ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 26 เรื่องพึงกระทำ

    ตอนที่ 26 เรื่องพึงกระทำ

                    ผางเยว่นั่งดูหญิงสาวที่กำลังใช้กิ่งไม้ขีดเขียนสิ่งต่างๆ ลงบนพื้นทีละสิ่ง แสงเพลิงที่กำลังแผดเผากองฟืนก็สาดลงพื้น สะท้อนภาพเหล่านั้นให้ชายหนุ่มพอนึกออกว่าสิ่งที่นางครุ่นคิดอยู่นั้นมันคืออะไร

                    “นี่คือลั่วหยาง” เสวียนฮวาใช้กิ่งไม้ชี้ไปที่วงกลมหนึ่ง

                    “นั่นคือแม่น้ำเหลืองใช่หรือไม่” ชายหนุ่มชี้ไปเส้นหักศอกทางด้านบน

                    “ถูกต้อง และนี่คือฉางอาน และวงรีอันใหญ่นี่คือหัวซาน”

                    ผางเยว่ตั้งใจฟัง

                    “ตอนนี้พวกเราอยู่ที่นี่” เสวียนฮวาหย่อนก้อนหินก้อนน้อยลงไป “เจ้าคิดว่าคนของทางการเดาออกหรือไม่ ว่าเราน่าจะอยู่ที่ตรงไหน?”

                    “ข้าน้อยมิทราบ”

                    “ข้าไม่คิดว่าลูกน้องของหวังฮุ่ยมีแต่คนโง่ ข้าเองไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ติดตามพวกเรา แต่สมมติว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นหรือใครก็ดีแจ้งเบาะแสแก่ทางการ หรือแม้นกระทั่งมีผู้มากสติปัญญาอ่านจิตใจข้าออก วางทหารที่มีฝีมือสักห้าพันดักเราที่นี่...เจ้าว่าเราจะมิตายกันหรือ?” เสวียนฮวาชี้ไปที่วงรีที่นางเขียนแทนเขาหัวซาน “ตั้งแต่แรก ข้าหมายจะขึ้นไปบนเขาหัวซานแล้วอ้อมฉางอานมุ่งหน้าเข้าฮั่นจงที่อยู่ตรงนี้”

                    ผางเยว่มองไปที่วงกลมอีกอันที่นางเขียนไว้ทางซ้ายสุดถัดจากวงรีเขาหัวซาน

                    “แต่ข้าหวั่นเหลือเกิน...ผางเยว่ หากวังหลวงวางกับดักพวกเราไว้ตรงนี้ เรามีแต่ต้องตายเท่านั้น ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะฝ่าทหารนับพันออกไปได้ในทางแคบหรอกนะ หากเขาเอาเกาทัณฑ์รุมยิงใส่พวกเราก็ตายสิ้น!”

                    “แล้วท่านหญิงเห็นว่าอย่างไร”

                    “ข้ามีอยู่สองข้อเสนอ ประการแรก เราซ่อนตัวอยู่ที่นี่ให้ถึงตอนหิมะตกหนัก แล้วข้ามแม่น้ำเหลืองเมื่อตอนมันเย็นจนเป็นน้ำแข็งอ้อมไปทางเหนือ”

                    “ข้าน้อยไม่เห็นด้วย...ยามนั้นหญ้าจะหมดสิ้น ไป๋อี้จะอดตายก่อน”

                    “หรือว่าข้ามสะพาน หรือขึ้นเรือ?”

                    “โอกาสสูงมากที่คนของทางการจะพบพวกเรา หากเป็นเช่นนั้นจะบีบให้พวกเราต้องเดินทางอ้อมยิ่งกว่าเดิม แล้วเราก็จะเจอฤดูหนาว”

                    “ใช่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอ้อมหัวซานลงไปทางทิศใต้ แล้วตัดเข้าเมืองฮั่นจงเลย” เสวียนฮวาขีดเส้นยาวอ้อมไปใต้วงรีใหญ่ตรงไปที่วงกลมแทนเมืองฮั่นจง 

                    “ข้าสงสัยประการหนึ่ง หากการคาดการณ์ของท่านหญิงผิดพลาดเล่า เราจะไม่เดินทางอ้อมและทุรกันดารโดยใช่เหตุหรือ?”

                    “ถ้าข้าเป็นขุนนางของหวังฮุ่ย ข้าจะบีบให้พวกเราขึ้นไปหัวซานแล้วจับเราที่นั่น พวกมันต้องกลัวว่าพวกเราจะมุ่งหน้าลงใต้ เพราะที่นี่มีช่องแคบหลากหลายดุจเขาวงกต เส้นทางมากมายนัก จริงที่เส้นทางตรงนี้ทุรกันดาร แต่มันจะลำบากกว่ามากสำหรับทหารหนึ่งกองทัพ ลำบากมากกว่าชายหญิงสองคน ม้าหนึ่งตัว แมวหนึ่งตัวนักผางเยว่”

                    แววตาของชายหนุ่มก็เคร่งเครียดขึ้นมา

                    “หากว่าถึงยามเราเดินทาง ทหารต้าเฉิงดักเอาไว้และเปิดทางให้เราขึ้นหัวซานง่ายๆ นั่นแหละเป็นหลักฐานว่าสิ่งที่ข้าคาดการณ์ไว้เป็นจริง เจ้าจะต้องหักด่านที่ตำบลหลิงเป่าที่นี่แล้วทะลวงเข้าไปที่ป่าทางใต้ของหัวซาน!” เสวียนฮวาใช้กิ่งไม้วงเป็นวงกลมน้อยๆ ริมวงรีใหญ่

                    “มันห่างจากที่ที่เราอยู่เท่าใด”

                    เสวียนฮวาหลับตาแล้วครุ่นคิด “ราวๆ สองร้อยถึงสามร้อยลี้”

                    “บ่ายวันพรุ่งนี้ก็คงถึง” 

                    “ที่นี่จะหนักหนากว่าตอนท่านฝ่าออกจากไคฟงนักผางเยว่ เพราะทหารต้าเฉิงจากเมืองใกล้เคียงต้องได้รับคำสั่งจากม้าเร็วให้วางกำลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และข้าก็ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอีกหรือไม่” เสวียนฮวาพูดเสียงเครือ คิ้วงามนางขมวด ใบหน้านางเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “เจ้าหนีเอาตัวรอดไปได้นะ เจ้ากับไป๋อี้ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงตายเพราะข้าเลย”

                    “หากท่านจะหนีไปที่อื่น ข้าก็จะพาท่านไป มีอีกแผน เราย้อนกลับขึ้นเหนือแล้วหาที่ห่างไกลซ่อนตัวไปสักพัก รอให้ข่าวพวกเราเงียบแล้วค่อยลงใต้ดีหรือไม่”

                    “แล้วข้าก็เห็นพ่อข้าเอาหัวคนสกุลเสวียนไปมอบให้หวังฮุ่ย”

                    “บิดาท่านเป็นคนเยี่ยงนั้นหรือ?”

                    “ภักดียิ่งนัก ภักดียิ่งชีพ...ข้าทนมิได้ผางเยว่ หากข้ามิไปหยวินหนานทัดทานบิดาข้า ข้าขอตายดีกว่า!”

                    “ข้าปล่อยให้ท่านหญิงตายไม่ได้ ข้ารักท่านหญิง ข้าบอกแล้วข้าจะไปส่งท่านหญิงถึงหยวินหนานเอง” 

                    เสวียนฮวากลืนก้อนแข็งในลำคอ นางร่ำๆ จะร้องไห้ด้วยเหตุผลหลายอย่างนัก นางมองไปที่ไป๋อี้ที่นอนขดโดยมีเหมยเหมยนอนแนบอ้อมอกม้าขาว เหมยเหมยติดไป๋อี้ยิ่งกว่าติดนางเสียอีก ตัวนางเองก็รักไป๋อี้ไม่ต่างจากเหมยเหมยเลย หลายครั้งที่นางคิดถึงสภาพไป๋อี้ตายเพราะพยายามพานางหนี ภาพนั้นทำให้นางรู้สึกสยดสยองและเสียใจขึ้นมา  และเสวียนฮวาก็จ้องดูใบหน้างามล้ำดังหยกชั้นหนึ่งของผางเยว่ เขารูปงามเพียงนี้ ฝีมือดีเพียงนี้ หากตั้งใจรับราชการในวังหลวงเขาต้องเป็นขุนพลมีชื่อ มีสตรีที่เป็นบุตรสาวของตระกูลขุนนางใหญ่มาชอบพอเขา แม้นตระกูลผางของเขาจะสิ้นสูญไปแล้ว แต่มันก็สร้างใหม่ด้วยฝีมือของผางเยว่ได้ไม่ยาก

                    “ไม่ควรเลย” หญิงสาวเปรยขึ้นเบาๆ 

                    “สิ่งใดมิควรหรือ?”

                    “ตอนนี้เจ้าควรจะกินดื่มอย่างสุขสบายในไคฟง มีดรุณีมากมายมาชอบพอเจ้า ตระกูลใหญ่อยากได้เจ้าไปเป็นบุตรเขย”  น้ำอุ่นคลอคลองนัยน์ตางาม “ผางเยว่ เจ้าจากข้าไปตอนนี้ก็ได้ เจ้ามีที่ไป เจ้าไม่เหมือนข้า ตอนนี้ยังทันนะผางเยว่ เจ้าจะเอาชีวิตมาเสี่ยงกับข้าผู้ไร้ประโยชน์ไปเพื่ออันใด ข้าผู้มีแต่ชาติกำเนิดสูงส่งดุจองค์หญิง แต่...เจ้าดูสิ สตรีสูงศักดิ์ที่...ที่มีแต่กาย  เจ้าหนีไปเถิด”

                    ชายหนุ่มรีบเข้าไปกอดนางแนบอก

                    “ข้ารู้สึกเหมือนข้าหลอกใช้เจ้า แต่ข้าเป็นสตรีนะผางเยว่ ข้าเป็นสตรีธรรมดาเท่านั้น ข้าไม่ใช่คนใจดำอำมหิตเช่นโจ้วต๋าจีที่หลอกลวงโจ้วอ๋อง ล่มแผ่นดินทำคนตายมากมาย ข้ารักเจ้าผางเยว่ ข้าไม่อยากให้เจ้าตกระกำลำบากกับข้าเลย” เสวียนฮวาร้องไห้โฮออกมา

                    “ข้าไม่มีแผ่นดินอื่นให้อยู่แล้วท่านหญิง นอกจากข้างกายท่าน” เขาเอ่ยและเงียบไป “อนึ่ง ผู้คนชิงชังหวังฮุ่ยนัก ท่านก็เห็นมิใช่หรือ ทวยราษฎร์ก่นด่าราชสำนักให้ท่านได้ยิน” ผางเยว่ปลอบ “ท่านต้องกำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดิน ราชสกุลหวังจิตใจอำมหิตโหดเหี้ยมนัก ท่านไม่ใช่โจ้วต๋าจี แต่ท่านจะเป็นเฉียงไท่กงที่ช่วยโจวเหวินหวางโค่นล้มโจ้วหวางต่างหากเล่า”

                    เสวียนฮวาหัวเราะร่วน ทำเอาผางเยว่แปลกใจ

                    “ตาบ้า...เจียงไท่กง* ต่างหากเล่า! เจ้าอย่าไปหลุดพูดอย่างนี้ให้ผู้อื่นได้ยินเอานะ เขาจะหัวเราะเจ้าเอา” 

                    (เจียงไท่กง หรือ เจียงจื่อหยา ยอดนักยุทธศาสตร์ที่ล้มราชวงศ์ซางช่วยก่อตั้งราชวงศ์โจว)

                    “ใช่...ใช่ขอรับ ข้าน้อยด้อยปัญญา จำผิดจำถูก ขอท่านหญิงให้อภัยเถิด”

                    “เจ้าไม่คิดหนีเลยรึ?” นางถาม

                    “ตราบใดที่ท่านหญิงยังรักข้าน้อย ต่อให้ท่านหญิงใช้ข้าน้อยไปลงนรก ข้าน้อยก็ยินดี”

                    “ตาบ้า! ใครจะใช้เจ้าทำอย่างนั้นกัน”

                    “ท่านหญิงได้อย่าร้องไห้อีกเลยได้หรือไม่”

                    “ข้าไม่สัญญานะ ตั้งแต่ข้ารู้จักเจ้า ข้าร้องไห้ง่ายเหลือเกิน”

                    “งั้นตอนนี้ท่านหญิงก็อย่าร้อง”

                    เสวียนฮวาพยักหน้า หญิงสาวซบใบหน้ากับอกแกร่งของเขา เสื้อของชายหนุ่มเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของหญิงสาว เสวียนฮวาหยุดสะอื้นไห้แล้ว แต่ยังกอดชายหนุ่มแน่น

                    “ผาง – เยว่” นางเรียกชื่อเขาทีละคำด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

                    “ขอรับ” เขายิ้มแหย 

                    “มันแข็งอีกแล้ว!”

                    “ข้าน้อยไม่ตั้งใจ”

                    เสียงจิ๊จ๊ะหลุดออกจากปากเสวียนฮวา นางทำหน้าเหยเกราวกับว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องจัดการอยู่ข้างหน้า 

                    “เจ้าลุกขึ้น”

                    เขาประหลาดใจ

                    “ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้น! เดี๋ยวนี้! ไม่เข้าใจหรือไร?”

                    ผางเยว่รีบทำตามบัญชา เขาตามหญิงสาวผู้นี้ไม่ทัน ประเดี๋ยวนางร้องไห้ ประเดี๋ยวก็หัวเราะ ประเดี๋ยวก็เจ้ากี้เจ้าการช่างบัญชาผู้อื่น 

                    ในยามนั้นเอง เสวียนฮวาก็เอามือปลดกางเกงเขาลง  ผางเยว่รู้สึกประหลาดใจยิ่งนักว่าท่านหญิงของตัวเองจะทำอะไรกันแน่ และนางคุกเข่าก็อยู่เบื้องหน้าเขาราวกับข้าทาสบริวาร มอบความสุขให้เขาราวกับนางคณิกาที่บำเรอผู้จ่ายเงินเพื่อค่าตัว ใบหน้างามที่กำลังทำงานก็ตวัดสายตาขึ้นไปจรดกับดวงตาคมกล้าของชายหนุ่ม 

                    เขาครางด้วยความสุข มือนั้นก็เอื้อมมือไปลูบหัวนายหญิงตนเองอย่างลืมตัว และปลดปล่อยอารมณ์ไปกับการปรนนิบัติจากสตรีสูงศักดิ์ ผู้ซึ่งเขารักจนหมดหัวใจ…