด็ก ๆ เริ่มหายเกร็ง เมื่อเห็นบนโต๊ะมีทั้งซาลาเปาไส้เนื้อ โจ๊กขาว และเครื่องเคียงต่าง ๆ แม้เมื่อคืนจะอิ่มมาก่อน แต่ยามนี้พวกนางก็ยังแอบกลืนน้ำลาย
จูอวิ่นเถิงไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขาช่วยแบ่งซาลาเปาให้พี่น้อง และตักโจ๊กให้จนเต็มถ้วย รอจนพวกนางลงมือกินก่อน ตนเองถึงจะเริ่มกินบ้าง
ภาพความเอาใจใส่พี่น้องนี้ เมื่ออยู่ในสายตาของตาเฒ่าจู เขาก็ได้แต่พยักหน้าด้วยความพอใจ
‘เ้าเด็กแสบนี่ รู้จักดูแลพี่น้องดียิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก!’
สิ่งที่จูหยวนจางอยากเห็นมากที่สุด ก็คือความรักใคร่กลมเกลียวเช่นนี้นี่เอง
เขาพึงพอใจอย่างมาก!
“ฝ่าา!”
จังหวะนั้นเอง จี๋เสียงก็วิ่งกลับเข้ามาพร้อมกราบทูลว่า “พระนัดดารองขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงได้ยินเช่นนั้นก็คิดในใจทันที ‘มาแล้ว ได้เวลาเพิ่มระดับความเข้มข้นให้แม่นางหลี่ว์กับเ้าจูอวิ่นเหวินเสียที’
เขากัดซาลาเปาอย่างสำราญใจ พลางรอดูจูอวิ่นเหวินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าสะใจ
จูอวิ่นเถิงเฝ้ารอจังหวะนี้มาโดยตลอด และทุกอย่างก็เป็ไปตามที่เขาคำนวณไว้ไม่ผิด
คนจอมปลอมที่ชอบสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีอย่างจูอวิ่นเหวิน มีหรือจะยอมพลาดโอกาสเข้าเฝ้าเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบและแสดงความกตัญญูต่อเสด็จปู่แต่เช้าตรู่เช่นนี้
จูหยวนจางเอ่ยสั้น ๆ “ให้เขาเข้ามา!”