บานประตูเหล็กดัดอัลลอยด์สีทองอร่ามค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยระบบไฟฟ้า เผยให้เห็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ัสนามหญ้าตัดแต่งเรียบกริบ รถตู้ยุโรปคันหรูเคลื่อนตัวผ่านเข้าไปอย่างอ้อยอิ่ง ทว่าสำหรับ ‘มินตรา’ หรือ ‘มิ้นท์’ เด็กสาววัยยี่สิบสองปีในชุดนักศึกษาตัวโคร่ง มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังถูกส่งตัวเข้าไปในกรงทองที่เต็มไปด้วยหนามแหลม
มือเล็กที่สวมนาฬิกาสายหนังเปื่อยๆ บีบเข้าหากันแน่นบนตัก เธอก้มหน้ามองรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ซักจนซีดของตัวเอง สลับกับความโอ่อ่านอกหน้าต่างรถ ความอึดอัดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอจนแทบหายใจไม่ออก
"มิ้นท์ ตื่นเต้นเหรอลูก" เสียงนุ่มนวลของมารดาดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่เอื้อมมาลูบหลังมือเธอเบาๆ
มินตราเงยหน้าขึ้น ดันกรอบแว่นสายตาหนาเตอะที่มักจะไหลลงมาตามสันจมูกให้เข้าที่ ก่อนจะฝืนยิ้มบางๆ ให้ผู้เป็แม่ "นิดหน่อยค่ะแม่ บ้านคุณลุง... ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลย"
"ั้แ่วันนี้ไป ที่นี่ก็คือบ้านของมิ้นท์เหมือนกันนะลูก คุณธนพท่านใจดี ท่านเอ็นดูมิ้นท์เหมือนลูกแท้ๆ"
คำว่า ‘บ้าน’ และ ‘ลูกแท้ๆ’ กรีดลึกลงไปในรอยแผลเป็กลางใจของเด็กสาว ภาพในอดีตเมื่อสิบปีก่อนยังคงฉายชัด วันที่พ่อแท้ๆ เก็บกระเป๋าเดินออกจากบ้านเช่าซอมซ่อ หันมามองเธอและแม่ด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคที่ว่า ‘อยู่กันไปก็มีแต่ดึงให้ตกต่ำ ฉันไม่อยากแบกภาระอีกแล้ว’
ั้แ่วันนั้น มินตราก็เรียนรู้ว่าความรักที่ปราศจากเงื่อนไขไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ เธอพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด เจียมเนื้อเจียมตัวที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องกลายเป็ ‘ภาระ’ ของใครอีก แม้กระทั่งตอนนี้ที่แม่ของเธอได้พบรักใหม่กับมหาเศรษฐีเ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ เธอก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงสิ่งแปลกปลอม เป็เศษฝุ่นที่ลอยมาติดอยู่ในคฤหาสน์ราคาหลายร้อยล้านแห่งนี้
รถจอดสนิทที่หน้ามุขของคฤหาสน์ บรรดาแม่บ้านและคนงานยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็ระเบียบ คุณธนพ ชายวัยกลางคนที่ยังคงความภูมิฐานและดูใจดี เดินเข้ามารับแม่ของเธอด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมาหามินตรา
"ยินดีต้อนรับนะหนูมิ้นท์ ลุงให้คนจัดห้องนอนไว้ให้แล้ว อยู่ติดกับห้องสมุดชั้นสอง ลุงจำได้ว่าหนูชอบอ่านหนังสือ"
"ขอบคุณค่ะคุณลุง" มินตรายกมือไหว้ ััได้ถึงความเมตตา ทว่าก่อนที่บรรยากาศจะอบอุ่นไปกว่านั้น เสียงคำรามของเครื่องยนต์สปอร์ตก็ดังกระหึ่มแหวกความเงียบของคฤหาสน์เข้ามา
รถสปอร์ตสีดำสนิทราคาเหยียบสามสิบล้านพุ่งเข้ามาจอดเทียบอย่างกระชั้นชิดจนแม่บ้านสะดุ้ง ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปที่ไม่ได้ผูกเนกไท ปลดกระดุมบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นความสบายนอกกรอบ ทว่ารังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขากลับทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นแทบหยุดหายใจ
‘อาชวิน’ หรือ ‘คินน์’ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ั์ตาสีเข้มดุดันกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะปรากฏอยู่บนหน้าปกนิตยสารธุรกิจบัดนี้เรียบตึงไร้รอยยิ้ม
"กลับมาเร็วกว่าที่คิดนะคินน์" คุณธนพเอ่ยทักลูกชาย แม้จะพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็ปกติ แต่ก็แฝงไปด้วยความประหม่าเล็กน้อย "มาพอดีเลย รู้จักกันเป็ทางการสิ นี่คุณพลอย แล้วก็น้องมิ้นท์... น้องจะย้ายมาอยู่กับเราั้แ่วันนี้"
คินน์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เดินเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงและเชื่องช้า สายตาคมกริบจ้องมองมารดาของมินตราั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่เด็กสาวสวมแว่นตาหนาเตอะตรงหน้า
มินตรารู้สึกเหมือนถูกสแกนทะลุไปถึงกระดูก สายตาของเขาไม่ได้แฝงความอยากรู้อยากเห็น แต่มันคือสายตาของการ ‘ประเมินราคาสินค้า’ ที่เขาเหยียดหยามอยู่ลึกๆ
"ย้ายมาอยู่... หรือย้ายมาเกาะครับพ่อ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่มันดังก้องไปทั้งบริเวณ
"ตาคินน์!" คุณธนพเสียงแข็งขึ้นทันที "ระวังคำพูดหน่อย นี่ภรรยาพ่อ และก็น้องสาวของแก"
"ผมมีแม่คนเดียว และแม่ผมก็ตายไปนานแล้วครับ" คินน์เหยียดยิ้มหยัน "ส่วนน้องสาว... ผมไม่ยักรู้ว่าสายเืฝั่งไหนของผมไปไข่ทิ้งไว้จนมีเด็กกะโปโลหน้าตาจืดชืดนี่โผล่มา"
"คุณคินน์..." มารดาของมินตราหน้าเสีย ขอบตาเริ่มแดงเรื่อ
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเื มือที่จับสายกระเป๋าผ้าสั่นเทา เธอโกรธที่เขาดูถูกแม่ แต่าแในใจที่กลัวการถูกรังเกียจก็กดทับให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ เธอคือภาระ เธอคือส่วนเกิน... เสียงในหัวของเธอร้องเตือน
"เอาล่ะ พอได้แล้วคินน์ แกเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนซะ พลอย... พาหนูมิ้นท์เข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวผมให้เด็กยกกระเป๋าตามไป" คุณธนพรีบตัดบทเพื่อยุติาประสาท ก่อนจะประคองภรรยาเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์
มินตราเตรียมจะก้าวตาม แต่เสียงทุ้มเย็นเยียบก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"เดี๋ยว"
ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางหน้าเด็กสาว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นที่ให้ความรู้สึกอันตรายและคุกคาม คินน์ก้มหน้าลงมาจนระดับสายตาอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงคืบ
เมื่อผู้ใหญ่ออกไปพ้นรัศมีแล้ว หน้ากากความเกรงใจจอมปลอมก็ถูกกระชากออก อาชวินเติบโตมาในสังคมที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว พวกผู้หญิงที่แสร้งทำเป็อ่อนหวานใสซื่อ เพื่อหวังจะปอกลอกสมบัติของพ่อเขา และเด็กสาวตรงหน้านี้ก็คงถูกผู้เป็แม่เทรนมาอย่างดี แกล้งแต่งตัวเฉิ่มเชย ใส่แว่นตาหนาๆ ทำตัวไร้เดียงสาเพื่อเรียกความสงสาร
ละครฉากใหญ่ที่เขาเห็นแล้วสะอิดสะเอียน
"เธอชื่ออะไรนะ... มินตรา?" เขาเอ่ยถามเสียงเบา ทว่ากรีดลึก "ชื่อเพราะดีนี่ แต่ฟังให้ชัดนะเด็กน้อย... อย่าคิดว่าแม่เธอถ่างขาให้พ่อฉันแล้ว เธอจะกลายมาเป็คุณหนูของบ้านนี้ได้"
คำพูดหยาบคายที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายหน้าตาดีระดับนั้น ทำเอามินตราเบิกตากว้าง ความอดทนที่พยายามกดทับไว้เริ่มปริร้าว เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับั์ตาดุดันคู่นั้นตรงๆ เป็ครั้งแรก
"ฉันไม่ได้หวังอะไรจากที่นี่" เสียงของเธออาจจะสั่น แต่แววตากลับพยายามอย่างยิ่งที่จะหนักแน่น "และฉันกับแม่ก็ไม่ได้มาเพื่อปอกลอกใคร คุณแม่รักคุณลุงจริงๆ"
"รัก?" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ เอื้อมมือมาแตะที่กรอบแว่นตาของเธอแล้วเคาะเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว "นิทานหลอกเด็กคำนั้น เก็บไว้หลอกตัวเองเถอะ ฉันมองคนอย่างพวกเธอทะลุหมดแล้ว... แกล้งทำเป็เจียมตัว ทำตัวใสซื่อไร้เดียงสา แต่ลึกๆ ก็แค่รอเวลาสูบเืสูบเนื้อ"
"คุณไม่รู้จักเรา คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสิน!" มินตราปัดมือเขาออกจากใบหน้าของตัวเองอย่างลืมตัว
ดวงตาของคินน์วาวโรจน์ขึ้นมาทันทีที่ถูกต่อต้าน ไม่เคยมีใครกล้าปัดมือเขาแบบนี้ โดยเฉพาะพวกกาฝากที่เพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยใบบุญ เขาขยับเข้าประชิดตัวจนหลังของมินตราถอยไปชนกับเสาหินอ่อน มือหนายันเสาขังร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน
"งั้นเรามาดูกัน..." เขากระซิบชิดริมฝีหู เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยอันตราย "ว่าไอ้ท่าทีเด็กเรียนใสซื่อของเธอ มันจะทนการ ‘ต้อนรับ’ จากฉันได้สักกี่น้ำ จำไว้มินตรา... ที่นี่คือถิ่นของฉัน และฉันจะทำทุกอย่างเพื่อกระชากหน้ากากของพวกเธอแม่ลูกออกมาให้พ่อฉันตาสว่าง"
เขาผละออก หรี่ตามองริมฝีปากที่สั่นระริกและดวงตากลมโตที่สั่นไหวภายใต้กรอบแว่นแวบหนึ่ง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและหวาดกลัวนั้น... มันดูสมจริงเกินกว่าจะเป็การแสดง แต่มันก็ถูกปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็วด้วยกำแพงอีโก้ที่สูงชัน
คินน์หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋าเข้าไปในคฤหาสน์ ทิ้งให้มินตรายืนหายใจหอบถี่อยู่เพียงลำพัง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบพยุงตัวไม่อยู่
เด็กสาวกอดกระเป๋าเป้ใบเก่าแนบอก มองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ กลืนหายไปในความหรูหราของตัวบ้าน เธอรู้ตัวแล้วว่า ความหวังที่จะได้เรียนหนังสืออย่างสงบและมีครอบครัวที่อบอุ่น มันถูกบดขยี้ั้แ่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาที่นี่
ชีวิตนักศึกษาปีสี่ที่ควรจะราบรื่น กำลังจะกลายเป็สมรภูมิรบที่เธอไม่มีทางชนะ... เพราะศัตรูของเธอคือปีศาจร้ายในคราบเทพบุตร ที่พร้อมจะรื้อฟื้นความเ็ปและทำลายเธอให้แหลกคามือทุกเมื่อ