เพราะสตรียากจนมักจะผอมและอ่อนแอ “ม้าผอม” จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้
แม้แต่ท่านลุงของอานหยางก็ยังมีม้าผอมแสนรักมีครั้งหนึ่งที่เขาไปเยี่ยมเยียนแล้วเดินหลงเข้าไปหลังจวนได้พบกับหญิงสาวหน้าตาอ่อนวัยอยู่ในห้อง ท่านลุงบอกเขาว่าเป็นบุตรบุญธรรม แต่ความจริงล้วนเป็นเหล่าม้าผอมที่เขาเสาะหาและรวบรวมมา
“เสี่ยวหยวนเหนียงรูปร่างบอบบางอรชรใบหน้าก็มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง มีทักษะที่โดดเด่นด้านบทกวี ดนตรีและหมากรุกดูเหมือนว่าจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำพูดของศิษย์พี่สิงจื่อเป็นอย่างดี เจ้าลองดูแล้วคิดว่าเหมือนกับม้าผอมที่เลี้ยงไว้ข้างกายให้เป็นสะใภ้ตัวน้อยหรือไม่?”
แต่ละประโยคของหลี่ฮ้วนค่อยๆล่อลวงให้อานหยางหลงเชื่อ
อานหยางดื่มเหล้าจนสติเลอะเลือนไปรู้สึกเหมือนคำพูดของเขาเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพียงครู่เดียวดวงตาแดงก่ำก็ฉายแววความน่าสะพรึงกลัวออกมา
“ข้าไม่ได้จะกล่าวว่าเสี่ยวหยวนเหนียงไม่มองข้าในสายตาเพราะใบหน้าข้าหล่อเหลาสู้สหายอานไม่ได้ ยิ่งอำนาจและอิทธิพลก็ไม่เทียบเท่าสหายอานแต่สหายอานเป็นอัจฉริยะ หากข้าไม่ได้เป็นบุรุษก็คงจะรู้สึกหวั่นไหวต่อสหายอานเป็นแน่
เสี่ยวหยวนเหนียงปฏิบัติต่อสหายอานอย่างไม่ไว้หน้าเป็นเพราะเหตุผลที่ว่าเสี่ยวหยวนเหนียงขายตัวไปเป็นของศิษย์พี่สิงจื่อแล้วหรือไม่?”
หลี่ฮ้วนกล่าวเช่นนี้
ในสายตาของอานหยางแน่นอนว่าเขาคิดว่าตนไม่ได้ห่างชั้นกับหนานหมิงเหอสักเท่าไร จู่ๆมือหนาก็ตบลงที่โต๊ะอย่างแรง “คำพูดของสหายหลี่ฟังดูสมเหตุสมผล!”
“ข้าคิดว่าเสี่ยวหยวนเหนียงทำเป็นหลับหูหลับตาใส่บัณฑิตชายทุกคนในอาคารทางใต้จะหัวเราะเย้ยหยันใส่ก็มีเพียงสหายอานคนเดียวเท่านั้น เช่นนั้นก็หมายความว่าเสี่ยวหยวนเหนียงปฏิบัติต่อสหายอานต่างออกไปแต่เพราะอำนาจการกดดันของศิษย์พี่สิงจื่อทำให้ไม่กล้าพูดออกมาจากปาก?”
ยิ่งหลี่ฮ้วนพูดอานหยางก็ยิ่งคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเหตุผลที่ฟังดูดีเพียงเล็กน้อยศีรษะของเขาก็ส่ายไปมาจนจะกลายเป็นตุ๊กตาล้มลุกแล้ว
“ข้าได้ยินคนในอาคารทางเหนือกล่าวว่าวันนี้เพราะเสี่ยวหยวนเหนียงทำแบบฝึกหัดอย่างหนึ่งได้ไม่ค่อยดี จึงไปที่หอตำราเพียงคนเดียวดูเหมือนกว่าจะกลับก็เป็นเวลาช่วงเย็น
ตอนนี้หอตำรามีผู้คนไม่มากนัก เหตุใดเจ้าไม่ไปหาเสี่ยวหยวนเหนียงที่หอตำราแล้วพูดกับนางให้ชัดเจนทดสอบจิตใจของนางดู หากมันเป็นไปได้จริง พวกเรายังต้องมากังวลว่าจะเป็นไปไม่ได้อีกหรือ?”
หลี่ฮ้วนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาเช่นนั้น
อานหยางเมาจนสติเลอะเลือนแล้ว เขามองไปที่หลี่ฮ้วนด้วยสายตาสับสนก่อนถามออกมาด้วยความใสซื่อ “แล้วข้าควรพูดอย่างไรดีเล่า?”
“เสี่ยวหยวนเหนียงโดนกดดันโดยศิษย์พี่สิงจื่อเพียงเพราะสัญญาการซื้อตัวของนางอยู่ในมือของเขา หากสหายอานสัญญาว่าจะนำเงินออกมาไถ่ตัวเสี่ยวหยวนเหนียงไยต้องมากังวลว่าเสี่ยวหยวนเหนียงจะไม่มีความรู้สึกให้ด้วยเล่า?”
ซื้อเด็กหญิงบริสุทธิ์ด้วยเงินเพียงไม่กี่ตำลึงแต่ตอนที่ขายออกมาการทำสัญญาซื้อขายต้องใช้เงินมากถึงหลักพันตำลึง
ด้วยความงามของเยี่ยนเจาเจา เงินหลักพันตำลึงทองก็ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนักแม้จะเป็นเงินก้อนโต แต่คุณชายตระกูลอานอย่างเขามีหรือจะจ่ายไม่ไหว?
ยามนี้คำพูดของหลี่ฮ้วนไม่ต่างอะไรไปจากกฎทองคำและข้อบัญญัติหยกอานหยางรู้สึกมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าตนเองก็สามารถทำได้จึงลุกขึ้นเกือบจะในทันทีท่าทีร้อนรนราวกับจะลุกออกไปด้านนอก เหมือนว่าเขาต้องการจะไปหาเยี่ยนเจาเจาที่หอตำรา
“ไอหยา! สหายอาน เจ้าจะมุทะลุเช่นนี้มิได้ สตรีน่ะไม่ได้ชอบของขวัญที่ดูฉูดฉาดเช่นนั้นหรอกนะพวกนางชอบของขวัญที่มีเบื้องหลังมาจากความจริงใจเจ้าไปโดยที่มือทั้งสองข้างว่างเปล่า แล้วจะทำให้เสี่ยวหยวนเหนียงยอมรับได้อย่างไร?”
หลี่ฮ้วนคว้าอานหยางที่คิดจะวิ่งออกไปนอกประตูก่อนหันกลับมารื้อค้นห้องของอานหยางและพบถุงหอมเล็กๆ ห่อหนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมันใส่มือของอานหยาง
“ข้าจำได้ว่าสหายอานมีของเล่นเช่นนี้อยู่!ตอนแรกสหายอานมิได้พูดหรอกหรือว่าถุงหอมนี้มีมูลค่ากว่าพันตำลึงทอง ด้านในบรรจุดอกไม้หายากอย่างดอกหมิงเซียวด้านนอกเป็นผ้าเกล็ดหิมะชั้นสูงปักด้วยไหมเงินสิบสองเส้นทั้งสองด้านถือเป็นของชั้นดีเลยทีเดียว
เจ้านำของสิ่งนี้ไปให้เสี่ยวหยวนเหนียงแน่นอนว่ามันสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความมั่งคั่ง และยังรับประกันถึงความจริงใจที่เจ้ามีต่อนางด้วย!”
อานหยางถือถุงหอมใบนั้นเอาไว้ในมือในใจของเขาคิดว่าหลี่ฮ้วนเป็นคนจริงใจคนหนึ่งเขาใช้แรงตบไปที่ไหล่ของหลี่ฮ้วนก่อนกล่าวว่า “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะเป็นคนฉลาดเช่นนี้เป็นข้าที่ประเมินเจ้าต่ำไป หากเรื่องนี้สำเร็จข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม!”
หลี่ฮ้วนหลับตาลงแล้วหัวเราะดวงตาของเขายากจะตรวจจับความรู้สึกได้ มีเพียงหางตาที่ยกขึ้นเผยให้เห็นความเยาะเย้ยที่ปรากฏ “เช่นนั้นข้าก็ขอแสดงความยินดีต่อสหายอานสักประโยคขอให้สหายอานได้กอดสาวงามกลับมา!”
น่าเสียดายที่อานหยางเมาจนสติเลอะเลือนจนยากที่จะมองเห็นมันได้แต่คิดว่าคำพูดของหลี่ฮ้วนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเขาหัวเราะออกมาสองครั้งก่อนหยิบเศษเงินสองก้อนออกมาจากบริเวณเอวแล้วยัดมันใส่มือของหลี่ฮ้วนจากนั้นก็เดินก้าวหนึ่งถอยอีกก้าวหนึ่งแล้วจึงออกไปด้านนอก
ร่างกายของอานหยางฟุ้งไปด้วยกลิ่นสุราใบหน้าของเขาเป็นสีแดงก่ำ ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่น่ามองเอาเสียเลย
หลี่ฮ้วนทนดูต่อไปไม่ได้ จึงรั้งเขาเอาไว้และกล่าวว่า “นี่สหายอานของข้า หากเจ้าไปทั้งๆที่มีกลิ่นตัวเหม็นเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะทำให้หญิงสาวช่างฉอเลาะตกใจกลัวจนต้องวิ่งหนีหรือ”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไรดี?”
อานหยางเริ่มสับสนเขาที่ดื่มเหล้าเมาจนเป็นเหมือนแป้งเปียก แน่นอนว่าสมองย่อมไม่อาจคิดหาวิธีแก้ปัญหาใดได้เป็นหลี่ฮ้วนที่ดึงตัวของเขาและผลักเข้าไปในห้อง ไม่รู้เช่นกันว่าเขาไปหยิบยาเม็ดวิเศษที่ยัดเข้าปากของอานหยางมาจากที่ใด
“นี่คือเม็ดยาหอมเพียงเจ้าอมมันไว้ในปาก หลังจากนี้ตอนที่อ้าปากพูดก็จะไม่ได้กลิ่นเหม็นของเหล้าแล้ว”
ขณะที่พูดหลี่ฮ้วนก็เดินไปหยิบชุดของอานหยางในตู้เสื้อผ้าและโยนมันใส่ตัวของอีกฝ่าย “ใส่ชุดนี้เสื้อคลุมสีพระจันทร์สว่างไสว อย่างไรเสียก็ดูดีกว่าชุดที่เจ้าสวมอยู่มาก”
อานหยางรับมันมาสวมใส่ด้วยท่าทางยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบอีกทั้งยังรู้สึกเหมือนบนชุดมีกลิ่นหอมของกำยาน จึงบ่นออกไปว่า “ชุดนี้เจ้าซักไม่ดีหรืออย่างไร ถึงได้มีกลิ่นหอมของกำยานนายท่านใหญ่แต่เหตุใดจึงจู้จี้เป็นเหล่าสตรีไปได้”
หลี่ฮ้วนกล่าวอย่างใจดีสู้เสือ “ใช่ใช่ใช่ นายท่านอานเป็นข้าที่ทำมันได้ไม่ดี ได้โปรดท่านเห็นแก่คำแนะนำในวันนี้ของข้า ละเว้นข้าน้อยสักครั้งเถอะขอรับ”
“เอาละปากลื่นไหลเฉไฉไปเรื่อย คิดว่าจะขาดเจ้าไปได้หรืออย่างไร?”
เม็ดยาหอมที่อยู่ในปากของเขาค่อยๆละลายจนหมด กลิ่นปากหอมสดชื่น อานหยางเองก็รู้สึกได้ว่าตนมิได้รู้สึกเวียนหัวอีกแล้วตอนเดินก็เดินได้อย่างมั่นคง หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จทั่วทั้งร่างของเขาก็มีแต่กลิ่นหอม
“เรียบร้อย ท่านไปเถอะข้าน้อยขอให้ท่านชักธงรบประสบความสำเร็จกลับมานะขอรับ!”
ท่าทางต่ำต้อยที่หลี่ฮ้วนแสดงออกมาทำให้อานหยางรู้สึกพอใจยิ่งนักอานหยางพยักหน้าพร้อมยิ้มตาหยี เดินออกไปอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับถุงหอมที่ถืออยู่ในมือ
หลี่ฮ้วนแอบมองด้านหลังของเขาด้วยท่าทีสงบทั้งยังเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดชั่วครู่
แต่ยามนี้เยี่ยนเจาเจาอยู่ในหอตำราและกำลังหาตำราอยู่จริงๆ
หลายวันมานี้เยี่ยนเจาเจาได้เขียนความเรียงเชิงโวหารที่งดงามทว่าท่านอาจารย์บอกกับนางว่าใช้หลักการสัมผัสที่ผิดแผกไปจากตำรา ในตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใดหลังจากที่เลิกเรียนนางจึงบอกว่าจะไปหอตำราเพื่อหาตำราอ่านสักหน่อย
หอตำราของสถานศึกษาตระกูลหยวนมีของดีอยู่มากมายเมื่อพลิกหาอยู่ครู่ใหญ่ก็พบกับตำราเกี่ยวกับหลักการใช้สัมผัส อ่านไปสักพักก็รู้ว่าท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มแล้ววันนี้ท่านพี่รองศึกษาเรื่องกลยุทธ์กับนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ ตอนนี้กลับไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใดเช่นนั้นก็รอให้ท่านพี่เรียนเสร็จแล้วค่อยไปน่าจะดีกว่า
ภายในหอตำราเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้มีเพียงผู้ที่ชอบอ่านตำราอยู่ไม่ถึงห้าคนทุกคนล้วนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองเพื่ออ่านตำรา ต่างฝ่ายต่างไม่รบกวนกันและกันบรรยากาศในบริเวณนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบ
เยี่ยนเจาเจาเลือกตำราบันทึกบุปผาเมืองลั่วหยางมาอ่านตำราเล่มนี้แม้จะมีเนื้อหาที่ผสมปนเป ทว่าตำราที่มีความผสมปนเปเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาชื่นชอบ...เพราะตำราเช่นนี้ใช้ภาษาที่มีชีวิตชีวา ยามที่ได้อ่านก็จะรู้สึกสนใจ เมื่อรวมกับภาพวาดที่นำมาประกอบจึงทำให้ชวนอ่านมากยิ่งขึ้น
ตำราบันทึกบุปผาเมืองลั่วหยางเล่มนี้เป็นตำราเล่มใหม่ของเจียงไหว
เยี่ยนเจาเจาและเจียงไหวไม่ได้พบเจอกันมากว่าหนึ่งปีแล้วเพราะก่อนหน้านี้นางได้เตือนเจียงไหวไปครั้งหนึ่ง เขาถึงได้รอดพ้นจากการถูกประทุษร้ายจากเว่ยวั่งสวินนอกจากนี้ยังร่วมมือกับท่านปู่ของตนใช้วิธีที่เว่ยวั่งสวินเองก็คิดไม่ถึงบีบให้เขาออกจากเมืองซูโจวแห่งนี้ไป
การกำจัดเว่ยวั่งสวินยังถือว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปเยี่ยนเจาเจาคิดว่ายังสามารถขุดเบื้องลึกของคนผู้นี้ได้มากกว่านี้ เมื่อรอจนเขาปล่อยมือด้วยตนเองก็จะถึงเวลาที่เขาต้องพบเจอกับความโชคร้ายแล้ว
ยามนี้เมืองซูโจวได้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่เป็นคนของฮ่องเต้หญิงเยี่ยนเจาเจาเองก็ได้กล่าวทักทายเขาแล้ว เจียงไหวเป็นบุคคลที่ตนได้ปกป้องเอาไว้ให้เขาได้ทำหน้าที่ไม่ว่าตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรแต่จำเป็นต้องให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายใจและผ่อนคลายก็พอแล้ว
ล้อเล่นน่า ชาติที่แล้วเจียงไหวผู้นี้ทำลายแคว้นต้าซีไปมากกว่าครึ่งเยี่ยนเจาเจาไม่ต้องการที่จะบีบให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอีก
ท่านปู่ของเจียงไหวยังคงสบายดีเจียงไหวเองก็ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายและสุขสบายใจ เขาไม่ได้นึกสงสัยในสถานะที่แท้จริงของเยี่ยนเจาเจาเลยสักนิดรู้สึกเพียงว่าตนและเยี่ยนเจาเจาพูดคุยกันได้อย่างออกรสหลังจากนั้นก็มีการเขียนจดหมายถึงเยี่ยนเจาเจาบ้างเป็นบางครั้งบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองได้พบเจอในช่วงเวลานั้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้หนานหมิงเหอรู้สึกรำคาญใจอยู่ไม่น้อย
ตำราบันทึกบุปผาเมืองลั่วหยางเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของเจียงไหวเขาเองก็เป็นผู้ที่หยิ่งยโสเพราะถือว่าตนมีความรู้ความสามารถอีกทั้งยังมีความสนใจต่อความรู้ในทุกแขนงเมื่อสองปีก่อนได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องดอกโบตั๋นอย่างจริงจังก่อนหน้านี้จึงได้เดินทางไปเมืองลั่วหยางเพื่อวาดรูปด้วยตัวของเขาเอง สุดท้ายก็เขียนเป็นตำราภาพที่มีความผสมปนเปกับข้อความตัวอักษรเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ขายจนหมด นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานชิ้นนี้มีความนิยมมากเพียงใด
ในตำราเล่มนี้กล่าวถึงดอกโบตั๋นทุกชนิดเยี่ยนเจาเจาเองก็สนใจเรื่องดอกไม้เช่นกัน เพราะเหตุนี้เยี่ยนเจาเจาจึงอ่านมันอย่างไม่วางตา
ยามอ่านตำรานางมักจะเพ่งสมาธิไปที่จุดเดียวในตอนที่นางสัมผัสได้ว่าตรงหน้าของตนมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่อานหยางก็ได้มายืนปิดกั้นทางออกทั้งหมดของนางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เยี่ยนเจาเจาเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งยังไม่ทันได้มองอย่างละเอียดก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นแปลกๆที่มาจากอวัยวะภายในของเขา
เพียงครู่เดียวที่ได้กลิ่นนางก็รู้สึกเวียนหัวทันทีรู้สึกว่ากลิ่นแปลกๆ นี่เหม็นยิ่งนัก นางต้องถอยกลับไปสองก้าวถึงได้เห็นอานหยาง “อานหยาง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
อานหยางไม่ใช่ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านการที่เขาอยู่ที่นี่จึงน่าจะเป็นไปได้ว่ามาหาเยี่ยนเจาเจา
“เสี่ยวหยวนเหนียงเจ้ากับพี่ชายของเจ้าเป็นพี่ชายกับน้องสาวกันจริงหรือไม่?”
อานหยางเอ่ยปากพูดเช่นนี้
“นี่เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้วอย่างตื่นตระหนกตกใจนางไม่ได้คิดว่าอานหยางรู้สถานะที่แท้จริงของตนแล้ว นางเพียงรู้สึกว่านับวันอานหยางยิ่งทำอะไรที่ดูไร้สมองกลางวันแสกๆ ยังกล้าเอ่ยปากพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ออกมา
น่าเสียดายที่ภายใต้ดวงตาอันเมามายของอานหยางใบหน้าที่แสดงถึงความตกใจของเยี่ยนเจาเจาจึงเป็นเพียงความรู้สึกผิดเท่านั้น
“ข้ารู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าและหยวนชิงชิวเขามีเงิน ข้าก็มีเงิน! ข้าสามารถไถ่ตัวของเจ้าได้! นี่... มันมีมูลค่าหลายพันตำลึงทอง ข้ามอบให้เจ้า!”