ผ่านไป2เดือน ภายในหุบเขาต่างก็เล่าลือกันว่า เ้าหุบเขารับศิษย์คนที่สอง แต่ทว่า ศิษย์คนที่2ของเ้าหุบเขา กลับไม่ปรากฏกายให้ได้เห็น ข่าวลือไปทั่วทั้งหุบเขาเร้นลับ แม้แต่อีก3ขั้วอำนาจ ข่าวยังหลุดออกไป...
ณ ท้ายหุบเขา กระท่อมหลังหนึ่ง หวังเหยากำลังนั่งสมาธิ เบื้องหน้าหวังเหยา คือไป๋หลาน 2 เดือนมานี้ ไป๋หลานชี้แนะการฝึกฝนให้หวังเหยา
ใจกลางกระท่อม กลิ่นอายที่ปกคลุมทั่วกระท่อม พลังงานฟ้าดินต่างก็ไหลมาที่กระท่อม ชายหนุ่มกำลังนั่งสมาธิดูดซัพพลังงานฟ้าดินเข้ามารวมไว้ที่ตัว
ไป๋หลานจ้องมองดูด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ขั้นแรกของการฝึกเวทย์คือขั้น ก่อตั้งเวทย์ เพียงหวังเหยาเริ่มฝึกไม่กี่เดือน เขากลับใกล้ทะลวงขั้นก่อตั้งเวทย์แล้ว การพัฒนาที่เร็วขนาดนี้ ไม่ได้ทำให้สีหน้านางเคร่งเครียด นางกลับดีใจที่ศิษย์น้องมีการพัฒนาที่รวดเร็ว
แต่สิ่งที่ทำให้นางสีหน้าเคร่งเครียด กลับเป็กลิ่นอายของหวังเหยา กลิ่นอายที่ปะทุออกมาจากตัวหวังเหยานั้น ให้ความรู้สึกที่หนาวเหน็บเสียดแทง บ้างก็ให้ความรู้สึกร้อนแผดเผา
"หรือว่า...ศิษย์น้องจะฝึกเวทย์ได้สองธาตุ??? ไป๋หลานมองดูหวังเหยา และพรึมพรัมกับตัวเอง
ซี๊..วี๊ดด ฟึบบบ ...รอบกายหวังเหยา ทันใดนั้น พลังฟ้าดินที่ไหลเข้าไปในตัวเขา บัดนี้ได้หยุดลงแล้ว นั้นเป็สัญญาณว่า หวังเหยาได้ทะลวงขั้นสำเร็จแล้ว
หวังเหยายังคงนั่งสมาธิ ภายในร่างกายเขาบัดนี้ มีผลึกใสและแดงอยู่สองก้อน หนึ่งให้ความหนาวเหน็บ หนึ่งให้ความร้อนแผดเผา
พึบบ...ไป๋หลานะโออกมาห่างหวังเหยา ร่างกายหวังเหยาปลดปล่อยกลิ่นอายออกมา ทั้งหนาวและร้อนในเวลาเดียวกัน ศิษย์หุบเขาเร้นลับมีแต่พวกประหลาด อย่างไป๋หลาน นางคือผู้ใช้เวทย์ธาตุแสง ซึ่งพวกที่ใช้เวทย์แสง ส่วนมากจะเป็ศิษย์ของนิกาย หนิงหวง (แสงสว่าง)
แม้กระทั่งผู้ใช้เวทย์ธาตุมืด ก็เป็คนของหุบเขาเร้นลับแห่งนี้
หวังเหยาค่อยๆลืมตาขึ้น เขาวาดมือออกไป รับรู้ได้ถึงพละกำลัง ที่เพิ่มขึ้น พลังเวทย์ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วทุกมุมของร่างกาย ทำให้หวังเหยารู้สึกกระปรี้กระเปร่า
"ศิษย์พี่..ข้าทะลวงขั้นสำเร็จแล้วว..หวังเหยากล่าวยิ้มไปทาง ไป๋หลาน
ไป๋หลานผงกศีรษะตอบรับ แล้วยิ้มอ่อนโยนให้หวังเหยา หวังเหยาแทบจะจิตหลุดกับรอยยิ้มนั้นของนาง
"ศิษย์พี่...ข้าไม่อนุญาตให้ท่าน ยิ้มให้ผู้อื่น นอกจากข้า เพราะท่านยิ้มสะกดจิตเกินไป หวังเหยาพูดทีเล่นทีจริง
ไป๋หลานได้ยินคำพูดเกี้ยวพาราสี ก็แก้มแดงก่ำเพราะเขิลอาย
"ศิษย์น้อง เ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ไป๋หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเขิลอาย พูดจบ นางก็วิ่งออกไปจากกระท่อม หวังเหยาเห็นดังนั้น ก็ยิ่งได้ใจ ที่ตนสามารถแกล้งศิษย์พี่ตัวเองได้
หวังเหยาแค่จะพูดแกล้งนาง แต่หวังเหยาหารู้ไม่ ไป๋หลานนั้น นางกลับมีใจให้หวังเหยาั้แ่วันแรกที่อาจารย์พามาแล้ว
ในสองเดือนมานี้ ลู่เซียน ไม่ได้มาหาหวังเหยาเลย สองเดือนนี้ก็มีแค่ศิษย์พี่เขา ไป๋หลาน ที่ดูแลหวังเหยา อบรมสั่งสอนการฝึกฝนให้หวังเหยา ผ่านไปหลายชั่วยาม ไป๋หลานนางก็กลับมาแล้ว นั่งอยู่ที่กระท่อม นางนำข่าวไปบอกอาจารย์ ว่าศิษย์น้องเล็ก บัดนี้ได้ทะลวงขั้นแล้ว
หวังเหยาเห็นนางนั่งอยู่ จึงเข้าไปนั่งด้วย
"ศิษย์พี่..ตอนนี้ข้าทะลวงขั้นแล้ว ต่อไปท่านจะสอนอะไรข้าอีกหรอ
หวังเหยากล่าวถาม แล้วรินน้ำชาให้นาง
"ไม่รีบ.."นางกล่าวออกมา
"ธาตุเวทย์ที่เ้าจะต้องฝึก มันคือธาตุที่เป็ปรปักษ์กัน น้ำและไฟ
พูดตามตรง ซึ่งหาได้ยากมากที่สองธาตุนี้ จะสามารถอยู่ด้วยกันได้ เื่ของการฝึกต่อไป ศิษย์พี่ก็หมดปัญญาแล้ว เดี๋ยวอาจารย์จะเป็คน ถ่ายทอดให้เ้าเอง..
"จริงสิ..เ้ามาเป็ศิษย์หุบเขาเร้นลับก็สองสามเดือนแล้ว แต่ยังไม่เคยออกไปไหน เอางี้ไหม ศิษย์พี่จะพาเ้าออกไปเดินดูสถานที่ของหุบเขา... ไป๋หลานกล่าวชักชวนด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล
"ที่ใดมีศิษย์พี่..ตัวข้าก็พร้อมที่จะเดินเคียงข้างท่าน..หวังเหยาพูดและจ้องไปที่นาง
ไป๋หลานได้ยินดังนั้น ก็แก้มแดง "บ้าา" ไป๋หลานอุทานด้วยน้ำเสียงเขิลอาย จากนั้นทั้งคู่ก็เดินออกไปจากกระท่อม ไป๋หลานพาหวังเหยาเดินชมอาณาเขตของหุบเขา ที่ปรกคุมไปหลายหมื่นลี้