รอวันหน้าความสัมพันธ์ดีขึ้นกว่านี้ ค่อยลองถามเขาดูแล้วกัน
พอนึกถึงสิ่งที่ตนอุตส่าห์พยายามมาตั้งนาน แต่กลับถูกมือที่วันนี้ควบคุมไม่อยู่ของนางทำลายลงในพริบตา เสิ่นม่านซูก็ห่อเหี่ยวใจเล็กน้อย ก่อนจะตบมือตัวเองทีหนึ่ง
ต้นขาทองคำไป๋เป็นคนที่เจ้าจับต้องได้หรือ เหตุใดถึงไม่รู้จักควบคุมตนเองเสียบ้างนะ
แต่จะว่าไป เมื่อวานที่ริมทะเลสาบในจวนองค์หญิง ไป๋ซิวจิ่นก็ช่วยนางหยิบสาหร่ายน้ำออกจากแก้ม นางยังไม่โกรธเลยนี่นา เหตุใดวันนี้พอสลับกัน ผลลัพธ์ถึงแตกต่างกันเช่นนี้
ต้นขาทองคำไป๋คนนี้ออกจะสองมาตรฐานอยู่บ้างนะ!
เสิ่นม่านซูคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
ขณะนั้นเสิ่นหลิงหลงมาหาพอดี นางจึงวางเรื่องนี้ลงก่อน แล้วหันไปพูดคุยกับพี่หญิงรองแทน
ทางฝั่งเสิ่นม่านซูนับว่าครึกครื้นกลมเกลียว
แต่อีกด้านหนึ่ง จวินมั่วหานกลับมาถึงจวนของตนเองด้วยใบหน้ามืดครึ้ม
งานช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลุดมือไปแล้วไม่พอ เขายังถูกเสด็จพ่อลงโทษอีก!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เสด็จพ่อถึงขั้นเอ่ยเตือนเขา จวินมั่วหานอารมณ์ดีได้ก็แปลกแล้ว
พอกลับมาถึงจวน เขาเห็นซูฉินสั่งการบ่าวรับใช้ให้ทำงานวางตัวเป็นนายหญิงของจวนเต็มที่
ความไม่พอใจพลันขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา
ซูฉินไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย นางหันกลับมา ก็เห็นจวินมั่วหานจากไกลๆ พลันนึกถึงความหวานชื่นระหว่างพวกเขาเมื่อคืน
แก้มค่อยๆ ร้อนผ่าว ในใจก็เอ่อล้นไปด้วยความอิ่มเอม
ชาตินี้ ในที่สุดนางก็ก้าวเร็วกว่าเสิ่นม่านซูหนึ่งก้าวแล้ว!
ยามนี้ในจวนองค์ชายเจ็ดมีเพียงนางกำนัลสองคนที่พามาจากในวัง ถึงแม้จะเป็นสตรีขององค์ชายเจ็ดเช่นกัน แต่ก็เป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงที่ไม่มีฐานะอะไร
ซูฉินไม่ได้เห็นสตรีสองคนนั้นอยู่ในสายตา นางมั่นใจว่าตนจะกลายเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในจวนแห่งนี้!
ซูฉินเดินเข้าไปต้อนรับจวินมั่วหานด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พอเข้าไปใกล้ถึงเพิ่งพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ดีนัก นางพลันใจกระตุกวูบ
นางยังไม่ทันได้คิดอะไร ก็ได้ยินเขากล่าวว่า “ตามข้ามา”
พูดจบ จวินมั่วหานก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องหนังสือทันที
ซูฉินกระวนกระวายอย่างยิ่ง ความไม่สบายใจสายหนึ่งพลันขยายใหญ่ แต่นางก็พยายามปลอบตนเองในใจว่าไม่เป็นไรๆ
เอาเถิด อะไรจะเกิดก็รับมือไปตามนั้นแล้วกัน
หลังให้กำลังใจตนเองแล้ว ซูฉินก็ก้มหน้าเดินตามจวินมั่วหานเข้าไปในห้องหนังสือ
แต่พอปิดประตู นางยังไม่ทันเอ่ยปาก อีกฝ่ายก็พลิกมือฟาดตบหน้านางฉาดหนึ่ง!
ร่างของซูฉินโงนเงนไปครู่หนึ่งก่อนจะล้มลงนั่งกับพื้น นางยกมือกุมใบหน้ามองบุรุษที่กำลังเดือดดาลด้วยความตกตะลึง
นางถูกตบจนมึนงงไปหมดแล้ว!
ซูฉินไม่คิดเลย เมื่อคืนทั้งสองยังใกล้ชิดแนบแน่นกันถึงเพียงนั้น แต่มาวันนี้อีกฝ่ายกลับถึงขั้นลงมือทุบตีนาง
นี่ใช่องค์ชายเจ็ดผู้เคยอ่อนโยนเอาใจใส่นางในความทรงจำหรือ
ซูฉินน้ำตาไหลพรั่งพรู เริ่มสะอื้นไห้
จวินมั่วหานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีหน้ามืดครึ้ม ก่อนจะตบฝ่ามือลงบนที่วางแขนอย่างแรง
เขาตวาดด้วยความโกรธ “หุบปาก! หยุดร้องเดี๋ยวนี้!”
ซูฉินตกใจจนรีบกลั้นเสียงร้องไห้ไว้ นางกุมใบหน้าพลางเงยหน้ามอง กล่าวพร้อมดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา “องค์ชาย ฉินเอ๋อร์ทำอะไรผิดกันแน่ เหตุใดท่านถึงโกรธมากเช่นนี้”
เหตุใดถึงโกรธหรือ
จวินมั่วหานเดินมาถึงตรงหน้าซูฉิน แล้วบีบคางของนางอย่างแรง เขากล่าวเสียงดุดัน “เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเสด็จพ่อจะให้ข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย เหตุใดพระองค์ถึงส่งพี่สี่กับพี่หกไปเล่า!”
ร่างของซูฉินโงนเงนไปครู่หนึ่ง
อีกแล้ว ไม่เหมือนชาติก่อนอีกแล้วหรือ!
ซูฉินใจเต้นรัว ทว่านางกลับกัดฟัน พยายามบังคับให้ตนเองสงบลงอย่างรวดเร็ว
แม้องค์ชายเจ็ดจะมีใจให้นาง แต่ซูฉินรู้ว่านอกจากสิ่งนี้แล้ว ตนยังต้องมีสิ่งที่ใช้ยึดเป็นหลักพึ่งพิงได้ด้วย
ความทรงจำจากชาติก่อนเหล่านั้น ก็คือที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง
แต่ตอนนี้…
บทที่ 80 การคาดเดาและความสงสัย
ซูฉินมองความเย็นชาในดวงตาขององค์ชายเจ็ด หัวใจก็พลันตื่นตระหนก
นางจับมือองค์ชายเจ็ดไว้แน่นพลางกล่าวอย่างลนลาน “องค์ชาย ข้าฝันว่าฝ่าบาทจะให้ท่านไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางใต้จริงๆ นะเจ้าคะ! เว้นเสียแต่ว่า…เว้นเสียแต่ว่ามีคนรู้เรื่องนี้ล่วงหน้าเหมือนกัน แล้วลงมือทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนเส้นทางเดิมของเรื่องนี้!”
แท้จริงแล้วซูฉินไม่ได้มั่นใจอะไรนัก แต่หลังพูดจบ สิ่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว นางนึกถึงความผิดปกติของเสิ่นม่านซูก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
ซูฉินเคยสงสัยว่าเสิ่นม่านซูก็ย้อนกลับมาเหมือนกับนาง ดังนั้นอีกฝ่ายจึงเลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างไปจากเดิม!
เมื่อครู่ก็เพียงเพราะกังวลว่าองค์ชายเจ็ดจะไม่ต้องการนางอีก จึงรีบคิดหาทางออกแล้วพูดออกไป แต่ตอนนี้ซูฉินมั่นใจอย่างยิ่งว่าเสิ่นม่านซูจะต้องย้อนกลับมาเหมือนกับนางแน่!
เดิมทีจวินมั่วหานก็เป็นคนคิดมากอยู่แล้ว หลังได้ยินคำพูดของซูฉิน เขาก็พลันนึกถึงเสิ่นเจิ้นกวงที่เห็นในวังหลวงวันนี้ขึ้นมา
เสิ่นเจิ้นกวงไปฟ้องเสด็จพ่อ ทำให้เสด็จพ่อกริ้ว ดังนั้นจึงมอบงานที่เดิมทีควรเป็นของเขาให้แก่พี่หกอย่างนั้นหรือ!
ทุกอย่างพลันอธิบายได้ในทันที!
หรือว่า…เสิ่นเจิ้นกวงก็สามารถล่วงรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เหมือนกับซูฉิน
ซูฉินเห็นจวินมั่วหานกำลังครุ่นคิด นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังสงสัยอะไรบางอย่าง นางราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายไว้ได้ จึงกำชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น
ซูฉินกล่าวอย่างน้อยใจว่า “องค์ชาย ฉินเอ๋อร์เป็นคนของท่านแล้ว จะทำร้ายท่าน หลอกลวงท่านได้อย่างไร หากท่านได้ดี ข้าก็พลอยได้รับด้วย ฉินเอ๋อร์จะไม่รู้หลักการง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร”
จวินมั่วหานยื่นมือออกไปลูบใบหน้าของนางเบาๆ
ซูฉินกัดริมฝีปาก มองเขาด้วยสายตาน่าสงสารจับใจ
คำพูดนี้ของนางนับว่าออกมาจากใจจริง ในเมื่อเลือกอยู่กับองค์ชายเจ็ด ซูฉินก็เท่ากับเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างของตนเองลงไปแล้ว
นางไม่ต้องการมีชีวิตเรียบง่าย ธรรมดาไร้ผลงานไปทั้งชีวิตอีกแล้ว นางต้องการอยู่เคียงข้างเขา และส่งเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของใต้หล้า!
จวินมั่วหานเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เช่นนั้นฉินเอ๋อร์รู้หรือไม่ว่าผู้ใดสามารถฝันเห็นอนาคตเหมือนกับเจ้า”
ซูฉินอ้าปากอยากเอ่ยชื่อเสิ่นม่านซูออกมายิ่งนัก แต่กลับหยุดเอาไว้ได้ทัน
ไม่ได้! นางพูดชื่อเสิ่นม่านซูออกไปไม่ได้ หากองค์ชายเจ็ดรู้ว่าเสิ่นม่านซูก็เหมือนกับนาง เช่นนั้นยามอยู่ต่อหน้าเสิ่นม่านซู นางก็จะไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ ให้พูดถึงอีกแล้ว!
ซูฉินเม้มปากแล้วเอ่ยว่า “เสิ่นเจิ้นกวงเจ้าค่ะ!”
จวินมั่วหานเลิกคิ้วเล็กน้อย
ในเมื่อซูฉินตัดสินใจให้เสิ่นเจิ้นกวงแบกรับหม้อใบนี้แล้ว เช่นนั้นย่อมต้องเตรียมคำพูดไว้ให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย
เมื่อเห็นองค์ชายเจ็ดไม่พูด นางจึงกล่าวอย่างตื่นเต้น “องค์ชาย ท่านลองคิดดูนะเจ้าคะ ก่อนหน้านี้เสิ่นม่านซูอยากแต่งงานกับท่านมาตลอด เหตุใดเสิ่นเจิ้นกวงจึงขัดขวางนางอย่างเอาเป็นเอาตายเล่า ไม่ใช่เพราะเขาก็รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นจึงไม่ยอมให้เสิ่นม่านซูแต่งกับท่านหรือเจ้าคะ!”
จวินมั่วหานขมวดคิ้ว “จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ซูฉินกัดฟัน ส่ายหน้าพลางกล่าว “ตอนนี้ฉินเอ๋อร์ยังไม่รู้เจ้าค่ะ…แต่บางทีผ่านไปสักระยะ อาจจะรู้ก็ได้เจ้าค่ะ”
นางเองก็เผื่อทางถอยไว้ก้าวหนึ่ง หากบอกเรื่องที่รู้ทั้งหมดออกไป เช่นนั้นนางก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ เหลืออยู่!
พอจวินมั่วหานได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง
เขายื่นมือประคองซูฉินขึ้นมา “เรื่องเหล่านั้นไว้ค่อยว่ากันวันหลัง แต่ตอนนี้เจ้าเล่าเรื่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางใต้ครั้งนี้ให้ละเอียด”
เมื่อเห็นองค์ชายเจ็ดเป็นเช่นนี้ ซูฉินก็ถอนหายใจโล่งอกอย่างแท้จริง
นางถือโอกาสเอนตัวแนบกายองค์ชายเจ็ดพลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “องค์ชาย ผลงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยเจ้าค่ะ ขุนนางที่ร่วมเดินทางไปล้วนได้รับรางวัลชมเชยทั้งสิ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าท่านเป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ ในความฝัน…ข้าฝันว่าหลังท่านกลับมา ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งท่านเป็นฉินอ๋องเจ้าค่ะ!”