“อื้อ~” เสียงแหบพร่าของร่างเล็กดังขึ้น อาการปวดหนึบบริเวณศีรษะทำให้เด็กน้อยหน้าเหยเก ดวงตากลมโตกะพริบถี่ๆ ก่อนจะมองไปยังร่างของมารดาที่กำลังฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียงไม้เพื่อเฝ้านางตลอดทั้งคืน
“ทะ มะ...แม่” เด็กน้อยนามว่าจินถิง แซ่ไฉ่ ขานเรียกมารดาด้วยความยากลำบาก คอแห้งผากทำให้นางรู้สึกเจ็บแสบทุกครั้งเมื่อเปล่งเสียง
“ถิงเอ๋อ! ถิงเอ๋อลูกรัก เ้าเป็อย่างไรบ้าง” ผู้เป็มารดายันตัวขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวน ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำและปูดบวมราวกับโดนผึ้งต่อย น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลไม่นานกลับมาไหลอีกครั้งด้วยความเป็ห่วง หญิงสาวใช้มือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการทำงานลูบไล้แก้มเนียนของบุตรสาวอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะทำให้แผลบนหัวกลับมาเจ็บอีกครั้ง
“แค่ก! ฮึก ท่าน แค่ก!”
เ้าของเสียงแหบพยายามตอบแต่ขีดจำกัดของร่างกายก็ประท้วงขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กไอด้วยความทรมานทำให้ผู้เป็มารดาได้สติ มือเรียวเอื้อมไปหยิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ป้อนให้กับบุตรสาวของนางอย่างระมัดระวัง
“แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ ถิงเอ๋อดื่มน้ำก่อนนะลูกรัก” หญิงสาวกล่าวขอโทษซ้ำๆ ในขณะที่มือคอยประคองกระบอกน้ำให้บุตรสาวดื่ม
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องขอโทษถิงเอ๋อหรอก ฮึก” ก่อนที่ไฉ่จินถิงจะได้พูดต่อ น้ำใสก็ไหลรินออกจากดวงตากลมโตราวกับตากวาง เด็กน้อยไม่สามารถเปล่งเสียงเป็คำได้อีก มีเพียงเสียงสะอื้นเท่านั้นที่ดังออกมาจากปากเนียนนุ่ม เมื่อผู้เป็มารดาเห็นเช่นนั้น ดวงใจของนางก็ทุกข์ระทมราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทง
หญิงสาวยื่นมือหยาบกร้านของตนเองออกไปหมายจะปลอบประโลมบุตรสาว แต่สุดท้ายนางก็เปลี่ยนใจดึงมือของตนเองกลับเพราะเกรงว่าจะทำให้ผิวเนียนละเอียดของบุตรสาวบอบช้ำ ทันใดนั้นสิ่งที่นางไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ
เด็กน้อยเอื้อมมาจับมือของมารดาเอาไว้แน่นแล้วพยายามหยุดอาการสะอื้นของตนเองเพื่อกล่าวกับนางว่า
“ท่านแม่ ท่านเช็ดน้ำตาให้ถิงเอ๋อได้หรือไม่”
หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่ตนเองนั้นได้ยิน น้ำเสียงออดอ้อนทำดวงใจของนางพองโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากการถูกเติมเต็มเพราะเป็ครั้งแรกในระยะเวลาหลายปีที่บุตรสาวยอมพูดคุยกับตนเองด้วยท่าทางเป็มิตร
“ได้สิจ๊ะ ถิงเอ๋อลูกรัก” เสียงอบอุ่นตอบ มือหยาบกร้านเอื้อมไปเช็ดน้ำตาบนแก้มกลมเนียนอย่างทะนุถนอม ดวงตาของผู้เป็มารดามีเพียงความรักส่งไปยังบุตรสาวตัวน้อย หลังจากไฉ่จินถิงร้องไห้จนหมดแรง เด็กน้อยก็หลับลงไปอีกครั้งด้วยลมหายใจสม่ำเสมอ
เมื่อหญิงสาวเห็นว่าบุตรสาวของเธอปลอดภัยดีแล้ว ความร้อนรนภายในใจก็เบาบางลง มือหยาบกร้านกำมือเนียนนุ่มของบุตรสาวเอาไว้แน่นก่อนจะฟุบลงข้างเตียงแล้วหลับไปด้วยความอ่อนล้า
หลังจากผู้เป็มารดาฟุบหลับไปประมาณ 1 เค่อ ไฉ่จินถิงก็ลืมตาตื่นขึ้น แสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามาภายในบ้านดินเหนียว ดวงตากลมโตเหลือบมองมารดาด้วยความรู้สึกผิด ใบหน้าหญิงสาวนั้นดูแก่กว่าวัย แก้มตอบ ดวงตาลึกโบ๋พร้อมกับร่องรอยของความเหนื่อยล้า ผิวดำคล้ำจากแดด มือหยาบกร้านมีตาปลาขึ้นบนฝ่ามือ ปลายเล็บแตกหักไม่เป็ทรงจากการทำงาน ร่างกายซูบผอมมากขึ้นทุกวันเพราะเงินที่มีลดลงประกอบกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ผู้เป็มารดาจึงทานอาหารน้อยลงเพื่อให้บุตรสาวได้อิ่มท้อง
‘ท่านแม่ ถิงเอ๋อผิดไปแล้ว’ หยาดน้ำสีใสไหลรินออกจากดวงตาคู่สวย เมื่อนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น
หลายวันก่อนไฉ่จินถิง เด็กน้อยวัย 8 หนาว รูปร่างผ่ายผอมแต่กลับมีผิวพรรณขาวเนียนงดงาม ใบหน้าของนางแม้ว่าจะซูบผอมไปบ้างจากการขาดแคลนอาหาร กลับไม่ได้ทำให้เค้าโครงความงามของไฉ่จินถิงลดลงแม้แต่น้อย เด็กหญิงถูกเลี้ยงดูโดยมารดาเพียงผู้เดียวตั้งเเต่อยู่ในท้อง ชาวบ้านครหาว่าไป๋ซิงเยียน มารดาของไฉ่จินถิงนั้นเป็นางคณิกาตั้งท้องไร้สามี เพราะวันแรกที่ไป๋ซิงเยียนเข้ามาซื้อที่ดินในหมู่บ้าน ผิวพรรณของหญิงสาวผุดผ่องเนียนละเอียดดั่งฮูหยินในเมืองหลวง นางสวมชุดผ้าป่านหยาบพร้อมกับลูกน้อยในครรภ์ประมาณ 7 เดือน ประวัติความเป็มาของไป๋ซิงเยียนนั้นไม่ชัดเจนทำให้ชาวบ้านคิดกันไปมากมาย สุดท้ายจึงปักใจเชื่อว่านางต้องเคยเป็นางโลมจนตั้งท้องแน่นอน แม้ว่าจะมีชาวบ้านหวังดีเอาเื่นี้มาบอกให้ไป๋ซิงเยียนรู้ เพื่อให้นางได้ออกมาแก้ต่าง แต่ไป๋ซิงเยียน ณ เวลานั้นเลือกที่จะอยู่นิ่งไม่โต้ตอบข่าวลือใดๆ สุดท้ายชาวบ้านก็เชื่อสนิทใจว่าไป๋ซิงเยียนแห่งหมู่บ้านผางเซี่ยนั้นเป็สาวงามเมืองมาก่อน
เมื่อความเข้าใจผิดนั้นลุกลามกัดกินหัวใจของชาวบ้าน พวกเขาจึงเลือกที่จะบอกให้บรรดาบุตรชายและบุตรสาวของตนเองถอยห่างจากไฉ่จินถิง ความเกลียดชังถูกส่งต่อไปยังเด็กภายในหมู่บ้านทำให้เด็กน้อยเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวโดยไร้ซึ่งมิตรสหาย ตอนแรกนั้นนางไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนอื่นๆ จึงไม่เล่นกับตนเอง พวกเขาเอาแต่หนีและล้อเลียนไฉ่จินถิงด้วยคำพูดที่นางไม่เข้าใจ
“น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ ลูกสาวหญิงงามเมือง โตมาก็เป็หญิงสาวงามเมืองเช่นเดียวกับแม่!”
คำพูดถูกปรุงแต่งกลายเป็บทเพลงเพื่อขับร้อง ไฉ่จินถิงนั้นไม่เข้าใจความหมายจึงจดจำแล้วนำกลับมาถามผู้เป็มารดาแต่ไร้ซึ่งคำตอบ เด็กน้อยนั้นโง่งมอยู่หลายปีสุดท้ายก็เข้าใจความหมาย ภายในใจของนางนั้นมืดบอดทันที ความเคียดแค้นและความชิงชังเกิดขึ้นครอบงำไฉ่จินถิง วันนั้นเด็กน้อยตัดสินใจวิ่งตรงกลับบ้านอย่างรีบร้อน
ปัก!
“ข้าเกลียดท่าน! แม่ชั่ว!”
ทันทีที่ไฉ่จินถิงเปิดประตูได้ นางก็แผดเสียงร้องใส่ผู้เป็มารดา ไป๋ซิงเยียนรู้สึกเสียใจเมื่อได้ยินคำพูดเลวร้ายออกมาจากปากของบุตรสาวที่นางรัก ดวงตาแดงก่ำหันมองไปยังเด็กน้อยที่นางคลอดออกมาด้วยความรัก
“ถิงเอ๋อ เ้าอย่ากล่าวเช่นนั้น” ไป๋ซิงเยียนไม่กล้าแม้แต่จะสั่งสอนบุตรสาวตัวน้อยที่ตนเองเฝ้าประคบประหงม
“ท่านไม่ต้องมาบอกข้า! ถิงเอ๋อไม่มีเืของแม่ชั่ว!” ราวกับมีฟ้าผ่ากลางใจของไป๋ซิงเยียน หญิงสาวปวดร้าวไปถึงกระดูก
ดวงหน้าราวกับโลกทั้งใบแตกสลายของมารดาทำให้ไฉ่จินถิงรู้ตัวว่ากล่าวสิ่งใดออกไป เด็กน้อยรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่ตนเองกระทำแต่ทิฐิของนางนั้นสูงมากเกินไป เด็กน้อยจึงเลือกหันหลังแล้วเดินออกจากบ้านเพื่อระบายอารมณ์
ไป๋ซิงเยียนทำได้เพียงมองตามบุตรสาวด้วยใจที่แตกสลาย หลังจากวันเวลาผ่านไปหลายปีจนไฉ่จินถิงอายุครบ 8 หนาว ผู้เป็มารดาจึงนำเงินเก็บจากการทำไร่ไปซื้อผ้าป่านผืนงามในเมืองเพื่อตัดเย็บอาภรณ์ชุดใหม่ให้บุตรสาวเป็ของขวัญ เมื่อได้อุปกรณ์ครบ ไป๋ซิงเยียนจึงเริ่มตัดเย็บชุดใหม่ให้กับบุตรสาวด้วยความสุขแม้ว่าไฉ่จินถิงจะไม่ยกโทษให้นางก็ตาม
‘ถิงเอ๋อ มารดาผู้นี้ไร้ความสามารถ มิอาจเลี้ยงดูให้เ้าอยู่อย่างสุขสบายได้มากกว่านี้’ ไป๋ซิงเยียนนั้นทำงานไร่สวนในยามกลางวัน เมื่อตกดึกจึงสามารถนำชุดออกมาตัดเย็บได้โดยอาศัยแสงจันทร์เพื่อให้มองเห็นท่ามกลางความมืดยามราตรี ในที่สุดความพยายามของนางก็สัมฤทธิผล อาภรณ์ชุดใหม่ถูกตัดเย็บเสร็จก่อนวันเกิดบุตรสาวตัวน้อย
“ถิงเอ๋อ มารดามีสิ่งของจะให้เ้า” ไป๋ซิงเยียนกล่าวในขณะที่มือหยาบกร้านลูบไล้ไปบนชุดผ้าป่าน มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อคิดภาพบุตรสาวสวมชุดที่นางตั้งใจมอบให้ในวันเกิด
“ข้ามาแล้ว ท่านแม่มีสิ่งใดจะมอบให้ข้า!” เสียงหวานใสดังขึ้นก่อนที่เ้าตัวจะโผล่หน้าเข้ามาภายในบ้าน ไฉ่จินถิงรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อยเพราะมารดานั้นเรียกขณะที่ตนเองกำลังนั่งรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านอย่างสบายอารมณ์
“ถิงเอ๋อ เ้าขยับมาใกล้มารดาอีกสักนิดได้หรือไม่” ทันทีที่ไป๋ซิงเยียนบอกกล่าว บุตรสาวก็ทำหน้ายู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เด็กน้อยหยุดคิดอยู่สักพักก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหามารดาที่นั่งอยู่บนโต๊ะไม้เก่ากลางห้อง
“บอกข้ามาได้แล้วท่านแม่” ไฉ่จินถิงคิ้วขมวดมองรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของมารดา ก่อนที่ภายในใจจะร้อนผ่าว เพราะความหงุดหงิดที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจ ‘ท่านแม่บ้าบอไปแล้วหรือ ยิ้มโง่งมเสียจริง’
เสียงแหลมบาดหูของไฉ่จินถิงทำให้ไป๋ซิงเยียนได้สติ นางประคองอาภรณ์ในมืออย่างทะนุถนอมส่งให้บุตรสาวด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความอ่อนล้าทอประกายความสุขอย่างชัดเจน
ไฉ่จินถิงยกยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ เพราะนางนั้นไม่ได้ชุดใหม่มาหลายปีแล้ว ดวงตาสีดำกลมโตกระจ่างใสมองชุดผ้าป่านตัดเย็บด้วยความประณีต ก่อนตัดสินใจนำอาภรณ์ชุดใหม่เข้าไปผลัดเปลี่ยนที่ด้านหลังของฉากกั้นไม้ไผ่ทันทีโดยไม่สนใจผู้เป็มารดาอีก
‘วันนี้ข้าช่างงดงามเสียจริง’ ไฉ่จินถิงก้มมองอาภรณ์ชุดใหม่บนร่างกายอย่างอารมณ์ดี เด็กน้อยเดินออกมาจากฉากกั้นก่อนจะหมุนตัวไปมาเพื่อชื่นชมความพลิ้วไหวของผ้าป่านย้อมสี
‘วันนี้ข้าออกไปเดินเล่นรับลมดีกว่า’ ร่างบางตัดสินใจก้าวเท้าเดินออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังูเาใกล้ๆ ทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของมารดาที่คอยเป็ห่วงนาง
ไฉ่จินถิงย่างกรายผ่านหน้าหมู่บ้านด้วยท่าทีหยิ่งผยอง สายตานับสิบคู่จ้องมองมาทางนางด้วยแววตาอิจฉาก่อนจะหรี่ลงอย่างมีเลศนัย
‘พระอาทิตย์ใกล้ตก คงถึงเวลาที่ข้าต้องกลับบ้านแล้ว’ ไฉ่จินถิงคิดในใจ นางลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษดินออกจากชายผ้า เด็กน้อยเดินกลับบ้านอย่างอ้อยอิ่งโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อไฉ่จินถิงเดินเข้าใกล้หมู่บ้านมากเพียงใดความขุ่นมัวก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นางเกลียดหมู่บ้านแห่งนี้ พวกเขามีเพียงความดำมืดที่สะสมอยู่ภายในจิตใจแล้วสะท้อนออกมาทางสายตาซึ่งไฉ่จินถิงนั้นรับรู้ได้
ปึก!
ก้อนหินขนาดเล็กถูกปาออกจากรั้วไม้ไผ่กระทบไหล่บางของไฉ่จินถิง ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ นางหันไปมองกลุ่มบุตรชายและบุตรสาวของชาวบ้านซึ่งกำลังเดินหัวเราะออกมาจากที่ซ่อน พร้อมกับเอามือไขว้หลังไว้เพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง
“เอาเลยพวกเรา ไล่ลูกหญิงงามเมืองออกจากหมู่บ้านของเรา” เสียงบุตรชายสกุลเจียงะโขึ้น
“ออกไป! ออกไป! ลูกคณิกา! เ้าทำหมู่บ้านของพวกเราตกต่ำ ออกไป! ออกไป!” พวกเขาะโสุดเสียงสร้างความอับอายต่อไฉ่จินถิงเป็อย่างมาก ทำให้เส้นความอดทนของนางขาดลง ขาเรียวก้าวฉับเดินตรงไปยังบุตรชายสกุลเจียง แววตาคู่งามลุกโชนไปด้วยประกายไฟแห่งความโกรธ
“นางบ้าเดินมาหาข้าแล้ว ข้ากลัว ข้ากลัว” บุตรชายสกุลเจียงทำหน้าตาล้อเลียนอย่างสนุกสนาน ทำให้ไฉ่จินถิงขาดสติ มือเรียวบางของเด็กน้อยยกขึ้นสูงหมายจะผลักเพื่อสั่งสอนเด็กชายผู้เป็หัวหน้าโดยไม่ได้สังเกตดวงตาสีดำดุจหมึกนั่นมีประกายอำมหิตพาดผ่าน
“วันนี้หากข้าไม่ได้สั่งสอนเ้า ข้า! ไฉ่จินถิง! คงนอนตายตาไม่หลับแล้ว!” ไฉ่จินถิงประกาศกร้าวขณะที่มือของนางใกล้จะถึงตัวของบุตรชายสกุลเจียง
“ตอนนี้แหละ จัดการนาง!” เด็กชายะโขึ้นก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไฉ่จินถิง ทำให้ร่างของนางพุ่งถลาลงพื้นดิน นิ้วเรียวขูดไปบนพื้นกรวดเต็มแรงจนหนังบางถลอกออกจากฝ่ามือขาวเนียน แต่ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะได้ดึงมือขึ้นมาดู ก้อนหินขนาดเล็กมากมายก็ถูกขว้างปามายังนาง
“ออกไป! ออกไป!” เด็กคนอื่นๆ พูดวนไปมาพร้อมกับขว้างก้อนหินใส่ร่างของบุตรสาวหญิงงามเมือง
“โอ๊ย! ฮึก” ไฉ่จินถิงรีบยกมือขึ้นจากพื้นดินเพื่อปกป้องตนเอง ก่อนที่ความเจ็บแสบถาโถมเข้าใส่มือเรียว นางพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นออกมารอบดวงตา พร้อมทั้งพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืนแล้วออกวิ่งทันทีเพื่อหนีกลับบ้าน
“นางมารร้ายกำลังจะหนีแล้ว!” เด็กสาวคนหนึ่งะโเมื่อไฉ่จินถิงลุกขึ้นวิ่ง
ไฉ่จินถิงรู้สึกเจ็บที่หัวเข่าและนิ้วเท้าทำให้นางวิ่งได้ไม่เร็วนัก เืสีแดงซึมออกมายังชายกระโปรง ทว่าเด็กน้อยวิ่งกะเผลกออกมาได้ไม่ไกล บุตรชายสกุลเจียงก็ตามมาทัน แววตาโเี้และเ็าจ้องมองไปยังแผ่นหลังของไฉ่จินถิง
ก่อนที่หินขนาดเท่ามือจะถูกเหวี่ยงไปยังร่างบางด้วยความแม่นยำ
ปึก!
ร่างบางล้มลงกระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับของเหลวสีแดงฉานไหลออกมาจากหัวของนาง ไฉ่จินถิงรับรู้ได้ถึงอาการเหน็บชาที่บริเวณหลังศีรษะ ดวงตาของเด็กน้อยหรี่ลงอย่างอ่อนแรงก่อนสติสัมปชัญญะจะเริ่ม
เลือนราง
“หึ! ตายๆ ไปเถอะ นางเืชั่ว” เสียงเย้ยหยันดังขึ้น แววตาชิงชังมองไปยังร่างบางบนพื้น ทว่าลมหายใจที่รวยรินของไฉ่จินถิงทำให้บุตรชายสกุลเจียงรู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมาก เขาจึงยกเท้าขึ้น ก่อนจะเตะซ้ำเข้าที่ร่างของบุตรสาวหญิงงามเมืองเต็มแรงอยู่หลายครั้งจนพอใจแล้วจึงเดินจากไปโดยทิ้งร่างบางเอาไว้ให้นอนอยู่บนถนน
‘ถึงเวลาที่ข้าจะได้หลุดพ้นออกจากนรกแห่งนี้แล้วสินะ’ ไฉ่จินถิงคิดเสร็จมุมปากบางก็ยกขึ้นยิ้มด้วยความผ่อนคลาย หนังตาหนักอึ้งปิดลง สติของนางเหลือน้อยเต็มที
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าแสนคุ้นเคยดังขึ้น ไป๋ซิงเยียนวิ่งตรงมายังบุตรสาวที่นอนอยู่บนถนนไม่ไกลจากหมู่บ้าน นางคุกเข่าลงแล้วโอบกอดร่างบางเอาไว้ในอ้อมอก แววตาคู่งามแฝงด้วยความเ็ปรวดร้าวปานจะขาดใจ เมื่อนางมองไปยังเืที่ยังคงไหลออกจากศีรษะโค้งมนของบุตรสาว
“ถิงเอ๋อ เ้าห้ามเป็อะไรนะ มารดาจะช่วยเ้าเอง อดทนเอาไว้นะลูก” เสียงร้อนรนของมารดาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ไฉ่จินถิงได้ยินก่อนสติจะดับวูบไป