ตอนที่ 1 : การพบพานกับเด็กหนุ่ม
“———ฟีเลีย... ท่านโอฟีเลียตื่นได้แล้วค่ะ!”
เสียงปริศนาลอดเข้ามาในภวังค์มืดมิด ตามด้วยแสงสว่างที่ลอดเข้ามาราวรูเข็มขยายใหญ่ขึ้นเป็ภาพเบลอ
จนปรากฏใบหน้าของเด็กสาวผมสีทองอร่ามไว้ทรงโพนี่เทลแบบด้านข้าง
อือ...
การขยี้ตาทำให้สติชัดเจน จนรู้ตัวว่าเด็กสาวผมทองเมื่อครู่กำลังเขย่าร่างตัวเองเบา ๆ เพื่อทำให้ตื่นจากภวังค์
“ท่านโอฟีเลียคะ ถึงเมืองเรเวลแล้วค่ะ”
เด็กสาวผมทองร่างเล็กบอบบางในชุดเมดยิ้มออกมาเพียงมุมปาก
เมดสาวตัวน้อยชี้นิ้วออกไปภายนอกทำให้ตระหนักได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอน หากแต่เป็ภายในรถม้าที่จอดอยู่ในตัวเมือง
“ว้าว!!!”
เด็กสาว... โอฟีเลียส่งเสียงประทับใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองลอดผ้าม่านคลุมรถม้าโดยสาร เห็นเข้ากับบรรยากาศแสนมีชีวิตชีวาภายในเมือง
ผู้คนเดินเตร็ดเตร่ ในมือเต็มไปด้วยของกินที่ไม่เคยเห็น สองข้างเต็มไปด้วยร้านที่วางขายสินค้าแปลกตา ั้แ่ผลไม้ไปจนถึงของประดับ และเครื่องใช้ประจำวันที่ไม่เคยเห็น
ประสบการณ์ใหม่ทำโอฟีเลียดวงตาเป็ประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เธอรีบโดดโหยงลงจากรถม้า เดินไปหาคนขับรถม้าแล้วจ่ายเงินค่าโดยสาร ดูเหมือนเธอจะหลับเพลินจนถึงขนาดที่ว่าเหลือเป็คนสุดท้ายในรถ แต่ลุงคนขับก็ยังใจดีปล่อยให้เธอหลับต่อยาว ๆ จนถึงเวลาราวเที่ยงวันซึ่งก็คือตอนนี้
“เอ้าฮึบ!”
โอฟีเลียว่าอย่างแข็งขัน บิดี้เียืดแขนสุดแรง
เธอมีใบหน้าได้รูปงดงาม น่ารักตามอายุที่เพิ่งจะเพิ่มเป็ 20 ปีเมื่อไม่นานมานี้
มีเรือนผมสีส้มยาวสลวยถึงเอว ผมส่วนอื่นบริเวณหลังศีรษะเองก็เกล้ากลัดอย่างดีราวกับเป็ขุนนาง มีส่วนสูง 165 ซม. ด้วยสัดส่วนที่อุดมสมบูรณ์ทั้งหน้าอกและต้นขาอันอวบอิ่ม
เครื่องแต่งกายเองก็ดูน่ารักแต่ก็เคลื่อนไหวได้สะดวกจากเสื้อคอกลมเปิดไหล่และกระโปรงยาวถึงเข่า เธอยังสวมถุงเท้ายาวสีขาวอันเผยให้เห็นต้นขาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันอวบอิ่มงดงาม
“แล้ว... ต่อไปต้องไปไหนต่อเหรอไอชา” โอฟีเลียหันมาเอ่ยถามเมดสาวที่ตามมาอยู่ข้างกาย
เมดสาวตัวน้อย... ไอชาผู้มีใบหน้าเรียวเล็กเงียบสงบนิ่งทำให้เธอน่ารักราวกับตุ๊กตา ดวงตาสีฟ้าดูเ็าราวน้ำแข็งเช่นเดียวกับสีหน้านิ่งเฉย ผมสีทองอร่ามมัดทรงโพนี่เทลไว้ข้างซ้ายช่วยลดความจริงจังให้กับสีหน้าเธอ
ชุดเมดของไอชาติดระบายแต่ไม่ได้ดูรุ่มร่ามเกินไป กระโปรงเองก็ยาวเลยเข่าเพียงเล็กน้อยทำให้เคลื่อนไหวง่ายเหมือนเ้านายอย่างโอฟีเลีย
แตกต่างตรงที่เป้สัมภาระของเธอใหญ่เกินกว่าสองเท่าตัวของที่โอฟีเลียแบก
แต่ก็ดูจะไม่เป็ปัญหาสำหรับเธอที่มีส่วนสูงเพียง 150 ซม. เลยสักนิดเดียว
ไอชาหยิบกระดาษแผนที่ขึ้นมาตรวจสอบจากกระเป๋านั้น
“นั่นสินะคะ... เป้าหมายของเราคือเมืองหลวงกลางอย่างเซนทรัลอิกดราซิล แต่จากที่ถามคุณคนขับ ดูเหมือนเที่ยวรถม้าที่เร็วที่สุดก็คือพรุ่งนี้เช้าอยู่ดี———”
“แสดงว่ามีเวลาเที่ยวเล่นเหลือเฟือสินะ!!!”
“...”
โอฟีเลียทำตาเป็ประกายใส่ไอชา ตื่นเต้นกับการเข้าเมืองครั้งแรกจนไอชาเหวอ
คาแรคเตอร์สาวเมดสุดคูลหายวับไปในพริบตาเพราะความดี๊ด๊าของเ้านายตัวเอง
“ดิฉันว่าหาที่พักก่อนจะไม่ดีกว่าเหรอคะ?” ไอชาคิ้วตก รู้สึกเป็ห่วงที่จะเที่ยวโดยที่ยังไม่มีที่ซุกหัวนอน
“งั้นก็เดินผ่านตลาดนั่นไปด้วย แล้วก็หาที่พักไปด้วยไหมล่ะ! ยังไงก็ทางผ่านอยู่แล้วนี่!”
โอฟีเลียชี้นิ้วไปข้างหน้า ยิ่งระริกระรี้เข้าไปใหญ่
นี่ก็กะจะเที่ยวอย่างเดียวเลยสินะ
ไอชาถอนหายใจออกมา
“นะค้าาาาาา”
โอฟีเลียทำสายตาออดอ้อนใส่ คงเป็เื่ยากที่จะต่อต้าน
ในเมื่อเ้านาย้าแบบนั้นไอชาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เธอเลยยิ้มออกมาเหมือนช่วยไม่ได้
“เฮ้อ... เข้าใจแล้วค่ะ”
“ไชโย้! รักไอชาที่สุดเลย!”
โอฟีเลียะโลั่นชูมือขึ้นฟ้าอย่างร่าเริง พุ่งเข้าไปกอดไอชาที่ยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความเคยชิน
จากความงดงามของพวกเธอที่เป็เป้าสายตาอยู่แล้ว ความร่าเริงนั่นคงดึงดูดสายตาเพิ่มมากขึ้นอีก
...เช่นเดียวกับสายตาหลายคู่ที่มองมาทางโอฟีเลียจากมุมมืดหนึ่งของตึกรามบ้านช่อง
❖❖❖❖❖
“ไปไหนต่อดีน้า! ไปไหนต่อดีน้า!”
เ้านี่ก็อร่อย! เ้านี่ก็น่าสนใจ!
อย่างที่คิดเลย พอได้ออกมาดูโลกภายนอกแล้วทุกอย่างก็ดูน่าตื่นเต้นไปหมดเลย!
คิดถูกจริง ๆ ที่ออกเดินทางเพื่อมาเป็ ‘นักผจญภัย’
หลังจากเดินตระเวนหาของกินไปทั่วเมือง ทั้งสองมือของโอฟีเลียก็เต็มไปด้วยของกินและอุปกรณ์ต่าง ๆ
เธอยิ้มร่าะโโหยงเป็กระต่าย ต่างกับเมดสาวไอชาที่หิ้วของเต็มสองมือจนล้นถุงกระดาษ เธอเดินตามโอฟีเลียมาด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ
ทั้งสองเดินเข้าไปในซอยหลังอาคารที่คนน้อย
เป็ความคิดของคนช่างเบื่ออย่างโอฟีเลียที่ไม่อยากเดินผ่านสถานที่ที่เคยไปมาแล้ว
“ท่านโอฟีเลียคะ ที่พัก———”
“นี่ๆ! พอพ้นเขตนี้แล้วเห็นว่ามีร้านขายขนมเย็น ๆ ที่เรียกว่าไอศกรีมด้วยล่ะ! พวกเราไปลองกันเถอะ”
“...”
โอฟีเลียช่างซื่อตรงต่อความ้า แต่พอเห็นรอยยิ้มอันแสนใสซื่อบริสุทธิ์ของเ้านาย หากขัดคงถูกหาว่าเป็คนใจั์แน่
“...เข้าใจแล้วค่ะ”
ไอชายิ้มแห้งด้วยความเหนื่อย แต่ก็เอ็นดูโอฟีเลีย เพราะใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจเ้านายตัวเอง
ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ... เด็กคนนี้เพิ่งจะเคยได้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว
มองในแง่นั้นก็คงไม่แปลกอะไรหรอกมั้งที่จะตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ได้เจอแบบนี้น่ะ
พอไอชาคิดแบบนั้น ความเหนื่อยหน่ายที่มีอยู่ครึ่งนึงก็เปลี่ยนเป็ความรักใคร่เอ็นดูจนหมด
ขอแค่โอฟีเลียแสดงรอยยิ้มสดใสนั้นออกมาได้ ไม่ว่าท่านอยากจะไปที่ไหนก็จะปกป้องเอง นั่นแหละคือความสุขของเรา
นั่นคือสิ่งที่ไอชาคิด
และ... ดูเหมือนเวลานั้นจะมาถึงเร็วกว่าที่คาดนัก
“โอ๊ะโอ๋! มีเด็กสาวเดินหลงเข้ามาในนี้ด้วยล่ะ”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากซอกตึก ก่อนจะเดินออกมาแล้วเผยร่างให้เห็นพร้อมกับรอยยิ้มแฝงนัยยะอันชั่วร้าย
ไม่เพียงเท่านั้น...
“โอ้โห! น่ารักซะด้วยนะเนี่ย!”
“หลงทางงั้นเหรอสาวน้อย ให้พวกพี่ไปส่งไหมล่ะจ๊ะ”
ชายฉกรรจ์อีกสองคนเดินตามคนแรกออกมา
ท่าทางและการแต่งกายของพวกเขาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่คำพูดคำจาและสายตาที่มองเรือนร่างของสองสาวราวกับสัตว์ป่าหื่นกระหาย ส่อให้เห็นจิตใจที่ต่ำทรามของพวกมัน
ไอชาเห็นท่าไม่ดี เธอรีบเดินเข้าไปใกล้โอฟีเลียแล้วจับมือเธอเดินกลับไปอีกทาง
แต่ก็มีอีกคนเดินเข้ามาขวางเสียอีก
โอฟีเลียกับไอชาถูกล้อมโดยสมบูรณ์
“พวกแก้าอะไร” ไอชามองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ โอฟีเลียเองก็เขม่นมองพวกมัน
แต่ชายฉกรรจ์รวมสี่คนไม่ตอบกลับแต่อย่างใด พวกมันกลับมองมาทางเด็กสาวสองคนด้วยสายตาน่ารังเกียจยิ่งกว่าเดิม
ไอชารีบขยับเข้ามาบังโอฟีเลียจากชายสามคนที่เดินเข้ามา เลื่อนมือเข้าไปหยิบบางอย่างใต้ชุด
ทางโอฟีเลียก็เริ่มมองไปรอบ ๆ สังเกตจังหวะ
“เดี๋ยวก่อน พวกแก!!!”
ในระหว่างที่สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด ก็มีเสียงของเด็กหนุ่มปริศนาดังขึ้นไล่หลังชายฉกรรจ์ทั้งสามคน
สายตาทุกคนจับจ้องไปทางเด็กหนุ่ม แม้แต่โอฟีเลียก็ยังเบิกตาโพลงมองเขาด้วยความสงสัย
เด็กหนุ่มที่ปรากฏเบื้องหน้าทุกคนมีผมสีบลอนด์ทองแต่ผมปรกหน้าบางส่วนแซมด้วยสีดำ การสวมผ้าคลุมยาวทำให้ดูน่าสงสัยไม่เบา
แต่พอเด็กหนุ่มยืนหอบซักพัก เขาก็ยืดอกขึ้นชี้นิ้วใส่กลุ่มนักเลงอย่างห้าวหาญ
“เอากระเป๋าตังค์คืนมานะโว้ย!!!”
“หา?”
เหล่าชายฉกรรจ์ที่ได้ยินทำสีหน้ายั๊วสุด ๆ เป้าสายตาของชายฉกรรจ์เปลี่ยนไปมองเด็กหนุ่มแทนพวกโอฟีเลียและไอชา
“พูดเื่อะไรของแกกันวะ” ชายฉกรรจ์คนนึงเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนแทบจะชิด
แต่เด็กหนุ่มไม่มีสีหน้าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“อั๊ก!!!”
เด็กหนุ่มเอาหน้าผากตัวเองโขกใส่จมูกจนชายคนนั้นถอยกรูดไปด้านหลัง
ถึงอีกฝ่ายจะเริ่มก่อนก็ตาม แต่การลงมือก่อนก็ทำให้ชายฉกรรจ์โกรธแทบคลั่ง
มันเอามือกุมจมูกมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาเคียดแค้น
“กะ แก!!!———”
“โฮ่... เดินเข้ามาหาฉันอย่างงั้นเหรอ? แทนที่จะหนี แต่กลับเดินเข้ามาหาฉันคนนี้อย่างงั้นเหรอ?”
“!!?”
เด็กหนุ่มสีหน้าเข้มขึ้นทำชายฉกรรจ์หยุดชะงัก น้ำเสียงและท่าทางไร้ความหวาดกลัวทำเอาพวกมันเหงื่อตก
สายตาของโอฟีเลียและไอชาเองก็ถูกหยุดไว้ที่เด็กหนุ่มไปด้วย เพราะััได้ถึงแรงกดดันแบบที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน
เ้าหมอนี่/คน ๆ นี้... หรือว่าจริง ๆ แล้วจะแข็งแกร่งสุด ๆ!?
ทุกคนคิดแบบนั้นขึ้นมาพร้อมกัน
ยิ่งเห็นสายตาและรอยยิ้มเย้ยหยันกวนบาทาของเด็กหนุ่มก็ยิ่งชวนให้คิดแบบนั้นเข้าไปใหญ่
เหล่าชายฉกรรจ์เริ่มเหงื่อตก มองไปทางเด็กหนุ่มอย่างระแวดระวัง เพราะในสังคมปัจจุบันการพิจารณาความแข็งแกร่งของคนไม่สามารถดูแค่ที่ภายนอกได้
‘สกิล’ ‘เวทมนตร์’... มนุษย์ทุกคนมีโอกาสมีพลังเ่าั้กันหมด
ดังนั้น ต่อให้ดูบ้าบอแค่ไหนก็ประมาทไม่ได้
“เลิกทำท่าระแวดระวังแล้วส่งกระเป๋าตังค์มาได้แล้วเ้าพวกโจรใจบาป ถ้ารีบเอามาคืนให้ตอนนี้ ท่านเดลล์ผู้หล่อเหลาและใจดีคนนี้อาจจะไม่จับพวกแกส่งทางการก็ได้นะ”
เด็กหนุ่มผู้เรียกตัวเองว่าท่านเดลล์อย่างเย่อหยิ่งมองข่มด้วยสายตาสุดน่ากลัว เหล่าชายฉกรรจ์ยิ่งหวั่นใจเข้าไปอีก
“ขะ ข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าไปขโมยกระเป๋าตังค์คนแบบแกั้แ่ตอนไหน!?”
“เฉไฉไปก็เท่านั้นแหละ ให้ตายสิ...”
สำหรับเดลล์ คำพูดของโจรเป็ได้แค่คำแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ เขาเลยยักไหล่เบา ๆ
เห็นชัดว่าคงต้องใช้กำลังถึงจะยอมกัน
“เอาเถอะ! คนระดับอย่างพวกแกคงไม่ต้องถึงมือฉันคนนี้หรอก! เรกะ! จัดการไอ้พวกโจรกระจอกพวกนี้ให้หมดเลย!”
เดลล์พูดชื่อของคน ๆ นึงออกมาพร้อมกับชี้นิ้วใส่เหล่าชายฉกรรจ์ทำพวกมันสะดุ้งโหยง
มีคนอื่นซ่อนตัวอยู่อีกงั้นเหรอ!?
เหล่าชายฉกรรจ์แทบเก็บความร้อนใจไว้ไม่อยู่ พวกเขามองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดกลัว พยายามกวาดตามองหาพรรคพวกของเด็กหนุ่มสุดชีวิต
โอฟีเลียกับไอชาเองก็พลอยระแวงไปด้วย เพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคคลที่สามจะมาดีหรือมาร้าย
“.........”
แต่เวลากลับผ่านไปถึง 10 วินาทีโดยไร้เสียงตอบกลับใด ๆ จากคนที่ชื่อเรกะ
“ยะ อย่าบอกนะว่า...”
เดลล์เริ่มเอะใจ หันกลับไปมองด้านหลังตนอย่างหวาด ๆ
...แล้วก็พบว่าไม่มีใครเลยสักคนยืนอยู่ สีหน้าของเขาซีดเผือกลงในทันที
แล้วเส้นเืก็ปูดโปนขึ้นมาเป็จำนวนมาก
“หลงทางอีกแล้วเหรอ! ยัยเรก่าาาาาาา!!!!” เดลล์ะโสุดเสียงขึ้นท้องฟ้าราวกับไม่มีที่ลง
สายตาของทุกคนที่มองมาทางเดลล์เริ่มเปลี่ยนไปนิดหน่อย ...ในทางที่แย่ลง
เดลล์เริ่มคอตกหันกลับมามองพวกชายฉกรรจ์อีกครั้งด้วยรอยยิ้มสดใสประหนึ่งเทพบุตรผู้ขจัดความมัวหมองในจิตใจจนหมดสิ้นไปแล้ว
เหล่าชายฉกรรจ์เองก็ยิ้มให้กับเดลล์เช่นกัน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่รอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
สถานการณ์กลับตาลปัตรในพริบตาจนโอฟีเลียกับไอชาได้แต่มองเดลล์ด้วยสายตาออกไปในทางสงสาร
“ระ เรามาคุยกันอย่างสันติ แบบที่คนมีการศึกษาทำกันดีกว่าเนอะ———”
“กระทืบแม่มเลย!!!”
รอยยิ้มอันสดใสของเดลล์ส่งไปไม่ถึงจิตใจของชายฉกรรจ์ เดลล์ถูกชายฉกรรจ์สามคนวิ่งเข้าไปรุมกระทืบตามระเบียบ
โอฟีเลียกับไอชาที่ดูอยู่ห่าง ๆ มาตลอด อ้าปากเหวอให้กับภาพที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ตรงหน้า
...แต่ไอชาผู้มีหน้าที่ปกป้องผู้เป็นายไม่ปล่อยช่องว่างนี้ไปง่าย ๆ เธอหยิบบางอย่างจากใต้กระโปรงชุดเมดและขว้างมันใส่ชายฉกรรจ์ด้านหลังตนอย่างรวดเร็ว
“อ้าก!!!”
ชายฉกรรจ์ร้องออกมาด้วยความเ็ปเมื่อลูกบอลปริศนาลอยกระทบหน้าและแตกออก กลายเป็ผงเครื่องเทศที่เมื่อััโดนก็ถึงกับตาแดงปวดแสบปวดร้อน
สายตาของชายฉกรรจ์ที่รุมกระทืบเดลล์อยู่หันขวับกลับมาทางไอชาทันที
แต่ตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว เพราะทางโอฟีเลียเองก็เคลื่อนไหวเหมือนกัน
“ ‘ข้าแต่วารี หนึ่งในธาตุที่ปกปักษ์โลกใบนี้เอ๋ย... โปรดมอบพลังแก่ข้าในการปัดเป่าศัตรูด้วยเถิด’ ”
มือทั้งสองข้างของโอฟีเลียยื่นไปทางกลุ่มชายฉกรรจ์ (ที่กำลังกระทืบเดลล์)
แสงสว่างสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ ก่อรูปลักษณ์เป็ลูกบอลน้ำ 3 ลูก
“ ‘อควาบอล’ !!!”
ลูกบอลน้ำทั้งสามพุ่งเข้ากระแทกกลางลำตัวของชายฉกรรจ์ทั้งสามอย่างแม่นยำจนกระเด็นไปไกลหลายเมตร อานุภาพของมันรุนแรงผิดกับหน้าตา
พวกมันลุกขึ้นเบิกตาโพลง แต่ไม่ได้รับาเ็เพราะโอฟีเลียกะแค่ไล่พวกมันไปเท่านั้น
“เวรเอ้ย! ยัยนั่นใช้เวทย์มนได้ด้วย!!!”
“อยู่ทำไมล่ะวะ หนีเร็วเข้า!”
ความกลัวเป็ปฏิกิริยาปกติเมื่อรู้ว่าเผลอไปหาเื่ผู้ใช้เวทมนตร์เข้า กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสี่รามือจากเดลล์และพวกโอฟีเลียอย่างรวดเร็ว
ที่แห่งนี้เลยเหลือแต่เพียงผู้ชนะ อย่างโอฟีเลียและไอชายืนอยู่
...แถมผู้ที่รอดจากการโดนยำทีนแบบเดลล์
ถึงเขาจะยังนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นก็เถอะ
“เอ่อ... เป็อะไรรึเปล่าคะ” โอฟีเลียเข้ามาดูอาการ เธอยื่นใบหน้าและมือเข้าไปหาเดลล์
“อะ เอ้อ! ไม่เป็ไร... ว่าแต่สถานการณ์มันกลับกันรึเปล่าเนี่ย”
เดลล์หัวเราะแฮะ ๆ แล้วค่อย ๆ ยืนขึ้นอย่างโซซัดโซเซด้วยตัวเอง เขาร้องโอดโอยแม้กระทั่งตอนยืนขึ้น
ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ฮึ่ม! เป็ชัยชนะที่งดงามของเราสามคนสินะ” เดลล์ท้าวสะเอวพูดอวดออกมาอย่างน่าไม่อาย
“น็อตในหัวหลุดรึเปล่าคะเนี่ยถึงเห็นเป็แบบนั้น คุณไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ ๆ”
“เธอนี่ใจแคบชะมัดเลย”
เดลล์ตอบกลับสีหน้าเชือดเฉือนของไอชาแบบไม่คิดมาก เพราะยังไงผลลัพธ์ที่ทั้งสามคนผ่านมาได้มันก็ไม่เปลี่ยน
ในตอนนั้นเอง...
“นะ นั่น!”
“พี่ชายคนนั้นนี่นา!”
เสียงของหญิงสาวและเด็กสาวก็ดังมาจากทางที่เดลล์วิ่งมาในตอนแรก
เป็หญิงสาววัยกลางคนกับเด็กสาวซึ่งน่าจะเป็คู่แม่ลูก คนแม่มาพร้ะกร้าในมือทำให้เดาได้ไม่ยากว่าพวกเธอมาจ่ายตลาด
ระหว่างที่โอฟีเลียกับไอชายังสับสน แม่ลูกสองคนก็วิ่งเข้ามาทางเดลล์
ส่วนทางเดลล์ก็มองไปมองมาตรงพื้นรอบตัวซักพัก
พอเห็นถุงบางอย่างใกล้เท้าตัวเอง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ของที่โจรทำหล่นตอนชุลมุนเมื่อครู่ เขาก็เดินไปหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่ลังเล
“อันนี้ใช่ของคุณน้ารึเปล่าครับ?”
“ “เอ๊ะ!?” ”
คำพูดของเดลล์ทำให้โอฟีเลียกับไอชาตะลึงประหลาดใจ
“ตายแล้ว! ขอบคุณมากเลยจ่ะ ได้เธอช่วยไว้จริง ๆ”
คนแม่รับกระเป๋าตัวเองคืนจากเดลล์แล้วค้อมหัวลงต่ำ ส่วนเด็กน้อยที่เป็ลูกสาวมองสภาพเดลล์แล้วก็ทำหน้าเศร้า
“แต่พี่ชาย... แผลเต็มตัวเลย”
“ไม่เป็ไรซักหน่อย! ดูซี่ พี่แข็งแรงจะตายไป!”
เดลล์เบ่งกล้ามโชว์ให้สองแม่ลูกเห็น ทั้งสองคนเลยยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
ในขณะเดียวกัน... อะไรหลายอย่างก็ชัดเจนขึ้น ตอบข้อสงสัยของโอฟีเลียกับไอชาไปด้วย
คน ๆ นี้ หรือว่า... ที่ตามโจรพวกนี้มาอย่างรีบร้อนจนพลัดหลงกับพรรคพวก ก็เพื่อตามมาเอากระเป๋าตังค์ของแม่ลูกคู่นี้ที่ถูกโจรขโมยไปงั้นเหรอ?
โอฟีเลียได้ข้อสรุปแบบนั้น พวกเธอเริ่มมองใบหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
พอมาคิดดู คน ๆ นี้เองก็บอกว่า “เอากระเป๋าตังค์คืนมา” แต่ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าเป็กระเป๋าตังค์ของตัวเอง
แถมโจรที่ขโมยก็ยังไม่คุ้นหน้าด้วย คิดไปคิดมามันก็สมเหตุสมผล
โอฟีเลียคิดว่าทุกอย่างลงล็อค สายตาเธอเริ่มจดจ้องเด็กหนุ่มที่อายุไล่เรี่ยกันไม่วางตา
“พี่ชายขอบคุณค่ะ!”
“โอ้! วันหลังก็ระวังด้วยล่ะ”
ภาพของเด็กหนุ่มโบกมือลาคู่แม่ลูกหลังช่วยเหลือพวกเธอโดยไม่ขอรับสิ่งตอบแทนอยู่เบื้องหน้าโอฟีเลีย
รอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์ของเขา แม้นใบหน้าจะเต็มไปด้วยฝุ่นโคลน แต่กลับยิ่งตราตรึงอยู่ในความคิดของเธอ
พริบตานั้นโอฟีเลียก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
และกว่าจะรู้ตัว เธอก็ก้าวขาไปใกล้เดลล์เสียแล้ว
“คือว่า... ฉันชื่อโอฟีเลียค่ะ ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหมคะ?” โอฟีเลียเอ่ยถามออกไปด้วยความสนใจ เฉกเช่นเดียวกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เธอพบเจอมาตลอดทาง
เพียงแต่หนนี้เป็มนุษย์... เป็มนุษย์ประเภทที่เธอไม่เคยพบเห็น
“เดลล์ยังไงล่ะ... ไม่รู้เป็ไงมาไงแต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณเดลล์!”
ทั้งสองฝ่ายตอบกลับด้วยรอยยิ้มจากอีกฝ่าย
...และนี่คือการพบพานแห่งโชคชะตาของเด็กหนุ่มและเด็กสาว
ผู้ที่จะกลายเป็หนึ่งฟันเฟือนขับเคลื่อนโลกใบนี้ ในอนาคตอันใกล้
❖❖❖❖❖

