ตอนเช้าไป่เจ๋อใช้ปราณทำความสะอาดบ้านทั้งหมด รวมถึงทำอาหารเช้า ก่อนที่แม่ของเขาจะออกมานี่เป็สิ่งที่เขาทำให้ครอบครัวของเขาทุกเช้าไปแล้ว
ส่วนกำหนดการถ่ายงานโฆษณาของมู่เทียนจะเริ่มในสัปดาห์หน้าวันพุธถึงวันศุกร์ ไป่เจ๋อต้องทำเื่ลาหยุดเพื่อไปทำงานนี้ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาขาดไปนั่นคือประสบการณ์แม้ไป่เจ๋อจะทำการศึกษาดูงานโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายแบรนด์เมื่อคืนแต่ก็ทำได้แค่เลียนแบบเท่านั้น จึงลองโทรหาซีหลัว เพื่อทำอะไรบางอย่าง
เสียงเพลงรอสายดังขึ้นสักพักปลายสายก็กดรับสาย ตามมาด้วยน้ำเสียงของซีหลัวที่ปนความดีใจอยู่ไม่น้อย
[หลานรักของปู่เป็ยังไงบ้างโดนใครรังแกรึเปล่า] ซีหลัวสอบถามด้วยความเป็ห่วง่หลังไป่เจ๋อยุ่งกับการเข้าคลาสอบรมของ LSA ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันตัวของเขาเองก็ยุ่งกับงาน ดังนั้นเมื่อไป่เจ๋อโทรมา เขาดีใจอย่างมาก
“ไม่มีใครรังแกผมหรอกครับที่ผมโทรมาก็เพื่อที่จะถามว่าคุณปู่พอจะรู้จักกับนายแบบประสบการณ์สูงบ้างไหมครับพอดีผมได้งานถ่ายโฆษณาผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทมู่เทียน แต่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลยอยากขอคำปรึกษาและคำแนะนำน่ะครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
[มีสิเดี๋ยวปู่จะติดต่อให้ เอาวันไหนดีล่ะ] ซีหลัวถาม
“พอจะนัดเป็วันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ”ไป่เจ๋อถาม
[ได้สิเดี๋ยวปู่จะนัดให้ รายนั้นตอนนี้ทำงานเื้ัวงการแล้ว ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่หรอกแต่ออกจะจู้จี้จุกจิกเหมือนผู้หญิงไปสักหน่อย] ซีหลัวกล่าว
“ขอบคุณมากครับงั้นนัดมาทานข้าวพร้อมกับปู่เลยไหมครับ ผมจะได้เจอปู่ด้วย”ไป่เจ๋อคิดว่าซีหลัวอาจจะเหงาก็ได้ ในเมื่อซีหลัวมีพระคุณกับเขาเขาก็ย่อมตอบแทนอีกฝ่ายคืนเช่นกัน
[ดีๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ปู่จะนัดไว้ให้] ซีหลัวกล่าว น้ำเสียงเปลี่ยนเป็ร่าเริงขึ้นทันทีก่อนจะวางสายซีหลัวได้พูดขึ้นอย่างแ่เบาว่า [ขอบใจนะที่เธอเป็ห่วงความรู้สึกคนแก่อย่างฉัน]
ไป่เจ๋อคาดเดาได้ถูกต้องเพราะซีโม่ตอนนี้ถึงจะกลับมาแล้ว แต่ก็ยังมีงานรัดตัว ขนาดจะโทรหายังไม่มีเวลาหากไป่เจ๋อเข้าวงการแล้ว ยังไงเขาก็ต้องบอกผู้จัดการของเขาให้มีวันหยุดให้ 1วันต่อสัปดาห์ เพื่ออยู่กับครอบครัว
หลังจากที่ซีหลัววางสายทางตระกูลหลี่ได้ส่งข้อความมาหาไป่เจ๋อว่าจะส่งรถมารับให้เขารอตรงป้ายรถประจำทางที่กำหนด ซึ่งไป่เจ๋อนั่งรอไม่นานรถเก๋งสีดำก็มาจอดตรงหน้าเขา ไป่เจ๋อััได้ถึงพลังปราณคุกคามที่ส่งออกมาหาเขาคงคิดจะทดสอบเขาเป็แน่
‘หึเด็กน้อยเอ๋ย ปราณแท้จริงแค่นี้ริอาจลองเชิงข้ารึ’ ไป่เจ๋อคิดเขาส่งจิตสังหารกลับไปทันที ทำให้คนในรถถึงกับกระอักเื เขาพยายามอมไว้ เพื่อไม่ให้เปื้อนรถของเ้านายก่อนจะลงมาจากรถ เปิดประตูให้กับไป่เจ๋ออย่างสุภาพ
“จงอย่าได้ทำแบบนี้อีกหากอีกฝ่ายไม่ใช่ผม เขาไม่ยั้งมือแน่นอน” ไป่เจ๋อกล่าวเตือนขณะที่เอนหลังพิงลงบนเบาะ ก่อนจะหลับตาลง
“ครับขอบคุณท่านหมอไป่ที่เมตตา” ชายคนนั้นแม้ภายนอกจะดูนอบน้อมแต่ภายในกลับกรีดร้องเสียใจที่ตนหาเื่ผิดคนหากอีกฝ่ายนำเื่นี้ไปบอกแม่เฒ่าหลี่มีหวังเขาได้ถูกส่งตัวไปที่สำนักของเหลาเหล่าเป็แน่
รถได้เคลื่อนตัวออกไปนอกตัวเมืองและผ่านูเามากมาย ก่อนที่ไป่เจ๋อจะเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาล้อมรอบด้วยกำแพงหินโบราณราวกับกำแพงเมืองอีกทั้งเขาััได้ถึงพลังปราณของผู้ฝึกยุทธหลายคนระดับสูงสุดที่เขาััได้คือระดับปราณจักรพรรดิ
“นอกจากผมแล้วมีแขกท่านอื่นอยู่ด้วยสินะ” ไป่เจ๋อกล่าว
“หมอไป่ท่านรู้ได้ยังไง เป็อย่างที่ท่านบอก ตอนนี้คุณหนูตระกูลไป๋มาเยี่ยมแม่เฒ่าหลี่เธอมาพักสัก 2-3 วันครับ” ชายที่นั่งข้างคนขับกล่าว
“หืม”ไป่เจ๋อประหลาดใจอย่างมาก ที่โลกนี้ตระกูลไป๋ยังคงดำรงอยู่คาดว่าปราณระดับจักรพรรดิคงเป็ของคุณหนูตระกูลไป๋เป็แน่
“พลังปราณระดับจักรพรรดิขั้น 1 ที่แผ่ออกมาทะลักขนาดนั้น หากััถึงความแตกต่างไม่ได้ก็แปลกแล้วแม่เฒ่าหลี่โจวหม่า มีพลังปราณสูงที่สุดในตระกูลหลี่ ซึ่งอยู่ในขั้นปราณนภาแต่ตอนนี้ในคฤหาสน์กับมีผู้มีระดับปราณสูงกว่าอยู่ทำให้พอจะเดาได้ว่ามีแขกมาเยี่ยมที่ตระกูล” ไป่เจ๋ออธิบาย
ทั้งคนขับรถและชายที่นั่งข้างคนขับถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเฉียบพร้อมกับคิดในใจว่า‘ท่านต่างหากที่น่ากลัว สามารถบอกถึงผู้มีปราณระดับจักรพรรดิได้หากระดับของท่านไม่สูงกว่าคุณหนูไป๋ ท่านคงระบุขั้นพลังไม่ได้แน่’
ตอนนี้ชายทั้ง2 ต่างระวังกิริยาและคำพูดยิ่งกว่าเดิม คนขับยิ่งตั้งใจขับให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับคนข้างหลังเพราะตอนนี้พวกเขาเหมือนบรรทุกะเินิวเคลียร์ที่พร้อมจะะเิได้ทุกเมื่ออยู่ในรถ
‘เมื่อไหร่จะถึงสักทีฟะของในท้องข้ามันจะออกมาข้างนอกอยู่แล้ว’ ไป่เจ๋อก่นด่าในใจ ใช่แล้วเขายังไม่ชินกับการนั่งรถระยะไกล อีกทั้งเส้นทางไปยังตระกูลหลี่ก็คดเคี้ยวไปมายิ่งทำให้เขาคลื่นไส้มากขึ้นไปอีก
รถขับมาถึงประตูใหญ่ที่สร้างด้วยไม้และเหล็กเหมือนกับประตูเมืองโบราณ เมื่อรถวิ่งมาถึงหน้าประตู ประตูใหญ่ก็ค่อย ๆ เปิดออกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังไปทั่ว ก่อนที่จะรถวิ่งเข้าไปตามทางหลักมุ่งสู่คฤหาสน์ตรงกลาง โดยทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกยุทธั้แ่อายุ 5ขวบ ไปจนถึงอายุ 50ส่วนระดับพลังปราณของคนที่ยืนตั้งแถวอยู่สูงสุดยังมีพลังปราณแค่ระดับปราณแท้จริงเท่านั้นเพียงแค่มองผ่าน ๆ ไป่เจ๋อก็เห็นข้อผิดพลาดในขั้นตอนการบ่มเพาะพลังทุกอย่าง
ไม่นานรถก็มาจอดที่หน้าคฤหาสน์หลักของตระกูลหลี่ด้านหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ ไป่เจ๋อเห็นแม่เฒ่าหลี่โจวหม่า กับหลี่เฟิงและหลี่ซีหยาน นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวอีก 2 คน กับชายหนุ่มอีก 1 คนนอกนั้นล้วนเป็ชายและหญิงวัยกลางคนจนถึงชราอีกร่วม 7 คน
‘หญิงสาวคนนั้นเป็อัจฉริยะไม่ผิดแน่อายุยังไม่มาก แต่กลับบรรลุปราณจักรพรรดิแล้ว’ ไป่เจ๋อคิดก่อนจะจัดเสื้อผ้าของเขาให้เรียบร้อย และเปิดประตูลงจากรถ
ด้านหลี่โจวหม่าหลี่เฟิง หลี่เหมยอิง หลี่ไป๋ หลี่ซีหยาน ไป๋กุ้ยอิง และผู้าุโตระกูลหลี่ล้วนยืนรอบุคคลในรถเมื่อประตูรถถูกเปิดออก ชายหนุ่มเส้นผมสีน้ำตาล ดวงตามีประกายน่าหลงไหลใบหน้าหล่อเหลา ผิวที่เนียนละเอียดจนไป๋กุ้ยอิงและหลี่เหมยอิงต้องอายทรงผมถูกเซ็ตเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินไพลิน กับกางเกงขายาวสีดำ
ทุกคนต่างไม่คิดว่าหมอไป่ยังเป็เด็กหนุ่มอายุเพียง15 ปี นอกจากหลี่โจวหม่า หลี่เฟิง และหลี่ซีหยานแล้วคนอื่นต่างไม่อยากเชื่อว่าคนที่ช่วยชีวิตแม่เฒ่าหลี่จะเป็เด็กแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องเชื่อคือกลิ่นอายของผู้ทรงอำนาจที่แผ่ออกมา
‘กลิ่นอายน่าเกรงขามนี่ไม่นึกเลยว่าจะมาจากเด็กอายุเพียงเท่านี้ แม้เราจะสืบข้อมูลมาก็ไม่พบว่าครอบครัวของเขาจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์แต่อย่างใด น่าแปลกจริง ๆ’หลี่โจวหม่าคิด
“คารวะแม่เฒ่าหลี่ผู้าุโทุกท่าน และนายหญิงกับนายน้อยตระกูลหลี่ทุกคน รวมถึงคุณหนูตระกูลไป๋ด้วย”ไป่เจ๋อกล่าวทักทายทุกคนทุกคนและไป๋กุ้ยอิงต่างแปลกใจมากว่าทำไมไป่เจ๋อถึงได้รู้ว่าหญิงสาวอีกคนคือคนตระกูลไป๋
“ท่านหมอไป่ทำไมถึงได้รู้ว่านอกจากคนในตระกูลหลี่แล้วยังมีคนของตระกูลอื่นอยู่อีกล่ะ”หลี่ซีหยานถาม
“คุณหนูท่านนั้นมีระดับลมปราณจักรพรรดิขั้น 1 ซึ่งเท่าที่ผมทราบมาแม่เฒ่าหลี่เป็ผู้ที่มีระดับปราณสูงสุดในตระกูลหลี่มีระดับปราณอยู่ที่ปราณนภาทำให้ผมคาดว่าที่นี่คงมีแขก เลยถามคนที่ไปรับผมมา จึงทราบว่าเป็คุณหนูตระกูลไป๋”ไป่เจ๋ออธิบาย ฉับพลันทุกคนที่นึกบางอย่างออกก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมาเต็มหลัง
‘นี่มันเื่บ้าอะไรกันคน ๆ นี้สามารถระบุขั้นลมปราณระดับจักรพรรดิได้ขณะที่ยังมาไม่ถึงคฤหาสน์นี่เขาอายุแค่ 15 กลับสำเร็จปราณที่สูงกว่าไป๋กุ้ยอิงงั้นเหรอ’ ทุกคนคิดสิ่งนี้ขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะการที่ไป่เจ๋อไม่รู้จักไป๋กุ้ยอิงมาก่อนแต่สามารถระบุระดับพลังปราณของไป๋กุ้ยอิงได้นั่นแสดงว่าระดับปราณของไป่เจ๋อต้องสูงกว่าไป๋กุ้ยอิงเป็แน่
“อายุเพียงแค่นี้กลับสำเร็จขั้นปราณสูงกว่าฉันซะแล้วฉันขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านหมอไป่ได้รึเปล่าคะ”ไป๋กุ้ยอิงดูสนใจเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย เธอนั้นพบนายน้อยตระกูลต่าง ๆที่มีระดับปราณสูงกว่าตัวเอง แต่ไม่มีใครทำให้เธอรู้สึกแบบนี้มาก่อน
“ชื่อของผมคือไป่เจ๋อ อย่างที่คุณหนูไป๋เห็น ผมเป็เพียงเด็กนักเรียนมัธยมต้นอายุ 15 ปีมีความรู้ด้านการแพทย์และโอสถเพียงเล็กน้อย” ไป่เจ๋อกล่าวถ่อมตน
“หืมถ้านายมีความรู้เพียงเล็กน้อยแค่นั้น ฉันที่รักษาคุณย่าทวดของตัวเองไม่ได้นี่ไม่เท่ากับว่าฉันเป็หมอเถื่อนหรอกเหรอ” หลี่เหมยอิง รู้สึกไม่พอใจเด็กนี่อายุน้อยกว่าเธอ ทำไมเธอจะต้องไปให้ความเคารพด้วย อีกอย่างเธอเชื่อว่าความรู้ด้านสมุนไพรกับการปรุงโอสถของเธอเหนือกว่าอีกฝ่าย
“เหมยอิงเสียมารยาท ฉันจะสั่งลงโทษโดยการปิดห้องปรุงยาของเธอ 7 วัน ได้ยินทั่วกันนะ”หลี่โจวหม่าออกคำสั่งเด็ดขาดทันที
“แม่เฒ่าหลี่หากคุณหนูหลี่เหมยอิงมั่นใจในฝีมือการปรุงโอสถ ทำไมถึงไม่ลองให้พวกเราประลองฝีมือปรุงโอสถกันล่ะครับ”ไป่เจ๋อเสนอแน่นอนว่าหลี่โจวหม่ารู้ได้ทันทีว่าไป่เจ๋อกำลังจะดัดนิสัยเหมยอิงตามคำขอร้องของตนก่อนหน้านี้
“เป็ความคิดที่ดีหลี่เฟิงรีบไปจัดเตรียมสถานที่ เรายังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลาอาหารกลางวันดูเหมือนเหมยอิงจะไม่ยอมรับหมอไป่การประลองนี้จะเป็เครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยทีเดียว” หลี่โจวหม่ากล่าว
หลี่เฟิงสั่งให้บ่าวรับใช้ไปเตรียมสถานที่โดยตัวเองคุมกำกับอีกที ใช้เวลาไม่นาน สถานที่ก็ถูกจัดเรียบร้อยพร้อมกับสมุนไพรพื้นฐานหลากหลายชนิด
“เราจะแข่งปรุงโอสถอะไรดีท่าน หมอ ไป่” หลี่เหมยอิง พูดเน้นชื่อของไป่เจ๋อเป็คำ ๆ เธอกำลังกวน...เขา
“ยาเสริมปราณขั้นต้นก็เพียงพอแล้ว”ไป่เจ๋อกล่าว สำหรับเขา นี่คือพื้นฐานของพื้นฐานเขามั่นใจว่าหลี่เหมยอิงจะต้องใช้เวลานานอย่างมากในการปรุง....ไม่สิต้องเรียกว่าต้มมันต่างหาก
“เช่นนั้นเมื่อทั้ง2 คนพร้อมแล้ว จะขอบอกกติกาการประลองปรุงโอสถ เสริมลมปราณขั้นต้นเวลาในการแข่งขันคือ 1 ชั่วโมง ถ้าพร้อมแล้ว” หลี่โจวหม่ายกมือขึ้น ก่อนจะฟันมือลงมา
“เริ่มได้”เมื่อหลี่โจวหม่าประกาศเริ่มการแข่งขันหลี่เหมยอิงรีบไปหยิบสมุนไพรที่เกี่ยวข้องมาทันทีเธอหยิบสมุนไพรชนิดเดียวกันมาเทียบ พลิกไปพลิกมาเพื่อเลือกต้นที่ดีที่สุดส่วนไป่เจ๋อนั้นมองกวาดเพียงครั้งเดียวเขาก็หยิบสมุนไพรที่้าใส่ตะกร้าเรียบร้อย
“หึถ้าไม่เลือกให้ดี ระวังจะเจ็บตัวนะ” หลี่เหมยอิงกล่าว
ส่วนไป่เจ๋อนั้นไม่ได้สนใจหลี่เหมยอิงแม้แต่น้อยเขาเดินไปยังโต๊ะที่มีหม้อหลายใบวางอยู่ ก่อนจะใช้ฝ่ามือแฝงลมปราณกวาดมันออกไปด้านข้างทั้งหมด
“นั่นเขาจะทำอะไรน่ะ”ไป๋กุ้ยอิงรู้สึกสงสัย เพราะโอสถนั้นต้องใช้การต้ม เพื่อสกัดเอาตัวยาออกมา
“มาดูกันดีกว่ากุ้ยอิงว่าท่านหมอไป่จะทำอะไรต่อไป” หลี่ไป๋หันไปบอกไป๋กุ้ยอิง
“แต่ฉันอยากเห็นพี่เหมยอิงแพ้จะได้ลดความอวดดีลงบ้าง” หลี่ซีหยานกล่าว
“หุบปากของนายซะซีหยาน เ้าน้องปากเสีย ถ้าฉันชนะเมื่อไหร่ นายโดนแน่”หลี่เหมยอิงหันมาแขวะใส่หลี่ซีหยานทันที
“กลัวแล้วผีสาว เอ้ย พี่สาวอย่าตีผมน้า” ซีหยานทำน้ำเสียงล้อเลียน
“รอก่อนเถอะเ้าตัวแสบเสร็จจากการประลองเมื่อไหร่ ฉันจะตีนายแน่ คอยดู” หลี่เหมยอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองก่อนจะรีบหลับตาและสงบสติอารมณ์
ทางไป่เจ๋อเมื่อโต๊ะถูกเคลียร์จนว่างแล้ว เขาก็ยื่นมือไปในอากาศที่เกิดการบิดเบี้ยวขึ้นก่อนที่จะดึงมือกลับมาพร้อมกับเตาหลอมโอสถสีทองสลักไปด้วยอักขระโบราณที่ทุกคนไม่รู้จัก อีกทั้งตัวเตาหลอมยังแผ่กลิ่นอายที่ทรงพลังออกมาตลอดด้วย
“นั่นมันพลังมิติที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกโบราณหรือว่าเขาจะสำเร็จถึงขั้นราชันย์จักรพรรดิแล้ว” ไป๋กุ้ยอิงกล่าวทำให้ทุกคนหันมามองทางเธอมันเป็ที่รู้กันว่าในตำราเก่าแก่ของเหล่าชาวยุทธ์ต่างบอกถึงความสามารถของระดับลมปราณราชันย์จักรพรรดิว่ามีความสามารถด้านการสร้างการเปิดและปิดมิติเอาไว้
“เห็นเขาบอกว่านั่นเป็การดึงสิ่งของที่อยู่ในมิติิญญาออกมาใช้ได้แต่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด หากผิดพลาดอาจทำให้ิญญาเสียหายและตายได้”หลี่โจวหม่ากล่าว
“มันทำได้ด้วยเหรอครับคุณย่าทวด”หลี่ไป๋ถาม ส่วนหลี่โจวหม่าส่ายหน้าเป็การตอบกลับว่าเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ตอนนี้ไป่เจ๋อทำการใส่สมุนไพรลงไปในเตาหลอมโอสถโดยแยกแต่ละชนิดไว้ตามจุดต่าง ๆ ของเตา ก่อนจะปิดฝาจากนั้นเขาก็หันไปหาบ่าวของตระกูลหลี่
“มีไม้ขีดไฟไหมครับ”ไป่เจ๋อกล่าว
ทุกคนต่างอึ้งกันหมดพร้อมกับสบถในใจว่า ‘เขาเตรียมเตาถ่านกับเตาแก๊สให้แก ทำไมแกไม่ใช้ขอแค่ไม้ขีดไฟเนี่ยนะ แกมันบ้าไปแล้ว’