สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านูเาอย่างเงียบงัน
หลังเหตุการณ์ที่แท่นหินโบราณในบทก่อน
ทั้งหมู่บ้านดูเหมือนตกอยู่ในความกดดันที่มองไม่เห็น
แม้ชาวบ้านจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่า
มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง
...
ภายในห้องพักชั่วคราวของหอเฝ้าราตรี
เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่หน้ากองเอกสารเก่า
บนโต๊ะมีภาพคัดลอกของแท่นหิน
และข้อความ
"ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย"
เขาจ้องมันอยู่นาน
ก่อนจะนึกถึงปฏิกิริยาของหลินเซวียนในวันนั้น
เด็กหนุ่มััแท่นหิน
และเห็นภาพบางอย่าง
เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ราวกับผนึกกำลังตอบสนองต่อเขา
เฉินเยี่ยนชิวค่อย ๆ หลับตา
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“หรือว่า...”
“ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้ายจะไม่ใช่เพียงตำนาน”
เป็ครั้งแรก
ที่เขาเริ่มเชื่อจริงจังว่า
เื่ทั้งหมดอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลที่หายไปจากประวัติศาสตร์
...
ในเวลาเดียวกัน
หลินเซวียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่หลังวัด
คัมภีร์วิชาสังเกตมรรคาเปิดอยู่เบื้องหน้า
เขาฝึกตามคำสอนของเฉินเยี่ยนชิวอย่างต่อเนื่อง
ลมหายใจค่อย ๆ สงบนิ่ง
ดวงตาปิดลง
จากนั้น
โลกอีกชั้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เขาเห็นเส้นกรรมของผู้คนในหมู่บ้าน
เห็นเส้นใยสีเทาจำนวนมากเชื่อมโยงกัน
แต่ยิ่งมอง
เขาก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง
ชายชราคนหนึ่งในหมู่บ้าน
มีเส้นกรรมแห่งความตายพันรอบร่าง
เด็กกำพร้าคนหนึ่ง
เต็มไปด้วยร่องรอยความทุกข์และความสูญเสีย
ิญญาเร่ร่อนที่ลอยอยู่ริมป่า
ยังคงร้องไห้เงียบ ๆ
แม้ตายไปแล้วหลายสิบปี
หลินเซวียนลืมตาขึ้นทันที
เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
เป็ครั้งแรก
ที่เขาเข้าใจว่า
การมองเห็นกรรม
ไม่ใช่ของขวัญ
แต่เป็ภาระ
เพราะเมื่อเห็นแล้ว
เขาไม่อาจแสร้งทำเป็ไม่เห็นได้อีก
...
สามวันต่อมา
เฉินเยี่ยนชิวได้รับสารลับจากส่วนกลาง
เนื้อหาสั้นมาก
แต่ทำให้สายตาของเขาเปลี่ยนไป
ภายในสารมีเพียงคำสั่งเดียว
“อนุญาตให้เปิดหอเก็บบันทึกต้องห้าม”
แม้แต่ผู้ตรวจการระดับเขา
ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสถานที่นั้นตามปกติ
...
คืนนั้น
ภายในค่ายชั่วคราวของหอเฝ้าราตรี
เฉินเยี่ยนชิวเปิดกล่องเหล็กสีดำใบหนึ่ง
ด้านในมีคัมภีร์โบราณจำนวนไม่มาก
ทุกเล่มถูกผนึกด้วยอักขระพิเศษ
ราวกับไม่้าให้ผู้ใดอ่าน
เขาค่อย ๆ เปิดเล่มหนึ่ง
ฝุ่นโบราณลอยขึ้นในอากาศ
เนื้อหาส่วนใหญ่เลือนหาย
บางหน้าถูกฉีก
บางหน้าถูกเผา
ราวกับมีใครบางคนจงใจลบข้อมูลออกจากโลก
แต่ท่ามกลางเศษบันทึกเ่าั้
เขากลับพบข้อความหนึ่ง
“ผู้เฝ้าผนึกยังคงมีอยู่”
เฉินเยี่ยนชิวชะงัก
รีบพลิกหน้าถัดไป
แต่ข้อมูลกลับขาดหาย
เขาจึงเปิดคัมภีร์อีกเล่ม
และพบข้อความอีกส่วนหนึ่ง
“เมื่อผู้ถือโคมกลับคืน”
“ประตูสุดท้ายจะถูกเปิด”
ลมหายใจของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง
ผู้ถือโคม?
ประตูสุดท้าย?
ก่อนจะทันคิดต่อ
หน้าถัดไปกลับถูกฉีกหายไปทั้งแผ่น
เหลือเพียงรอยกระดาษขาดเก่าแก่
เขากัดฟันแน่น
ก่อนเปิดเล่มที่สาม
และพบเพียงประโยคสั้น ๆ
“เก้าตะเกียงคือกุญแจ”
จากนั้น
หน้าถัดไปก็หายไปอีกเช่นกัน
ราวกับมีใครบางคน
ตั้งใจไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย
...
รุ่งเช้า
เฉินเยี่ยนชิวออกมาจากกระโจม
สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
ชายถือดาบ หลี่มู่หราน รีบเดินเข้ามา
“ท่านผู้ตรวจการ”
“ส่วนกลางส่งข่าวมาแล้ว”
เฉินเยี่ยนชิวหันมอง
“ว่าอย่างไร”
หลี่มู่หรานตอบ
“ผู้ตรวจการระดับสูงกำลังเดินทางมา”
ทุกคนเงียบลง
ผู้ตรวจการที่เหนือกว่าเฉินเยี่ยนชิว
ย่อมหมายถึงเื่นี้กำลังกลายเป็วิกฤตระดับใหญ่
...
แต่ใน่บ่ายวันเดียวกัน
กลับเกิดเื่ที่ไม่มีใครคาดคิด
คนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านก่อน
พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท
ไม่มีตราสำนัก
ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล
ไม่มีเครื่องหมายใด ๆ
ราวกับไม่้าให้ใครรู้ตัวตน
แม้แต่หลี่มู่หราน
ก็ไม่สามารถมองระดับพลังของพวกเขาออก
หนึ่งในคนชุดดำเดินเข้ามา
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่ง
ที่ทำให้เฉินเยี่ยนชิวหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เราได้ยินว่า...”
“มีร่องรอยของผู้เฝ้าผนึกปรากฏขึ้นที่นี่”
บรรยากาศรอบด้านเงียบงัน
เพราะคำว่า
“ผู้เฝ้าผนึก”
ไม่ควรเป็สิ่งที่คนนอกจะรู้
...
ในเวลาเดียวกัน
หลินเซวียนที่กำลังยืนอยู่ไกลออกไป
พลันรู้สึกว่าดวงตาแห่งกรรมสั่นะเื
โดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อมองไปยังชายชุดดำผู้นั้น
ภาพที่เห็นทำให้เขาใจสั่น
เส้นกรรมสีดำมหาศาล
พุ่งออกจากร่างของอีกฝ่าย
ทอดยาวไปยังูเา
ลึกลงไปใต้ผนึก
และเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่อยู่ในความมืด
ราวกับชายผู้นั้น
เกี่ยวข้องกับผนึกแห่งนี้มานานนับไม่ถ้วน
ชายชุดดำเงยหน้าขึ้น
มองูเาเงียบ ๆ
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ในที่สุด...”
“เราก็พบสถานที่แห่งนี้”
ลมหนาวพัดผ่านหมู่บ้าน
ผู้คนไม่มีใครเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น
แต่ทุกคนต่างััได้ถึงลางร้าย
และในห้วงลึกของูเา
เสียงโซ่ตรวนโบราณดังขึ้นอีกครั้ง
แ่เบา
แต่ชัดเจน
ราวกับมีบางสิ่งกำลังตอบรับการมาถึงของพวกเขา
...
ผู้ที่หายไปจากประวัติศาสตร์...
กำลังเริ่มกลับมาอีกครั้ง