เสียงดรุณีดังขึ้นส่งผลให้ทุกสิ่งกลับเป็หยุดนิ่งจะได้ยินก็แต่เสียงของลมหายใจของหยางเทียนและกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียนเพียงเท่านั้น
“เหตุใดท่านจึงกล่าวหยุดข้ามันผู้นี้ชัดเจนว่าตั้งใจยียวนกวนประสาทข้าทั้งยังกล่าววาจาด้วยถ้อยคำเหยียดหยามข้าด้วยการนำตัวตนของข้าไปเทียบเปรียบกับตัวตนเช่นกากแดนอย่างอสูรทั่วไป”เสียงดังก้องกังวานดั่งฟ้าผ่าอัดแน่นด้วยความโกรธถึงขีดสุดทั้งยังเห็นได้ชัดว่าตัวมันยามนี้ย่อมไม่โอนอ่อนลงอย่างแน่นอน
“แม้แต่ท่านหากจะขอชีวิตอันเล็กจ้อยของมนุษย์ตัวโง่งมตรงหน้าข้าแล้วละก็เห็นทีว่าข้าคงจะต้องทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว”
ฉีอินเทียนยังคงกล่าววาจาหนักแน่นดังเดิมและตัวมันย่อมไม่ทางปล่อยหยางเทียนไปเป็อันขาด
“ที่จริงแล้วตัวข้าก็ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเื่ราวของเ้านักหรอกอิงเทียนหากแต่ข้ากลับััได้ถึงไอปราณบางสิ่งจากไขกระดูกสันหลังบนกายของเด็กน้อยผู้นี้มีบางอย่างที่ผิดสามัญอยู่” เสียงราวอัปสร์ดังขึ้นอีกครากล่าวออกด้วยความสงสัยใคร่รู้ต่อตัวตนเยี่ยงมนุษย์ผู้ใกล้มอดดับแล้วผู้หนึ่ง
ใบหน้าของกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียนตอนนี้แสดงออกถึงความครุ่นคิดบางอย่างดวงตาของมันพลันพยายามเพ่งมองไปยังร่างของหยางเทียนราวกับ้าจะมองให้ทะลุทุกสิ่งอย่างที่หยางเทียนปกปิดไว้
หยางเทียนยามนี้พลันคลายเปลือกตาออกเพื่อมองสิ่งรอบด้านว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่เหตุใดมันจึงยังไม่ตกตายและเหตุใดมันถึงมีเสียงดรุณีที่ไพเราะน่าหลงใหลอยู่ที่แห่งนี้ได้กัน
มันกลับคิดไปต่างๆนาๆอย่างสนุกสนานว่าหลังตายแล้วิญญาของมันจะลองไปเข้าฝันผู้เป็มารดาดูสักคราหลังจากนั้นมันจะตามหลอกหลอนผู้าุโลำดับที่สามและผู้บุตรของมันให้หวาดกลัวถึงขั้นฉี่รดกางเกงให้สาสมใจกับความแค้นของมัน
“หึ! นี่เ้าเด็กน้อยมนุษย์ผู้โง่เขลาเ้าชื่อแซ่อะไรจงกล่าวตอบข้ามา”เสียงดังก้องของกิเลนฟ้าทมิฬดังขึ้นอีกคราแต่คราวนี้กลับแตกต่างจากกาลก่อนอย่างชัดเจนเนื่องด้วยว่าเสียงของมันยามนี้กลับไม่ได้แฝงกลิ่นอายจิตสังหารหรือความโกรธเกรี้ยวมาด้วยเลย
หยางเทียนจ้องมองกิเลนฟ้าทมิฬตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าอยู่พักหนึ่งจึงได้กล่าวตอบไป
“ข้าแซ่หยาง ชื่อเทียน หยางเทียน”เสียงกล่าวตอบกลับราบเรียบว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าดวงตาของมันยามนี้เสียอีกอาจเพราะไม่ว่าตัวตนอีกฝ่ายจะถามชื่อมันไปเพราะเหตุใดหยางเทียนก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
ถึงอย่างนั้นที่ตัวมันเงียบไปก่อนกล่าวตอบเป็เพราะยามนี้มันกลับรู้สึกสับสนในใจอย่างมากว่าคุกกักกันแดนอสูรของตระกูลมันเหตุใดจึงกักอสูรที่ท่าทางน่าหวาดกลัวตนนี้ไว้ได้ไหนจะยังมีเสียงดรุณีที่ไพเราะอย่างยิ่งในสถานที่แบบนี้ด้วยอีกมันจึงสับสนว่ามันกำลังพบเจอเื่ราวอันใดอยู่กันแน่
“แซ่หยางงั้นหรือ อืม... “ เสียงครุ่นคิดของหญิงสาวที่ปรากฏมาแต่เสียงดังออกอีกคราหนึ่ง
“แซ่หยางนี้ฟังดูคุ้นหูข้ายิ่งนักแต่ทำไมนึกเท่าใดตัวข้ากลับนึกไม่ออกกันนะ”
ขณะที่เสียงของดรุณีกำลังครุ่นคิดต่ออยู่นั้นเสียงของฉีอินเทียนพลันกล่าวออกมา ทั้งยังเจือปนด้วยความสงสัยเป็ส่วนใหญ่
“เด็กนี่ช่างน่าสงสัยยิ่งนักข้าใช้เวลาส่งปราณััพลังปราณอันแสนจะบางเบาที่ส่งลอดผ่านจากไขกระดูกของมันอยู่นานพอควรถึงจะรับรู้ได้ว่ามันมีกลิ่นอายแปลกประหลาดยิ่งนัก”
“ยิ่งไปกว่านั้นคล้ายกับว่าพลังแห่งสรรพธาตุในร่างของข้ากับมีความรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับปราณของเด็กน้อยแซ่หยางนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธาตุน้ำในกายข้ายามนี้มันสั่นไหวไม่หยุดยั้งราวกับเด็กพบเจอของเล่นที่ตนเองตามหามานานอย่างไรอย่างนั้น”
เสียงกล่าวพึมพำออกจากปากของฉีอินเทียนยามนี้อัดแน่นไปด้วยความสงสัยอย่างถึงขีดสุดว่าเหตุใดตัวตนเช่นมนุษย์ในดินแดงแห่งนี้ถึงทำให้ปราณมันสั่นสะท้านด้วยความปิติยินดีได้เช่นนี้
“เ้าอายุเท่าไหร่ เ้าเด็กมนุษย์แซ่หยาง”คำกล่าวถามดังออกมาจากปากของกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียน ชัดเจนว่ายามนี้มัน้ารู้หลายสิ่งเกี่ยวกับตัวหยางเทียนเพื่อนำมาพินิจและคลายความสงสัยแก่มันให้จงได้
“ข้าอายุครบ12ปีในตอนนี้”เสียงกล่าวราบเรียบเช่นเดิม ไม่มีสิ่งใดเป็พิเศษแม้แต่น้อยเด็กน้อยยามนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ว่าเื่ใดที่มันกำลังฟังการสนทนา จากหนึ่งเสียงหญิงสาวลึกลับกับอีกหนึ่งเสียงสัตว์อสูรเทวะ์ไม่ว่าจะเป็เื่ราวใดมันย่อมไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ในใจมันกลับคิดว่านี่อาจเป็การนอนหลับฝันของมันอย่างแน่นอนหากตื่นขึ้นมันย่อมต้องพบว่าตัวเองยังคงนอนดั่งผักที่ถูกเหยียบย่ำจนเละทะผู้เดียวอย่างแน่นอน
หลังจากที่ได้ยินคำตอบจากหยางเทียนแล้วใบหน้าของฉีอินเทียนกลับไม่มีอันใดเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ามันเคยประดับด้วยความสงสัยอย่างที่สุดเช่นใดยามนี้มันก็ยังคงเป็เช่นนั้น
“ชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างใดข้าก็ไม่เข้าใจตัวมันเลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดภายในตัวมัน ไม่ซิเฉพาะไขกระดูกสันหลังของมันถึงได้แพร่กลิ่นอายลึกลับอันบางเบาออกมาได้เห็นเด่นชัดว่ามันเป็เพียงมนุษย์ตัวโง่งมในดินแดนชั้นต่ำนี้เพียงเท่านั้น”ฉีอิงเทียนกล่าวออกพูดคุยกับหญิงสาวที่แม้แต่ตัวยังมิปรากฏให้ผู้ใดได้เห็น
“แต่นี่ก็นับได้ว่า ชะตาของพวกเรายังไม่ถึงกับสิ้นหวังจริงๆเนื่องด้วยข้าััได้อย่างชัดเจนว่าลมปราณที่ไขกระดูกสันหลังของเด็กนี่ประกอบไปด้วยธาตุน้ำบริสุทธิ์อันยากหยั่งถึงที่สามารถช่วยพวกเราได้”
“แม้เราทั้งสองจะพ่ายแพ้แก่การต่อสู้ในกาลก่อนและได้ใช้ออกด้วยของวิเศษอย่างมรกตทะลวงมิติเพื่อหลบหนีแต่แน่ชัดว่าสิ่งของนี้หากใช้ออกจะนำพาร่างของผู้ใช้ทะลวงมิติธาตุไปที่แห่งหนใดไม่มีใครทราบได้แต่พวกเรากลับมาปรากฏสู่ดินแดนนี้ และยามนี้ยังได้พบเจอกับบุคคลที่มีพลังธาตุน้ำจากร่างอันล้ำลึกเสียอีกฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ชะตาพวกเราถือว่าไม่เลวร้ายเท่าใดนักเสียจริง”
เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังออกจากปากของกิเลนฟ้าทมิฬไม่ได้หยุดหย่อนดูไปกลับคล้ายกับคนบ้าเสียสติที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งผู้หนึ่ง
“หึ! หากกล่าวตามจริงเ้ากับข้ามีหรือจะพ่ายแพ้แก่พวกเดรัจฉานนั้นหากในยามนั้นพวกเรามิได้ถูกเดรัจฉานพวกนั้นลอบใช้พิษมารดับชีพเทวะเข้าละก็มีหรือที่ข้าและเ้าจะกลายเป็ตัวตนที่ต้องหนีตายและใช้ออกด้วยของวิเศษล้ำค่ำอย่างมรกตทะลวงมิติ”เสียงกล่าวอย่างไม่ยินยอมของหญิงสาวดังขึ้นอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงประกายเสียงกลับกลายเป็เ็าถึงที่สุดราวกับสามารถแช่แข็งโลกทั้งใบได้ในพริบตา
ฉีอินเทียนที่ได้ฟังคำกล่าวของหญิงสาวพลันได้แต่ถอดถอนใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ถึงอย่างไรพวกเราก็ยังมีโชคดั่งเ้าว่าจริงๆอินเทียนที่ได้พบกับเด็กน้อยผู้นี้ก่อนมิเช่นนั้นต่อให้เ้ากับข้าหลบหนีมาได้ก็ยังคงไม่สามารถรักษาขีวิตเอาไว้ได้”
“พิษมารดับชีพเทวะนี้รุนแรงนักต่อตัวเ้าที่สืบเชื้อสายแห่งสายเืกิเลนแท้อสูรเทวะ์แล้วมันทำได้เพียงกัดกินพลังลมปราณทำให้พลังเ้าลดลั่นลงไปเรื่อยๆอย่างช่วยไม่ได้เพียงเท่านั้น”
“แต่สำหรับข้านั้นมันกลับวิ่งตรงไปยังแหล่งต้นกำเนิดชีวิตทันทีหากข้าไม่ไหวตัวทันทิ้งกายเนื้อไปเสียก่อนเกรงว่ายามนี้ชีวิตข้าคงไม่ได้อยู่พูดเช่นนี้อีกแล้วและถึงแม้ข้าจะรอดพ้นจากพิษที่ร่างกาย ถอดดวงจิตหลบหนีได้ทันท่วงทีแต่หากปล่อยไปแบบนี้ดวงจิตข้าคงต้องสูญสลายไปภายในเวลาไม่ถึงปีคงหนีไม่พ้นความตายที่รอข้าอยู่เป็แน่”
น้ำเสียงหญิงสาวดังขึ้นพร้อมถอดถอนใจอยู่หลายครั้งหลายคราถึงสิ่งที่ตนเองประสบมาทั้งยังผสมปนเปไปด้วยอารมโกรธแค้นเข้ามากรายๆ
“เด็กน้อยเอ๋ยชีวิตเ้าใกล้จะดับลงแล้วเช่นเดียวกันกับพวกเราข้าอยากขอให้เ้าช่วยเหลือพวกเราอย่างหนึ่งและแน่นอนสิ่งตอบแทนที่เ้าจะได้รับนั้นนอกจากมีชีวิตรอดแล้วยังเป็การแปรเปลี่ยนชะตากรรมเ้าเองอีกด้วย”
หยางเทียนที่นิ่งเงียบเนิ่นนานพลันดวงตามีประกายแห่งชีวิตขึ้นมาหลังจากที่ได้ฟังหญิงสาวที่ยังไม่ทราบว่าเปล่งวาจามาจากทิศทางใด กล่าวว่ามันยังมีหนทางรอดได้อยู่ทำให้ตัวมันที่ยอมจำนวนต่อโชคชะตากับมีแรงใจขึ้นมาในการท้าทายต่อชะตา์อีกครั้ง
“ท่าน้าให้ข้าช่วยสิ่งใดชัดเจนว่าข้ายามนี้ทำได้เพียงนอนดั่งผักเน่าเท่านั้นเพียงแค่แรงขยับเขยื้อนร่างกายยังไม่สามารถทำได้ นี่ยังไม่รวมถึงพลังลมปราณของข้าพึ่งบรรลุเพียงขั้นแรกแห่งปราณแรกกำเนิดเพียงเท่านั้นแค่เพียงรักษาตัวข้าเองยังไม่มีปัญญาทำได้แล้วข้าจะใช้สิ่งใดช่วยพวกท่านได้กัน”
ถึงแม้คำกล่าวของเด็กน้อยยามนี้กล่าวออกด้วยความอับจนปัญญาแต่แท้จริงแล้วกับกล่าวไปเพื่อรอฟังคำตอบที่จะทำให้มันรอดชีวิตไปได้ต่อจากนี้เสียมากกว่าท่าทางของมันยามนี้ไม่ได้ดูเป็คนไร้จิติญญาล่องลอยว่างเปล่าอีกต่อไปกลับกันยังดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากจากความหวังที่หญิงสาวได้กล่าวไว้ต่อมันก่อนหน้านี้
“สิ่งที่ข้าขอให้เ้าทำชัดเจนยิ่งว่าแม้ตัวเ้าจะนอนดั่งปลาแห้งขาดน้ำใกล้ตายเต็มทนก็ยังสามารถช่วยพวกเราได้ แต่เพียงแค่ว่ามันจะเ็ปทั้งยังเ็ปถึงขั้นตายเสียดีกว่าอยู่”
น้ำเสียงยามนี้ของหญิงสาวปริศนายามนี้ปลดปล่อยความเ็าในน้ำเสียงพลิกกลบเสียงอันไพเราะเมื่อกาลก่อนไปโดยสิ้นเชิง
“หากมันทำให้ข้ามีชีวิตรอดกลับไปได้ไม่ว่าสิ่งที่ท่านกล่าววาจามาจะคือสิ่งใดตัวข้านั้นย่อมไม่เกรงกลัวซ้ำยังจะสำนึกบุญคุณครั้งนี้ของพวกท่านอย่างที่สุดอีกด้วยดังนั้นโปรดกล่าวมาเถิดว่าข้าต้องทำสิ่งใด”
น้ำเสียงมั่นคงหนักแน่นดังเดิมไม่แปรเปลี่ยนของหยางเทียนพร้อมด้วยแววตาอันมุ่งมั่นของมันที่ปรากฏออกมาเป็ตัวชี้ชัดแล้วว่า ไม่ว่ามันต้องประสบพบเจอเื่ราวอันใดย่อมไม่มีทางถอยหนีเป็แน่ในสมองของมันยังคิดว่าสิ่งที่เสียงหญิงสาวลึกลับนางนี้กล่าวออกมาว่าเป็สิ่งที่เ็ปเกินจะทนไหวนั้นจะไปเทียบเท่าการถูกทรมารโดยการลงแส้ที่แผ่นหลังทั้งคืนได้เช่นไรกัน ตัวมันที่ผ่านการถูกทรมารเช่นนี้มาแล้วย่อมไม่ต้องเกรงกลัวต่อความเ็ปอันใดอีก
“ตัวเ้ายามนี้ดูท่าคงดูแคลนสิ่งที่ข้ากล่าวเตือนไปกระมังรอยแผลบนแผ่นหลังของเ้านั้นถึงแม้จะเ็ปแต่ข้าบอกได้เลยว่ามันเทียบกันไม่ได้กับสิ่งที่เ้ากำลังจะเผชิญต่อจากนี้อย่างแน่นอน”
สายตาของหยางเทียนยังคงไม่แปรเปลี่ยนจากเดิมแม้จะได้ยินคำกล่าวเตือนครั้งที่สองจากหญิงสาวชัดเจนว่าไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนใจมันในยามนี้ได้ทั้งนั้น
“เห้อ. . . . ถ้าเช่นนั้นก็ให้โชคชะตานำพาพวกเราทั้งสามแล้วกันวิธีนี้หากเ้ารอดพวกเราก็จะรอด หากเ้าไม่รอดพวกเราก็คงได้ตกตายไปพร้อมกัน แต่ยามนี้พลังใจของเ้าถือว่าผ่านเกณฑ์ของข้าแล้วถึงอย่างนั้นสิ่งที่ข้าได้กล่าวเตือนไปจงจำไว้ มันเ็ปจนกระทั่งเ้าอยากที่จะร้องขอความตาย”
“ฉีอินเทียนพวกเราเริ่มกันเลยเถอะร่างกายของเด็กน้อยยามนี้ชัดเจนว่าอ่อนแอเสียจนจะทนพิษาแไม่ไหวเสียแล้วหากพวกเราไม่รีบ ชัดเจนว่าเ้าเด็กนี้คงได้ตกตายก่อนจะช่วยพวกเราแล้ว”
ทันทีที่กล่าวจบพลันปรากฏพลังลมปราณอันแข็งกร้าวดุดันกระจายออกจากตัวของฉีอินเทียนไปทั่วพื้นที่ทั้งมันยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนสร้างพายุลูกใหญ่ที่ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งที่มันผ่านไปได้
บริเวณใจกลางพายุลูกใหญ่นั้นร่างกายอันใหญ่โตของกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียนเริ่มแปรเปลี่ยน ร่างกายมันยามนี้ค่อยๆสูญสลายหายไปเป็ลำเสียงสีดำนิลขนาดเท่ามนุษย์วัยหนุ่มถัดไปข้างแสงสีดำนิลยังปรากฏเสียงสีขาวบริสุทธิ์อีกดวงหนึ่ง มองไปดั่งดวงแก้วคลิสตัลสีขาวสดใสแวววับสวยงามอย่างที่สุด
แสงทั้งสองดวงนั้นพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปที่บริเวณร่างของหยางเทียนอย่างอย่างถนัดทำให้ยามนี้สีหน้าของหยางเทียนเริ่มปรากฏร่องรอยแห่งความเ็ปขึ้นมาผ่านไปเพียงชั่วลมหายใจเดียว เด็กน้อยก็ไม่สามารถอดกลั้นความเ็ปที่ถาโถมใส่ร่างของมันกะทันหันได้อีกต่อไปคนพลันร้องลั่นส่งเสียงโหยหวนระงมดังไปทั่วทิศ น่ากลัวว่าหากมีผู้ใดผ่านมาได้ยินคงได้คิดว่าคุกกักกันแดนอสูรได้กักกันิญญาร้ายอยู่เป็แน่