บทที่ 6 ได้เวลาเดินทางไปต่างโลกละเนี่ย
สวัสดีอีกเช่นเคยครับ ผม กาวีชัย กาวะสี หรือ กาว ชายผู้ตายไปแล้วและอยู่โลกระหว่างความเป็ความตาย และได้เป็นักล่าผู้กล้าแล้วดีจังเลย เย้—!…… อยากจะหัวเราะทั้งน้ำตา ตอนนี้ผมนั้นกำลังได้รับสกิลสุดพิเศษไว้ใช้ต่อกรกับเหล่าเทพทรูผู้กล้าทั้งทลายได้! ……หัวเราะทั้งน้ำตาอีกสักรอบ เื่ราวจะเป็อย่าไรต่อเช่นรับชมต่อได้เลย………บ้าเฮ้ย ใครมีทิชชูให้ยืมบ้าง
อยากจะร้องไห้! อยากจะร้องไห้เหลือเกิน!
นอกจาก ‘เพิ่มพลังชั่วคราวกับเพิ่มความเร็วชั่วคราว’ แล้วไม่มีอะไรเลย แล้วผู้กล้าแต่ละคนมันก็เทพทรูกันทั้งนั้น จากภาพที่พวกจอมมารฉายให้ดูบอกได้เป็อย่างดีว่าตูต้องเจอกับอะไรบ้าง สู้กับอะไร มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอกอย่างนี้
ผมมองคุณVAขอความช่วยเหลืออย่างกับลูกหมาตัวน้อยๆ Help Me Please เขาสายหน้าก่อนตอบว่า
‘ต้องขอโทษด้วย แค่ส่งคุณไปต่างโลกได้ก็เต็มกลืนแล้ว ได้สกิลติดตัวไปด้วยสองสกิลนี้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว’
เหล่าจอมมอรที่อยู่รอบๆต่างพยักหน้า ‘อืมๆ’ กันหมด ผมได้แต่ทรุดลงกับพื้นทำใจกับสภาพตัวเองที่เป็กับของที่ได้รับมา
‘ไม่ต้องห่วง อาชีพที่คุณได้มันจะมีสกิลเพิ่มขึ้นหลังจากที่อัปLVแล้ว ถึงจะไม่มีใครเคยได้อาชีพนี้มาก่อนก็เถอะ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเป็คุณต้องทำได้แน่นอนครับ’
“คุณVA~”
ผมกอดเขาอย่างดีใจ ใช้แล้วยังมีคนเชื่อใจในตัวผมอยู่ ผมจะมายอมแพ้ง่ายๆอย่างนี้ได้ไงกัน ผมจะต้องเป็นักล่าผู้กล้าให้ได้เลย
‘แต่คุณนั้นได้เป็นักล่าผู้กล้าอยู่แล้วนะ?’
ก็บอกให้เลิกอ่านใจผมได้แล้วไง! ว่าแต่…คิดจะเป็นักล่าผู้ล่าจริงจังมันดีแล้วเหรอเนี่ย?
‘ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว’
จอมมารแฟรนเรบลัสพูดขึ้นขณะที่วาดวงแหวนเวทมนต์รอบตัวผมเสร็จ
จากที่คุยกันวงแหวนเวทมนต์นี้จะเป็การอันเชิญส่งผมไปต่างโลกนะ<เมืองแห่งการเริ่มต้น> ต่อมาก็ให้ผมไปสมัครเป็<นักผจญภัย> นั้นคือเื่ที่คุยกันไว้ ส่วนสกิล2สกิลนั้นต้องเป็นักผจญภัยก่อนถึงจะมีสิทธิ์ใช้ได้ ยุ่งยากชะมัดแต่ก็ช่วยไม่ได้ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
‘เตรียมพร้อมนะขอรับ’
“ครับ”
ผมตอบรับจอมมารบลูดีทรี เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้วจอมมารทั้งสองก็เริ่มร่ายเวทมนต์เคลื่อนย้ายมิติเตรียมส่งผมไปต่างโลก
วงแหวนเวทรอบตัวผมส่องแสงขึ้น ขณะที่ตัวผมค่อยๆลอยขึ้นเรื่อยๆกำลังส่งผมไปเกิดใหม่ในต่างโลก
‘เท่านี้ความแค้นพวกเราจะได้รับการชำระล้าง กาวีชัย กาวะสี เ้านั้นได้กลายเป็เครื่องมือสำหรับการล้างแค้นของพวกเราจงดีใจสะเถอะที่ได้รับหน้าที่นี้ เ้าจะต้องจัดการเหล่าผู้กล้าทั้งหลาย ทำลายความหวังของมวลมนุษย์ ตัวตนของความชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในฐานะนักล่าผู้กล้ายังไงละ อะฮะฮะฮะ ฮะฮะฮา ~ อะฮะฮ่ะ ~ ฮ่ะฮ่าฮ่า ~ ฮ้าฮ้าฮ้า ~ ~!!! ’
จอมมารแฟรนเรบลัสกล่าวขึ้นว่าพร้อมหัวเราะสะใจอย่างบ้าคลั่ง! ไม่ใช้แค่เขาจอมมารบลูดีทรีและจอมมารตนอื่นๆก็ต่างหัวเราะไม่ต่างกัน
ฮะฮะฮา ~ อะฮะฮ่ะ ~ ฮ่ะฮ่าฮ่า ~ ฮ้าฮ้าฮ้า ~ ~!!!
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งทั้งหลายนี้ดังก้องไปทั่วจักวาลเหมือนกำลังเยาะเย้ยตัวผม
ในขณะที่ผมกำลังลอยถูกส่งไปต่างโลกเพื่อหน้าที่ที่ว่า นักล่าผู้กล้า ตัวตนของความชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คำพูดนั้นชั่งแสนเ็ปดังกึกก้องอยู่ในใจผมสะเหลือเกิน
ใช้แล้วผมได้กลายเป็สิ่งที่ชั่วร้ายกว่าจอมมารไปเสียแล้วก็เป็ได้ ชายผู้ยอมขายิญญาให้กับปีศาจเพื่อแลกกับชีวิต มนุษย์ผู้ได้หักหลังให้เหล่ามนุษยาชาติด้วยกันแล้วเข้าร่วมกับจอมมารกลายเป็ทาสของจอมมาร เครื่องมือสำหรับจัดการผู้กล้าสำหรับการล้างแค้นของเหล่าจอมมาร ตัวตนที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
ตัวตนของความชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ!
…………….………
………………
………
“หึหึหึหึ”
???
เหล่าจอมมารเริ่มมองท่าทีของผมที่เปลี่ยนไป
“อะฮะฮ่ะ ฮ่ะฮ่าฮ่า ~ ฮ่าฮ่าฮ้า ~ ฮ้ะฮ้าฮ้า ~ ฮ้าฮ้าฮ้า ~ ~”
!!!!!???
ผมหัวเราะออกมา หัวเราะบ้าคลั่งเหมือนเหล่าจอมมารที่หัวเราะไปก่อนหน้านี้ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำก็ได้
เหล่าจอมารต่างมองหน้ากันต่างใคิดว่าอาจจะผมบ้าไปแล้ว
ผมไม่อาจจะแต่ใช้แล้ว! ผมบ้า! บ้าไปแล้ว อยากจะขำหัวเราะจนจะบ้าตายอยู่แล้ว อะฮะฮ่ะ ~ พอเห็นหน้าจอมมารทั้งหลายที่งงเป็ไก่ตาแตกเพราะไม่เข้าว่าเกิดอะไรขึ้นขึ้นกันแน่ ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องบอก
“นี้พวกแกยังไม่เข้าใจสินะ ว่าพวกแกพึ่งให้ทางออกกับฉันที่มานะ ฉันไม่อยากตายกลับได้โอกาสใหม่กำลังจะได้ไปเกิดใหม่ในต่างโลกในฐานะนักล่าผู้กล้า! …แค่ในนามก็เถอะ”
‘แค่ในนาม!?’
จอมมารแฟรนเรบลัสถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจถึงเื่ที่เกิดขึ้น คงยังไม่เข้าคำว่า‘แค่ในนาม’ อะนะ แม้แต่เหล่าจอมมารตนอื่นๆก็ดูเหมือนยังไม่เข้าใจเช่นกัน
‘รึ–หรือว่า…’
ดูเหมือนจอมมารบลูดีทรีจะเข้าใจที่ผมพูดแล้ว
“ตามที่คุณคิดนั้นและ ใช้ฉันกลายเป็นักผู้ล่ากล้า แต่ไม่เห็นจำเป็ต้องไปจัดการผู้กล้าเลย ไม่มีกฏข้อไหนบอกให้ฉันต้องไปจัดการหรือฆ่าเลยนิ มีแต่บอกว่าเป็นักล่าผู้กล้าแล้วออกไปไล่ล่าผู้กล้า แต่ไม่มีกฏหรือข้อบังคับว่าข้อไหนเลยที่ว่า ถ้าไม่ล่าหรือจัดการเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ล่าผู้กล้าตูจะตายมั้ย…ก็ไม่นิ ถ้าไม่ฆ่าตูจะเป็อะไรมั้ย…ก็ไม่นิ”
จอมมารทุกคนต่างใที่ได้ยินหันไปหาคุณVA เหมือนเป็การถามที่ผมพูดมาจริงไหม ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบว่าเื่ที่ผมพูดเป็เื่จริง เห็นมั้ยละ
“แถมคุณก็ยุ่งเกี่ยวกับผมที่ต่างโลกไม่ได้ ทั้งในเื่ของกฏของโลกทั้งในเื่ของพลัง พวกคุณไม่มีพลังเหลือหลังจากส่งผมไปต่างโลกแล้วเท่ากับว่าผมเป็อิสระ!”
จอมมารทุกคนต่างหันไปหาคุณVAอีกครั้ง เหมือนเป็การถามที่ผมพูดมาจริงไหม ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบเช่นเคยว่าเื่ที่ผมพูดเป็เื่จริง เห็นมั้ยๆ
“เพราะฉะนั้น ผมต้องขอขอบคุณพวกคุณมาก ขอบคุณคุณจอมมารทั้งหลายในความโง่—!ของพวกคุณ ที่ทำให้ผมได้ไปเกิดใหม่อีกครั้งในต่างโลกแถมสกิลมาให้อีก2สกิล ต้องขอขอบคุณจากใจจริง อะฮะฮ่ะฮ่าๆๆ”
‘คิดว่าพวกเราจะยอมปล่อยเ้าไปง่ายๆอย่างนี้รึ!!’
จอมมารแฟรนเรบลัสกล่าวขึ้นอย่างโมโหร้ายพยายามยกเลิกเวทมนต์ส่งผมไปต่างโลก แต่ว่า
“เปล่าประโชยน์ ระหว่างที่พวกแกกำลังฟังฉันอธิบายพล่ามยาวอยู่นั้น เวทมนต์ที่ร่ายไว้ได้ทำการเสร็จสิ้นแล้ว!”
จอมมารแฟรนเรบลัสพยายามยกเลิกเวทแต่ก็ไร้ผลมองผมอย่างคับแค้นใจ
เหล่าจอมมารต่างจ้องมองผมอย่างคับแค้นใจที่ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากมองผมถูกส่งไปเกิดใหม่ในต่างโลก
“ใช้แล้ว! มันสายไปแล้วทั้งความตั้งใจและความพยายามของพวกแกที่คิดจะล้างแค้นเหล่าผู้กล้านั้น มันชั่งไร้ค่าและสูญเปล่า มันเปล่าประโยชน์ ใช้แล้ว!มันเปล่าประโยชน์ MUDA MUDA MUDA MUDA MUDA MUDA!”
สิ้นคำสุดท้ายผมก็ได้ถูกแสงวาบส่งไปต่างโลก พรางคิดในใจว่า ‘อะ อยากพูดอย่างนี้มานานแล้วอะคร้าบ’
แสงค่อยๆจางลงก่อนที่จะรู้สึกมีลมตีที่หน้าอย่างแรง
!!!?
พอมองไปรอบๆถึงเข้าว่าตัวเองตอนนี้กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า ท้องฟ้ายามมืดชั่งสวยงาม พื้นผ้าที่ดำของท้องฟ้าประดับไปด้วยดวงดาวมากมายส่องแสงระยิบระยับ ผมมองดูความสวยงามยามมืดอย่างรื่นรมที่หาไม่ได้ในตัวเมือง
ปกติตัวผมจะอยู่ในใจกลางเมืองทำให้มองไม่เป็ดวงดาวในยามดึกได้เพราะแสงไฟจากอาคารและตึกมากมายทำให้มองไม่เห็น ถ้าจะได้เห็นคงมีแต่ต้องกลับบ้านต่างจังหวัดตอนปีใหม่กับสงกรานต์เท่านั้นละนะ
พอมองภาพในตอนนี้ทำให้นึกถึงตัวเองเด็กที่วิ่งเล่นกันเพื่อนจนดึกแล้วหันมองดูดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างสนุกสนานตามภาษาเด็กๆ สมัยก่อนผู้คนทั้งหลายที่ชอบเงยหน้ามองท้องฟ้าคิดเื่ๆกันแต่เดียวกลับก้มมองมือถือกันหมดแล้ว ผมก็เป็หนึ่งในนั้น
อย่างตอนกลับบ้านผมก็นั่งรถเมล์เล่นมือถืออ่านอะไรไปเรื่อย ในมือถือมีอะไรให้ดูต้องมากมายไม่หมดสิ้นไม่ว่าตอนกลับบ้าน ตอนกินข้าว หรือแม้จะอยู่ในห้องก็ตามผมก็ก้มหน้าเล่นมือถือตลอด บางที่ผมก็สงสัยเหมือนกันนะว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างนี้ครั้งสุดท้ายมันเมื่อไรกันนะ? ถ้าให้เดาก็คงตอนแบตมือถือหมดนั้นและ ไม่งั้นตูไม่มองหรอก
ในเมื่อไม่ได้เห็นมานานแล้วท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างนี้ก็ขอดื่มด่ำกับมันสะหน่อยละกัน ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างสบายใจปล่อยให้เวลาผ่านไป…
.
.
.
…เหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่าง? ผมมองท้องฟ้ายามดึกที่มีดวงดาวระยิบระยับห่างออกไปเลย แล้วคิดว่าลืมอะไรไปน่า—?…
อ้อ ใช้ๆนึกออกแล้วว่าลืมอะไร ลืมว่าตัวเองกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าและกำลังตกนี้เองนึกว่าอะไรอะฮะฮ่ะ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
Holy Shi—! ไม่น่ะเดี๋ยวสินี้ตูพึ่งจะได้เกิดใหม่นะเห้ย! ตูจะตายอย่างนี้ไม่ด้ายยย
ว่าแล้วรีบมองลงไปยังพื้น ดูแล้วไม่เกินสิบวิคงลงถึงพื้นละ แต่ในสภาพไหนอะอีกเื่ ต้องรีบหาวิธีลงพื้นแล้ว!
จากที่เคยอ่านHow to ดิ่งพื้นยังไงให้รอดมา จากที่ดูแถวนี้ไม่มีแม่น้ำหรือทะเลเื่ลงน้ำตัดทิ้งได้เลย ถ้าจะลงพื้นให้ดีต้องลงที่ที่มีต้นไม้เยอะหรือป่าไม้ดีสุด พวกกิ่งไม้บนต้นไม้ต่างๆจะใช้รับแรงกระแทกให้ก่อนทำให้เบาลงมาหน่อย ที่เหลือก็ขึ้นกับดวงละนะ
ทำไมพระเ้าถึงส่งผมมาต่างโลกแบบโหดร้ายอย่างนี้กันน่า ไม่สิตูโดนส่งโดยจอมมารนี่ว่าว่าพระเ้าไม่ได้แฮะ ไม่ใช้เวลามาคิดเรื่อยเปื่อยไหมต้องรีบหาจุดที่จะลงไปแล้วรอดก็หันหัวลงไปทางนั้น!
พอมองพื้นเริ่มชัดก็เห็นว่าตัวเองกำลังตกลงไปใจกลางตัวเมืองเลย… จะว่าไปตอนที่จะถูกส่งมาจอมมารมันก็นี่นะว่าจะส่งมาเมืองแห่งการเริ่มต้นนินะ แต่ไม่นึกว่าจะส่งลงมาตรงๆใจกลางเมืองอย่างนี้! ว่าแต่ทำไมไม่วาบดีๆส่งบนพื้นแบบนิ่มๆมาดิ่งพสุธากันแบบนี้!
มันจบแล้ว อีกไม่ถึง 5 วิ หัวผมก็จะโหม่งพื้นโลก ตรงที่โหม่งลงเป็พื้นที่โล่งๆไม่มีต้นไม้สักต้น อาคารหรือบ้านเรือนสักอย่างน่าจะเป็ลานกวางละมั้ง? ถึงจะพยายามเปลี่ยนที่แต่เวลามันไม่พอ ด้วยความเร็วและสูงขนาดนี้ไม่ต้องสงสัย ม่องเท่งแน่นอนท่านครับ
อา นี้ยังไม่ทันใช้ชีวิตที่สองก็ต้องมาตายอีกแล้วหรือนี่
ว่าแล้วผมก็หลับตาสวดมนต์ในใจเตรียมรับกับชะตากรรมที่ตัวเองจะต้องมาตายอีกรอบ
.
.
…………? อะอ่าว ยังไม่ตายแฮะ!?
ว่าแล้วผมก็ลืมตาดูขึ้นก็ปรากฏว่า ผมนอนคว่ำลอยอยู่ห่างจากพื้นไม่เกิน 2 เมตรได้ ลอยอยู่เหมือนตอนที่อยู่ในโลกความเป็ความตายในอวกาศ ค่อยยังชั่วหน่อยนึกว่าจะต้องตายอีกรอบสะแล้ว
พอมองพื้นอิฐสีแดงที่ดูหนาเรียงเป็ระเบียบร้อยแล้ว นี้ถ้าตูหัวโหม่งโลกจริงๆม่องเท่ง 100% 200% 300% แน่นอน…
“แอ๊ก”
อยู่ดีๆก็หยุดลอยหล่นคว่ำหน้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง เจ็บอะ!
อา อย่างน้อยก็รอดตายแล้ว ผมคิดอย่างนั้นก่อนที่ความง่วงจะเข้ามาจู่โจมผม เปลือกตาจะค่อยๆหนักขึ้นจนหลับตาลง ไหนๆก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วแถมนี้ก็ตอนกลางคืนแล้วด้วย เด็กดีต้องนอนั้แ่หัวค่ำตื้นเช้า อะนี้แล้วนี่ว่ายังไงก็เถอะ เพราะงั้นราตรีสวัสดิ์ทุกท่าน