ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 62 นั่งบนตักข้า

            ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามโหยวเสี่ยวโม่ถึงทำใจยอมรับความเป็นจริงที่ต้องนอนเตียงเดียวกับหลิงเซียว

            ทว่าตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาประลองแล้วฉะนั้นจึงมีเวลาไม่มากพอให้เขาได้เยียวยาสภาพจิตใจกลับมา

            แม้ว่าต้องนอนร่วมห้องร่วมเตียง แต่แขนงการต่อสู้ก็ไม่ได้ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้รวมถึงพวกของใช้ส่วนตัว ของพวกนี้แขนงโอสถต้องเตรียมมาเองดีที่ทุกคนนั้นมีถุงเก็บของพกพา แม้จะไม่ใหญ่ แต่ก็เพียงพอให้ใส่ของได้เหลือเฟือ

            โหยวเสี่ยวโม่เอาของออกมาจัดวางเรียบร้อยการประลองใกล้เริ่มแล้ว

            คนสายกลางแม้จะไม่เยอะ แต่พอทั้งหมดมารวมตัวกันที่เดียวก็พอหนาตาอยู่

            โหยวเสี่ยวโม่เดินตามหลิงเซียวไปยังเวทีลานประลองกลุ่มคนนั่งกระจายตามตำแหน่งที่จัดวางไว้ ฝั่งหนึ่งเป็นที่สำหรับผู้อาวุโสของสำนักเทียนซินซึ่งอยู่ด้านหน้าเวทีลานประลองเก้าอี้วางเรียงอยู่สิบห้าตัว มีผู้อาวุโสนั่งอยู่ราวสิบคนได้ ที่ขาดไปคงเป็นคนตำแหน่งสูงที่จะมาทีหลัง

            อีกฝั่งเป็นผู้เข้าประลองส่วนใหญ่ผู้เข้าประลองต่างมากันครบแล้ว บ้างหลับตาทำสมาธิเตรียมตัวกับการประลองวันนี้ บ้างก็ทักทายศิษย์พี่ศิษย์น้องโดยรวมบรรยากาศนั้นไม่เลวเลยไม่มีการทำท่าทีเฉยชาเพียงเพราะอีกฝ่ายอาจเป็นคู่ต่อสู้แต่อย่างใด

            อีกฝั่งสุดท้ายคือสำหรับแขนงโอสถจำนวนคนไม่มากนัก ทว่าส่วนใหญ่ก็มาเกือบครบแล้วหนึ่งในนั้นรวมถึงทังอวิ๋นฉีที่เกลียดโหยวเสี่ยวโม่เข้ากระดูกดำ

            เมื่อทั้งสองคนปรากฏตัวสายตาพุ่งมายังทั้งคู่ รวมถึงสายตาที่แฝงพลังทำลายล้างของทังอวิ๋นฉีด้วย

            โหยวเสี่ยวโม่คาดเดาไว้อยู่แล้วว่าคุณหนูท่านนี้ต้องมาปรากฏอยู่สายกลางแน่เขาไม่สงสัยเลย ถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้ เขาคงตายโดยหาศพตัวเองไม่เจอ

            แรงกดดันที่ถาโถมมาโหยวเสี่ยวโม่กำลังฝืนย่างเท้าไปยังฝั่งของแขนงโอสถ ทันใดก็มีคนยื่นมาคว้าแขนไว้

            หลิงเซียวขมวดคิ้วมองเขา “เจ้าจะไปไหน?”

            โหยวเสี่ยวโม่ชะงักชี้ไปฝั่งแขนงโอสถพร้อมเอ่ย “ไปด้านนั้นไง นั่นคือที่นั่งของพวกข้าเมื่อครู่ข้าเห็นศิษย์พี่รองอยู่ทางนั้นด้วย”

            “ทางนั้นคนน้อยเกินไปเจ้าไปนั่งฝั่งผู้เข้าประลองกับข้าดีกว่า” หลิงเซียวมองไปทางแขนงโอสถที่ศิษย์สอดส่องสายตามาทางนี้เขาไม่ชอบสายตาที่พรรคพวกทังอวิ๋นฉีมองโหยวเสี่ยวโม่เอาเสียเลย

            “หา? แบบนั้นจะดีเหรอ?” โหยวเสี่ยวโม่คิดไม่ถึงว่าหลิงเซียวจะพูดแบบนี้

            “ข้าบอกว่าได้ก็ได้สิ” หลิงเซียวพูดอย่างไม่สนใจความเห็นของเขา พร้อมกับดึงแขนเขาแล้วเดินไปทางฝั่งผู้เข้าประลอง

            โหยวเสี่ยวโม่รีบเดินตามให้ทันตามจังหวะเขาเพื่อไม่ให้ล้มจ้ำเบ้าต่อหน้าผู้คน ผ่านไปสักครู่จึงเอ่ยถาม “แต่ว่าที่นั่งฝั่งผู้เข้าประลองน่าจะมีคนนั่งเต็มหมดแล้ว ข้าไปแบบนี้จะนั่งที่ไหนกันล่ะ?”

            หลิงเซียวหันกลับมามองพร้อมรอยยิ้ม หัวเราะเบาๆพร้อมเอ่ย “ถึงแม้ไม่มีข้าก็จะทำให้มันมี ถ้ายังไม่มีอีก เจ้าจะนั่งบนตักข้าก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก”

            โหยวเสี่ยวโม่สะดุดตุปัดตุเป๋เกือบล้มหงายโชคดีที่แขนถูกหลิงเซียวจับไว้แน่น หลังสะดุ้งตกใจก็กัดฟันกรอดเอ่ยออกมา “แต่ข้าถือ!”

            อะไรคือ ‘นั่งบนตักข้าก็ได้’ เขาเป็นผู้ชายทั้งคน ไม่ใช่ผู้หญิงซะหน่อย ถ้าทำอย่างงั้นจริงก็ขายหน้าแย่สิ คงจมบ่อน้ำลายผู้คนตายซะก่อนถึงตอนนั้นจะกระโดดแม่น้ำหวงเหอก็ล้างข้อครหาไม่หมดแน่!

            หลิงเซียวยักไหล่ไม่สนใจ

            ขณะที่โหยวเสี่ยวโม่ถูกหลิงเซียวลากไปฝั่งผู้เข้าประลองฝั่งผู้ชมแขนงโอสถนั้น สองเบ้าตาของทังอวิ๋นฉีก็แทบลุกเป็นไฟปะทุออกมา

            ความอิจฉาริษยานั้นทวีคูณยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินว่าพวกเขานอนห้องเดียวกันเสียอีกตอนแรกกะรอเขาเดินมาทางนี้ จะได้เล่นงานเขาเสียทีแต่อีกฝ่ายกลับหาได้เปิดโอกาสนั้น ถ้าในมือทังอวิ๋นฉีมีผ้าเช็ดหน้าอยู่ตอนนี้คงถูกนางฉีกไม่เป็นชิ้นดี

            “ศิษย์น้องเล็กศิษย์พี่หลินจะรู้ถึงแผนการพวกเราแล้วหรือเปล่า?”

            “ไม่น่าเป็นไปได้” ทังอวิ๋นฉีตอบหน้าเข้ม พวกเขาวางแผนทันที บริเวณนี้นั้นก็ไม่มีใครนอกจากพวกเขาไม่มีใครได้ยินแน่ อีกอย่างนางเป็นถึงลูกสาวเจ้าสำนัก ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเป็นปรปักษ์กับนาง

            “งั้นคงเป็นความบังเอิญ” คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเบาลงทันใด

            “ดูท่าทีแล้วคงต้องใช้วิธีนั้นแล้วล่ะ” ทังอวิ๋นฉีเอ่ยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่จริงนางยังไม่อยากใช้หมากตัวนี้เร็วขนาดนี้เพียงแต่ภาพตรงหน้าที่หลิงเซียวพยายามปกป้องโหยวเสี่ยวโม่นั้น ถ้าต้องทนต่อไปอารมณ์ของนางคงระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ

            คนรอบข้างไม่มีใครแย้งอะไรเห็นท่าทีมั่นอกมั่นใจของศิษย์น้องเล็ก รู้สึกได้เลยว่าไม่ใช่งานง่ายๆ แน่

            ขณะที่ทุกคนต่างครุ่นคิดนั้นกลับลืมไปว่า คนที่นั่งถัดจากพวกเขาก็คือศิษย์พี่สายเดียวกันของโหยวเสี่ยวโม่ฝูจื่อหลินนั่นเอง คงเพราะนิ่งเฉยเกินไป ปรากฏว่าคนกลุ่มนั้นลืมนึกไปว่าเขามีตัวตนอยู่

            ฝั่งตรงข้ามนั้นโหยวเสี่ยวโม่ถูกหลิงเซียวลากไปยังค่ายของพวกเขา

            ด้านผู้เข้าประลองมีที่นั่งทั้งหมดห้าแถวแถวละสิบคน ที่นั่งของหลิงเซียวอยู่ตรงกลางแถวหน้าสุด

            เป็นตำแหน่งที่ดีมากซ้ายขวาขนาบด้วยโจวเผิงและฉินซื่ออวี๋ สองคนมาถึงนานแล้วโจวเผิงเมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ลากโหยวเสี่ยวโม่มาด้วยจึงรีบลุกขึ้นอย่างรู้ตัวเองแล้วเว้นที่ให้ว่างไว้แล้วศิษย์ที่อยู่ข้างเขาก็ยกที่นั่งให้เขาอีกต่อ ส่วนตัวเองวิ่งไปนั่งแถวด้านหลัง

            เมื่อเห็นภาพเช่นนี้โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออก คนพวกนี้ก็กระตือรือร้นจริงถึงว่าหลิงเซียวมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น

            เวลาผ่านพ้นไปท่านเจ้าสำนักทังฝานก็ปรากฏตัวในที่สุด พร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสหลายท่านศิษย์สายกลางล้วนเป็นดั่งดวงใจของสำนักฉะนั้นการได้รับความสำคัญจากทุกคนนั่นก็เป็นเรื่องปกติ ถัดมาทังฝานกล่าวเปิดเชิงปลุกใจเช่นเคยกับที่ผ่านมาเพราะนี่คือการประลองเชิงเรียนรู้ ดังนั้นเมื่อรู้ผลแพ้ชนะก็จะหยุด

            หลังการกล่าวเปิดพิธีทังฝานเขยิบถอยไปนั่งประจำที่ ยกหน้าที่ให้ผู้ตัดสินการประลองซึ่งเป็นผู้อาวุโสแซ่เจียงท่านหนึ่ง

            “การประลองปีนี้เช่นเดียวกับที่ผ่านมาซึ่งจะใช้วิธีการจับฉลากคนที่ถูกขานชื่อต้องขึ้นมาเวทีประลอง ใครที่ออกจากเวทีประลองก่อน คนนั้นถือว่าแพ้คนที่ยอมแพ้ก่อนก็เช่นกัน หวังว่าพวกเจ้าจะทุ่มความสามารถให้เต็มที่ตอนนี้เริ่มต้นจับฉลาก”

            เมื่อผู้อาวุโสเจียงกล่าวจบเด็กหนุ่มด้านล่างเวทีก็ถือกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีใครทำกลโกงเอาไว้ ผู้อาวุโสเจียงเขย่ากล่องแรงๆต่อหน้าผู้คนจากนั้นล้วงมือเข้าไปหยิบกระดาษออกมาสองแผ่น

            เมื่อผู้อาวุโสเจียงคลี่กระดาษออกก็อ่านเสียงชัดถ้อยชัดคำ “คนแรกโจวเผิง คนที่สอง หลินเซียว เชิญทั้งสองคนขึ้นเวทีประลอง!”

            ด้านล่างเวทีเสียมตะโกนกระหึ่มนี่แค่คู่แรก ก็ดันเป็นพวกเขาสองคน ช่างเป็นเรื่องตลกเสียจริง

            จากที่ทุกคนรู้โจวเผิงกับหลินเซียวนั้นสนิทสนมกันมากแม้ว่าพลังของโจวเผิงจะยังสู้หลินเซียวไม่ได้ แต่ในหมู่ศิษย์ด้วยกันก็ยังติดอันดับหนึ่งในสิบ เห็นท่าว่าหนึ่งในพวกเขาสองคนต้องตกรอบเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน