"เธอพูดราวกับว่าไม่เคยออกมาข้างนอก เว้นแต่ต้องไปโรงพยาบาล" คำพูดสีหน้าและท่าทางของเขาจากดูเฉย ๆ ฉายแววอยากรู้อยากเห็นเื่ราวของฉันขึ้นมาซะงั้น
"ใช่.. ชีวิตของฉันก็มีแค่ที่บ้านกับโรงพยาบาล" ฉันพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ทำไม?” คำถามของเขาทำให้ฉันถึงกับพูดไม่ออกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างติดอยู่บริเวณคอ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวราวกับอยากจะร้องไห้มันออกมา ฉันพยายามควบคุมอารมณ์และความรู้สึกอย่างสุดความสามารถแต่แล้วก็ไม่สามารถต้านมันเอาไว้ได้ น้ำตาที่กลั้นเอาไว้กลับไหลรินอาบสองแก้มก่อนจะสะอื้นไห้ออกมา ซินใเล็กน้อยก่อนจะมานั่งใกล้ ๆ ฉันพลางจับมือบีบเบา ๆ เพื่อเป็การปลอบใจ
“ฉะ ฉัน.. ฮึก.. ฉัน” ฉันพยายามจะบอกเขาว่าฉันไม่เป็ไรแต่กลับพูดไม่ออก
"ไม่เป็ไรลดา เธอไม่จำเป็ต้องพูดอะไรในตอนนี้ถ้ามันทำให้รู้สึกเสียใจ" แววตาที่เขามองมานั้นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เพียงคำพูดไม่กี่คำของคนที่พึ่งรู้จักกันมันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ
“ขะ.. ขอบ ฮึก.. ฮือ.. ขอบคุณ..” ฉันก้มหน้า ทั้ง ๆ ที่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด ฉันเนี่ยบ้าจริง ๆ ดันมาร้องไห้ต่อหน้าคนที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงวันได้ไง
"ฮือ ๆ ๆ"
“ไม่เป็ไรนะ เด็กดี โอ๋ ๆ ฉันจะอยู่ข้าง ๆ เธอและจะไม่หนีไปไหน” ซินปลอบฉันด้วยการเข้ามากอดพลางตบหลังเบา ๆ อ้อมกอดของชายแปลกหน้าไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดหรือกลัวแต่อย่างใดแต่กลับรู้สึกอบอุ่น ยิ่งตอนที่เขาลูบผมของฉันอย่างถนอมราวกับว่าฉันเป็เด็กน้อย อย่าบอกนะว่าในสายตาของเขาเวลานี้เห็นฉันเป็เด็กขนาดนั้นเชียวเหรอ?
"ฮื้อ ๆ ๆ" ฉันยังคงสะอื้นไห้ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของเขาจนเวลาผ่านไปนานราวเกือบสามสิบนาที
โครกคราก~
“......”
“-/////-”
“นายหิว..” ฉันผละออกจากอ้อมกอดของซิน แล้วเงยหน้าสบตาเขาด้วยความบังเอิญ เขาถึงกับหน้าแดงระเรื่อ
“อืม” เขาพยักหน้าเล็กน้อย ฉันเดินไปเปิดตู้เย็นที่มีเพียงน้ำเปล่าแช่อยู่สองขวด
“ในตู้เย็นไม่มีของกินเลย” ฉันหันไปบอกเขา
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ” ซินถามกลับด้วยสีหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างกับฉันเื่กินนี่เป็เื่ใหญ่
“ฉันนึกออกแล้ว” ฉันพูดเสียงดังพลางดีดนิ้วจนทำให้เขาใเล็กน้อย
“อะไร?” ฉันไม่ตอบแต่เลือกที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าเป้สีน้ำเงินขึ้นมาวางบนโซฟาแล้วหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยรสชาติที่ชอบกินติดมาสองถ้วยด้วยกัน
"ฉันกับนายรอดตายแล้วล่ะคืนนี้"
“อะไร?” เขาเอ่ยถามพลางจ้องมองมายังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับด้วยแววตาสงสัยราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไงเล่า…”
“แล้วอะไรคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป?”
“มันคือ.. อืม.." ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้จักจริง ๆ คำถามของเขาราวกับว่าไม่เคยกินมาก่อน
"เอาเป็ว่ามันคืออาหารที่ทำให้เรากินอิ่ม นอนหลับก็แล้วกัน"
“มันจะกินได้จริงๆ น่ะเหรอ ไม่ตายแน่นะ”
“นายพูดอย่างกับไม่เคยกิน” ว่าจะไม่ถามแล้วเชียวแต่ก็อดไม่ได้
“อื้อ ไม่เคยกิน”
“เดี๋ยวฉันจะทำให้นายกิน”
“แน่ใจนะว่ากินได้" แววตายังมีความสงสัย ฉันไม่รอช้าเสียบกาน้ำร้อนที่มีน้ำอยู่เต็มปริมาณ ระหว่างรอน้ำร้อนก็ทำการเปิดฝาและเติมเครื่องปรุงลงไป กลิ่นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง
ห้านาทีต่อมา
ซู้ด~
“มันอร่อยหรือเปล่า”
ซู้ด~~
“ทำไมเส้นมันหยัก ๆ ไม่น่ากินเลย”
ฉันเคี้ยวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในปากพลางมองซินที่มองชามของตัวเองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ โธ่!... มันก็แค่เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำราวกับจะกินไส้เดือนไปได้ ฉันชักจะสงสัยแล้วละสิว่าจริง ๆ แล้วที่บ้านของเขากินอะไรเป็อาหาร เขาดูเป็ราวกับเป็คุณชายที่หลงยุค ขนาดฉันกินโชว์จนเกือบจะหมดชามอยู่แล้วเขายังลังเล ไม่กล้าแตะชามของตัวเองสักนิด
“ฉันมีวิธีกินให้อร่อย” พูดจบฉันยกซดน้ำซุปที่เหลือในชามพลางหันไปมองเขา
“จริงเหรอ?”
“แน่นอน”
“ทำยังไง”
ฉันหยิบช้อนพลาสติกแล้วคนให้ทั่วก่อนจะตักเส้นขึ้นมาแล้วป้อนให้กับเขาแทนคำตอบ ซินต่อต้านนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยอมกินแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉันป้อนเนี่ยแหละอร่อยที่สุด”
“.......”
“จริงมั้ย?” ฉันมองซินที่กำลังเคี้ยวเส้นตุ่ยๆ การพยักหน้าของเขามันสามารถแทนคำตอบได้เป็อย่างดี แต่แค่เพียงเขาพยักหน้า หัวใจของฉันก็เริ่มเต้นโครมครามราวกับจะกระเด็นออกมาข้างนอกซะให้ได้ ฉันป้อนให้กับเขาจนในที่สุดก็หมดถ้วยเหลือแต่เพียงน้ำซุปก่อนที่เขาจะซดน้ำจนหมดเกลี้ยง
“อร่อย..”
“มันแน่อยู่แล้ว..”
“เธอทำได้ยังไง” สีหน้าซินดูจริงจัง
“ไม่บอก.. มันเป็ความลับ..” ผู้ชายอะไรไม่เคยกินบะหมี่สำเร็จรูป.. คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของฉัน