ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 141 กำราบมิติ
หลังจากมาคัสส่งหนังสือขออนุญาตเข้าพบเจ้าเมือง B-24 ไป อีกฝ่ายก็ตอบจดหมายกลับมา นัดหมายวันพบกันอีกสองวันให้หลัง เนื่องจากยังติดภารกิจบางอย่างอยู่
ซึ่งทางตระกูลพีไรซ์ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ใช้เวลาตรงนี้ในการหาข้อมูลของเมือง B-24 เพิ่มเติม ว่ามีพื้นที่ใดน่าสนใจนำมาสร้างคฤหาสน์และดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบที่นี่
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ยังมีชายผู้หนึ่งรอนแรมไปตามพื้นที่รกร้างว่างเปล่า มุ่งหน้าไปหาจุดหมายของเขา
…
ร่างขมุกขมัวเดินเท้าต่อเนื่องมาเกือบสิบวันหลังจากแยกกับขบวนรถคุ้มกันราชวงศ์
โชคดีที่ร่างกายนี้เป็นร่างกึ่งวิญญาณ ไม่จำเป็นต้องกินดื่มหรือนอนหลับ ความเหนื่อยล้าต่างๆ ก็ไม่ได้มีผลกับร่างกายนี้มากนัก เพียงพักครู่หนึ่งก็สามารถเดินทางต่อไปได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ที่ต้องระวังมีเพียงสัตว์อสูรตามรายทางที่แข็งแกร่งกว่าก็เท่านั้น นอกนั้นไม่นับว่าเป็นอุปสรรคใดต่อร่างขมุกขมัวร่างนี้
หลังจากเดินทางติดต่อกันมากว่าสิบวัน ผ่านอุปสรรคหลากหลาย หลายครั้งก็ต้องเดินอ้อมหรือชะลอตัวเพื่อรอให้อันตรายผ่านพ้นไปก่อนจึงจะเดินต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นด้วยร่างกึ่งวิญญาณที่สามารถเดินทางได้ทั้งวันทั้งคืน ชายหนุ่มคงมาถึงจุดหมายปลายทางเร็วกว่านี้
ร่างขมุกขมัวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียวที่อยู่ที่นี่ เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวผิดกับตอนที่คาลอสเดินทางมาพร้อมกับซีเลียโดยสิ้นเชิง
สายตาของร่างขมุกขมัวจ้องค้างไปที่เนินหินขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่แท้จริงสิ่งที่เขากำลังจ้องเข้าไป หาใช่เนินหินขนาดใหญ่ไม่ แต่เป็นพื้นที่บางแห่งที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศเบื้องหน้าต่างหาก
แม้ชายหนุ่มจะไม่เคยมาที่นี่ด้วยตนเอง ไม่ได้ประจักษ์แก่สายตาในตอนที่อีโวลหญิงจากรัฐบาลกลางใช้พลังบังคับเปิดประตูมิติออกมา แต่เขาถือเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์แห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ถึงสามารถสัมผัสตำแหน่งของมิติประดิษฐ์หมายเลขแปดได้
สายใยบางๆ ที่เชื่อมต่อจินเข้ากับมิติที่เขาเป็นเจ้าของทำให้รับรู้ถึงพื้นที่ที่มองไม่เห็น แม้จะอ่อนกำลังไปสักหน่อยเนื่องจากระดับความเป็นเจ้าของที่ต่ำ แต่อย่างน้อยก็พาเขาเดินทางมาจนพบตำแหน่งที่ตั้งของมัน
ร่างขมุกขมัวมองผ่านอากาศตรงไปเบื้องหน้า เห็นคลื่นผันผวนเล็กๆ ในชั้นบรรยากาศราวกับกำลังเพรียกหาเจ้าของมิติคนใหม่อย่างเขา
จินยกมืออันบิดเบี้ยวไร้รูปร่างของเขายื่นไปด้านหน้า ก่อนจะเร่งเร้าพลังงานภายในร่างส่งตรงไปยังความผันผวนในอากาศ
หวึ่ง!
เกิดการสั่นไหวขึ้นกลางอากาศ ภาพพื้นหลังบิดเบี้ยวไม่ชัดเจน มันสั่นถี่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับร่างขมุกขมัวที่สั่นไหวเป็นคลื่นแทบจะแยกตัวกระจายออกไป
ฟู่ว!
ภาพพื้นหลังที่สั่นไหวกลับเป็นปกติ ชั้นบรรยากาศที่สั่นสะเทือนกลับสงบลงอีกครั้ง พร้อมกับร่างของจินที่ดูหมองซีดลงไปเล็กน้อย
“แฮ่กๆๆ” ชายหนุ่มหายใจถี่หอบ ดูเหมือนการพยายามเปิดประตูมิติจะสร้างภาระหนักให้กับร่างกายของเขาไม่น้อย แม้จะมองได้ไม่ชัดเจนนัก แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าร่างเงาขมุกขมัวกำลังขมวดคิ้วอย่างไม่พึงพอใจ
เขาใช้พลังจนสุดตัว แต่ไม่สามารถง้างประตูมิติให้เปิดออก …ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ
ร่างขมุกขมัวกำมือแน่น ยกแขนขึ้นมาเพ่งพินิจ พลังจากร่างวิญญาณจอมเสเพลนั้นอ่อนแรงจนเกินไป มันลดพลังที่แท้จริงของเขาไปไม่ใช่น้อยๆ หากเป็นจินที่ใช้พลังของตนเองได้เต็มร้อย บางทีอาจพอมีโอกาสบังคับเปิดประตูมิติออกมาได้ผ่านสายใยแห่งความเป็นเจ้าของ
ชายหนุ่มจ้องมองคลื่นผันผวนในอากาศครู่หนึ่งนิ่งๆ แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไรอีก หลังจากการทดลองในครั้งแรก เขาก็รู้ตัวดีว่าพลังในตอนนี้ไม่มากพอที่จะเปิดประตูมิติแล้วพาตัวเองเข้าไปด้านในได้
'หรือจะต้องใช้กายวิสุทธิ์ทั้งสองอันที่เก็บเอาไว้?' ชายหนุ่มคิดในใจ
กายวิสุทธิ์นี้เหมือนเป็นกายเทียมรุ่นปรับปรุง มีพลังมากกว่า ใช้งานได้นานกว่า ไม่จำกัดขีดพลังสูงสุด และมีความพิเศษตรงที่เป็นร่างหยางบริสุทธิ์ ได้เปรียบอย่างมากเมื่อต่อสู้กับศัตรูในที่โล่งแจ้ง
แต่ตอนนี้จินอยู่ในร่างวิญญาณจอมเสเพล หากต้องการจะสวมร่างใหม่ก็จำเป็นต้องถอดถอนร่างที่ใช้อยู่ออกไปก่อน ซึ่งระยะเวลาระหว่างนั้นอาจทำให้กฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณทำงาน จนระบบต้องดึงดวงวิญญาณของจินกลับเข้าไปยังศาลบรรพชนที่จินตั้งไว้เองที่เมืองขนาดใหญ่ C-04
หากเป็นเช่นนั้นจริง หมายความว่าจินจะไม่สามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้แน่นอนเพราะระยะเวลาการทำงานของกายวิสุทธิ์อยู่ได้เพียงเจ็ดวัน ระยะเวลาเท่านี้ไม่มีทางเดินทางจากใจกลางเขต C มาถึงใจกลางเขต B ได้ทันแน่นอน
จริงๆ จินจะทดลองสับเปลี่ยนร่างกายก็ได้ แต่ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยง หากระบบไม่ดึงดวงวิญญาณกลับในทันทีก็รอดตัวไป เสียก็แต่ระยะเวลาการใช้งานที่เหลืออยู่ของร่างวิญญาณจอมเสเพลเท่านั้น แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น...จินจะไม่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกเลย และจำเป็นต้องคิดแผนการใหม่ทั้งหมด
ร่างเงาขมุกขมัวยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากตนเอง ก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู
'ถ้าเป็นสิ่งนี้? อาจจะช่วยอะไรเราได้บ้าง' ร่างขมุกขมัวเลื่อนรายการสิ่งของที่มีลงไปจนถึงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่นอนก้นอยู่ภายในคลังของระบบมาพักใหญ่
[ป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติ (ระดับกลาง)] นับเป็นสิ่งของใช้แล้วทิ้งเพียงชิ้นเดียวที่กำกับคำไว้ด้านหลังว่าเป็นระดับกลาง แปลว่าผลของมันก็ต้องยิ่งใหญ่ไม่น้อยทีเดียว
ไม่รู้ว่าจะใช้ควบคุมมิติเบื้องหน้านี้ได้มากเท่าไหร่ แต่จินก็คาดหวังว่าผลลัพธ์ของมันจะมากพอให้เขาเข้าถึงมิติประดิษฐ์แห่งนี้จนบังคับเปิดมันได้ง่ายๆ
ร่างกึ่งวิญญาณดึงป้ายสีเงินออกมาจากคลังของระบบ ตรงกลางของป้ายสลักไว้ด้วยตัวอักษรที่จินไม่รู้จัก แต่เขากลับเข้าใจความหมาย
'ควบคุมมิติ' เส้นอักขระหนักแน่นสลักไว้บนแผ่นป้ายเรียบๆ ส่งผลให้แผ่นป้ายดูดุดัน และแผ่พลังงานที่พร้อมจะควบคุมทุกสิ่งออกมาจากมัน
เพียงแค่ถือขึ้นมา จินก็รับรู้ได้ทันทีว่าพื้นที่มิติที่ซ่อนตัวอยู่ในอากาศเบื้องหน้าสั่นไหว ราวกับเจอคู่ต่อสู้ที่น่าพรั่นพรึง
สายตาของร่างเงาขมุกขมัวมองสลับระหว่างป้ายในมือกับความผันผวนในอากาศเบื้องหน้า ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้มันมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ชั้นบรรยากาศเบื้องหน้าสั่นไหวรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกก้าวที่เดิน ราวกับมันต้องการจะหนีไปจากที่นี่ แต่ก็ทำไม่ได้
ในที่สุดฝีเท้าก็หยุด ชายหนุ่มเข้ามาใกล้มากพอแล้ว มือข้างที่ถือป้ายอาญาสิทธิ์ ยกชูขึ้นเหนือหัว ก่อนจะพึมพำคำสั้นๆ ออกมา 'ใช้งาน'
แสงสีเงินส่องประกาย ลำแสงนับร้อยๆ แฉกพุ่งออกไปรอบข้างจนละลานตาไปหมด
อากาศเบื้องหน้าพลันสั่นไหวถี่รัว ภาพทุกอย่างบิดเบี้ยว แม้แต่พื้นดิน ผืนหญ้า สายลมโดยรอบก็ยังตอบรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สั่นสะเทือนไปทั่วด้วยผลจากป้ายอาญาสิทธิ์
มิติตรงหน้าพยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีปัญญาแม้แต่จะต่อต้าน ต่อให้พยายามมากแค่ไหน พลังอำนาจของป้ายอาญาสิทธิ์ก็กดทับมันเอาไว้ทุกทิศทาง จนในที่สุดอากาศเบื้องหน้าก็เริ่มสงบลง บรรยากาศรอบตัวกลับสู่ปกติ
มิติประดิษฐ์ยอมศิโรราบต่อพลังอำนาจอันกดขี่ข่มเหงของป้ายสีเงินเป็นที่เรียบร้อย และจินเองที่เป็นผู้ครอบครองทั้งป้ายอาญาสิทธิ์ ทั้งมิติประดิษฐ์ลำดับที่แปด ก็รับรู้ได้ชัดเจนถึงความรู้สึกที่มีอำนาจเหนือทุกสิ่งและถูกกดขี่ข่มเหงจนต้องยอมสยบ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงไม่นาน แต่จินจำเป็นต้องปรับความเข้าใจของตนเองขนานใหญ่ ตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงมิติที่อยู่ตรงหน้า เป็นสัมผัสที่ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียยิ่งกว่าที่เคย การเชื่อมต่อที่เคยบางเบาราวกับเส้นด้าย จะขาดมิขาดแหล่ บัดนี้กลับกลายเป็นเส้นลวดโลหะนับสิบนับร้อยเส้นเชื่อมจิตใจของจินเข้ากับใจกลางมิติด้านใน ต่อให้พยายามจะปิดกั้นประสาทสัมผัสแค่ไหน ก็ยังรู้ได้ถึงมิติตรงหน้าชัดเจน
[ขอแสดงความยินดี ผู้ใช้ครอบครองมิติประดิษฐ์ลำดับที่ 8 ได้ครบ 100% สำเร็จภารกิจต่อเนื่อง กำลังประมวลผลมอบของรางวัล...]
เสียงจักรกลไร้อารมณ์ดังขึ้นในโสตประสาทของจิน ทำให้เขามั่นใจในทันทีว่าสิ่งที่รู้สึกนั้นถูกต้อง ตอนนี้เขาได้กลายเป็นเจ้าของมิติตรงหน้าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มีความสามารถในการควบคุมมันเต็มรูปแบบ สามารถใช้ทุกฟังก์ชันที่มิติประดิษฐ์แห่งนี้มีได้ประดุจผู้สร้าง
ส่วนเรื่องของรางวัลที่ได้จากการสำเร็จภารกิจ ก็ถือว่าเป็นรางวัลเสริม เพราะสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือมิติแห่งนี้นี่แหละ
ร่างเงาขมุกขมัวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ค่อยๆ เชื่อมโยงจิตใจเข้าไปหามิติที่สั่นไหวอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะสั่งการมันให้เปิดประตูมิติจากภายในโดยตรง ไม่จำเป็นต้องฝืนบังคับเปิดจากภายนอกอีกต่อไป
ครืน!
อากาศเบื้องหน้าสั่นไหวรุนแรง และแรงขึ้นเรื่อยๆ จนดินรอบข้างฟุ้งกระจายออกไป ร่างกึ่งวิญญาณต้องกระโดดถอยหลบออกมาด้านหลัง
ความรุนแรงในตอนนี้มันมากเสียยิ่งกว่าความพยายามง้างเปิดมิติจากภายนอกก่อนหน้านี้ของร่างขมุกขมัวเสียอีก ดูเหมือนว่าการเปิดประตูมิติจากภายในจะทำได้โดยง่าย แทบไม่ต้องพยายามอะไรเลย
รอยเล็กๆ ค่อยๆ ปรากฏให้เห็นกลางอากาศ ก่อนมันจะปริแตกขยายตัวกว้างออก แหวกเปิดเป็นประตูทางเข้าที่มืดมิด กว้างกว่าสามเมตร สูงสิบเมตร ไม่มีม่านพลังสีเขียวเข้มคอยขวางกั้นอีกต่อไป
นี่นับว่าเป็นประตูมิติที่กว้างใหญ่กว่าครั้งที่คาลอสเห็นหลายเท่า ทั้งยังไม่มีม่านพลังที่คอยจำกัดอายุผู้คนอีกด้วย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะด้วยป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติ ทำให้จินกลายเป็นเจ้าของมิตินี้เต็มตัว ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขาทั้งหมด และบานประตูขนาดใหญ่นี้ก็เป็นความกว้างสูงสุดที่มิติประดิษฐ์จะเปิดออกมาได้ เนื่องจากจินไม่ได้ตั้งคำสั่งจำเพาะเจาะจงกับมิติ มันจึงเปิดประตูมิติที่ใหญ่ที่สุดเอาไว้เป็นค่าเริ่มต้น
ในส่วนที่ไม่มีม่านพลังสีเขียวแล้วก็เป็นเพราะตลอดมาม่านสีเขียวเกิดจากการตั้งค่าจำกัดอายุของเจ้าของคนก่อนหน้า แต่ในเมื่อตอนนี้มิติประดิษฐ์แห่งนี้เปลี่ยนมือมาเป็นของจินแล้ว แน่นอนว่าการตั้งค่านั้นจะต้องถูกลบทิ้งไป จินไม่มีความจำเป็นจะต้องลวงผู้คนเข้ามาเป็นอาหารของอสูรควันอีกแล้ว
ร่างกึ่งวิญญาณมองประตูมิติอันกว้างใหญ่ด้วยความชื่นชม ภายในหัวกำลังคิดว่าตนเองสามารถขนผู้คนจำนวนมากเท่าไหร่เข้าออกในคราวเดียว หรือขนของอะไรเข้าไปได้บ้าง...
เมื่อประตูมิติเสถียร ร่างเงาขมุกขมัวก็ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอช้า