ภพ 2
ตอน ปักษาพลัดถิ่น หนึ่งกิ่งเ้าบุปผา (2)
เรือนสอง คนที่มีรายได้มากที่สุดคือ ซื่อเฟิง ในปีที่นางอายุสิบแปด ได้ขยับตำแหน่งสาวงามในหอสู่อันดับที่สอง แต่พอนางอายุยี่สิบ อันดับสาวงามก็ร่วงกราวลงมาอยู่ที่สิบ
ทั้งที่ความงามยังไม่ทันจะโรยรา ทว่าเมื่อมีคลื่นใหม่มาแทนที่ ทั้งงดงามและอ่อนเยาว์กว่า ก็มิอาจสู้ไหว
ในวงจรที่ผลัดเปลี่ยนรวดเร็วนี้ มีก็แต่เสี่ยวผิง สาวงามอันดับหนึ่งที่ขายศิลป์ ยังคงครองตำแหน่งยากจะหาคนโค่นล้มได้
ก่อนหน้านั้น เขาเรียนอย่างหนักจนไม่ได้สังเกตว่าบรรยากาศในเรือนสองที่เคยมีความปรองดองได้แตกแยกแล้ว กว่าจะรู้ตัวแล้วลองสังเกตอย่างตั้งใจ อิงน่าก็ไปไหนมาไหนคนเดียว ไร้มิตรสหาย กระทั่งซื่อเฟิงก็ยังเมยเฉย
เขาอยากสืบต้นสายปลายเหตุ แต่ก็สายเสียก่อน เพราะพอเขาย่างอายุเข้าสิบเอ็ดปีแล้ว ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมกับนางโลมเรืองสองอีก พวกนางต่างร่ำไห้เสียใจ ยากจะทำใจยอมรับความห่างไกลกัน ด้วยเคยชินกับการที่กลับมาแล้วเห็นเขานั่งอ่านหนังสือ ได้หยอกล้อเล่นสนุก
มีเพียงซื่อเฟิงคนเดียวที่ควบคุมความรู้สึกได้ดี ไม่แสดงความอาลัยอาวรณ์ใด แต่ไป๋เฟิงคิดว่า นางไม่สนใจมากกว่า เขาเป็แค่ตัวแทนที่นางอยากชดเชยให้บุตรชายที่ถูกพรากจากอก แม้จะแอบน้อยใจอยู่บ้างตามประสาเด็ก เขาก็ไม่ยอมให้นางรู้ถึงความรู้สึกอ่อนแอนั้นเด็ดขาด และถึงเขาจะรู้ชะตาชีวิตที่น่าสงสารเล็กน้อยของซื่อเฟิง นางก็ยังเป็สตรีหน้าเหม็นที่เขาไม่ชอบมากอยู่ดี
เมื่อต้องย้ายออกไปอยู่กับพวกบ่าวรับใช้ทั่วไปของหอนางโลม และถูกห้ามเข้าใกล้เรือนพักพวกนางโลมเด็ดขาด ระยะห่างไกลนี้ เขาเคยใฝ่ฝันมาก่อน พอถึงเวลาเข้าจริงกลับรู้สึกได้ถึงความแตกต่างราวฟ้ากับเหวของการดำเนินชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่
เรือนสองในความทรงจำราวกับ์บนแดนดิน แม้จะมีซื่อเฟิงที่เขาไม่ชอบหน้าด้วยก็ตาม แต่ด้วยความรักและเอ็นดูที่พวกเป่าเหลียง อิงน่ามีให้เขาแล้ว สถานที่นั้นอบอวลไปด้วยความอบอุ่มที่เต็มอิ่ม ในขณะที่…
“นี่เ้าเด็กใหม่ เพิ่งย้ายมาจากเรือนสอง มีอะไรเด็ดๆ เล่าให้ฟังบ้าง”
แค่ทุกคนได้รู้ว่า ไป๋เฟิงเป็เด็กเร่ร่อนมีวาสนาได้อยู่ท่ามกลางโบตั๋นงามของหอนางโลมมาั้แ่อายุหกขวบ พวกเขาชายฉกรรจ์ที่ไม่เคยมีบุญดีๆ เช่นนั้นก็ให้ความสนใจกันมาก แต่ละคนที่เข้ามารายล้อมพากันกระทู้ถามด้วยแววตาหื่นกาม ถ้อยคำหยาบโลนไม่น่าฟัง ซึ่งเมื่อเข้าหูไป๋เฟิง ก็มิต่างจากกำลังล่วงเกินสตรีที่เขาเคารพ
“เ้าเคยจับก้อนเต้าหู้พวกนางหรือไม่”
“ได้ขึ้นคร่อมพวกนางทั้งสิบคนแล้วเป็อย่างไร”
“ป๊าด! ข้าอิจฉาเ้าจนอยากเข้าสิงร่าง เล่ามาๆ”
ไป๋เฟิงหรือจะอดทนฟังได้นาน เขาลุกขึ้นเดินออกมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ถามแต่เื่ลามก แต่ก็ไม่อาจสลัดถ้อยคำดูถูกหยามเกียรติที่พวกเขามีต่ออาชีพนางโลมได้เลย
“นี่! ข้าได้ยินมาว่า นางโลมที่ชื่อ ซื่อเฟิง ส่งเ้าเล่าเรียนหรือ น่าขำชะมัด นางหวังให้เ้าทำงานดีๆ แล้วแต่งนางเป็เอกภรรยาหรือ สตรีนี่ช่างมีความคิดเ้าเล่ห์นัก”
จางฉวนอายุห่างกับไป๋เฟิงแค่ปีเดียว เขาเป็ทาสที่ถูกซื้อตัวมา แต่ไม่ได้รับโอกาสดีเท่าไป๋เฟิง จึงพูดด้วยถ้อยคำดูถูกเพื่อลดความริษยาที่มีอยู่ในใจ
“สตรีก็เหมือนดอกไม้ ผ่านร้อยมือชายย่ำยีจะมีค่าใดให้บุรุษที่มีอนาคตอย่างเ้าเชิดชูในภายหน้า”
“ข้าไม่อยากได้ยินเื่นี้อีก” ไป๋เฟิงเตือนด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น เดินหนีไปไม่สนใจจางฉวนที่กอดอกยิ้มมองหน้าเขาอย่างยียวน แต่เหมือนนั้นจะไม่ใช่ทางออกสำหรับสันติภาพสักเท่าไร
จางฉวนเป็คนขี้อิจฉา เขาเห็นไป๋เฟิงมีโอกาสได้เรียนหนังสือและวรยุทธควบคู่กันกับอาจารย์ชื่อดัง แล้วเหตุใดตัวเขาถึงไม่มีคนส่งเสริมเช่นนั้นบ้าง จะนางโลมก็ดี แม่ค้าก็ไม่ปฎิเสธ ไม่ว่าเขาจะประจบสอพลอเอาใจนายจ้างมากแค่ไหน ก็ถูกกดไว้ต่ำต้อยเสมอ
ในเมื่อไม่ได้ดี ไป๋เฟิงก็ไม่ควรอยู่อย่างมีความสุข เื่เท็จถูกตีไข่ใส่สีอย่างออกรสชาติเล่าผ่านปากจางฉวนให้คนอื่นๆ ฟัง พวกคนงานชายก็เริ่มไม่ชอบขี้หน้าไป๋เฟิง แล้วร่วมหัวกันพูดหยอกล้อด้วยถ้อยคำหยาบโลนทุกวันเพื่อบั้นทอนความอดทนของเขา
“ก่อนจะได้ดี ต้องเกาะชายกระโปรงพวกนางโลม นี่ล่ะวีรบุรุษที่จะถูกจารึกไว้ ฮ่าๆ”
“อยากจะรู้เสียจริงว่า ของมันเป็แท่งหยกเซียนประทานหรือไง นางโลมเรือนสองถึงยอมเหน็ดเหนื่อยแรงกายส่งเล่าเรียน”
“ท่านพี่ข้าเหนื่อย” มีคนบีบเสียงให้เล็กแหลมเช่นสตรียามออดอ้อน
“ไปขายตัว!” อีกหนึ่งร่วมเล่นงิ้วรับบทเป็ไป๋เฟิงแสดงอำนาจออกคำสั่ง
เสียงหัวเราะดังสนั่น พวกมันมีความสุขเสียเหลือเกินที่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ไป๋เฟิงก็ยังนั่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ แม้เขาจะอายุแค่สิบเอ็ดปี ยังเป็แค่เด็กชายคนหนึ่ง แต่การที่ได้เล่าเรียนกับอาจารย์ดีๆ นั้นไม่เสียเปล่า คำสั่งสอน การฝึกฝนจากอาจารย์ได้ขัดเกลาให้เขาเป็หินที่แข็งกล้ายากจะพังทลาย
“ข้าว่า พวกเ้ารวมเงินกันเช่าตัวนางมาสักชั่วยาม ทำให้ซื่อเฟิงผู้นั้นพึงพอใจจนยอมจ่ายเงินเลี้ยงดูจะดีกว่า” จางฉวนจุดชนวน มันนั่งชันเข่าอยู่บนโต๊ะด้วยท่าทางคนกร่าง เสยหน้าสูงแสยะยิ้มมองไป๋เฟิงว่ายังจะใจเย็นได้อีกหรือไม่
“ดี!”
“ความคิดดี”
คนอื่นๆ ก็เหมือนวัวที่ถูกผูกจมูกชักจูงด้วยความชั่วร้ายที่มีเสมอกันในกมลสันดาน พวกมันตื่นเต้นและกระสันด้วยความอยากเหยียบย่ำความรู้สึกไป๋เฟิง ซึ่งในสายตาพวกมันแล้ว ก็แค่เด็กตัวกระจ้อยที่อ่อนแอคนหนึ่ง
ภายนอก เขายังคงเหมือนคนใจเย็นที่ตั้งใจอ่านหนังสือ ทว่านับแต่ที่พวกมันเริ่มพ่นวาจาโสมม สายตาของไป๋เฟิงก็เปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว
ถ้าเช่นนั้น…
![]()
ั้แ่ที่ไป๋เฟิงย้ายมาทำงานขนของ อยู่ร่วมกับพวกชายฉกรรจ์อายุหลากหลายที่รวมๆ กันแล้วก็กะโหลกกะลาเหมือนกันหมด เขาเป็คนแรกและคนเดียวที่ขยันทำงาน นิ่งเงียบดูเผินๆ เหมือนจะยโสโอหัง แต่เมื่อได้พูด กลับมีบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม รู้กาลเทศะที่สุด
อาจเป็เพราะเขาได้ผ่านการเล่าเรียนมาั้แ่อายุน้อย การอบรมที่ดีช่วยเสริมศักยภาพคนได้นั้นไม่กล่าวเกินจริง
หัวหน้าแซ่หยวนที่ควบคุมคนงานขนของให้หอนางโลมจึงเอ็นดูไป๋เฟิงมาก เพียงแค่เดือนเดียวก็ได้มาเป็ผู้ช่วยที่อายุน้อยที่สุด แต่ทำงานได้เปี่ยมล้นประสิทธิภาพ
ไป๋เฟิงมีอำนาจรองจากหัวหน้าแซ่หยวน ก็ยังไม่มีที่พักอื่นนอกจากรวมกับพวกคนงานไปเช่นเดิม กระนั้นเขาก็ไม่ได้ปริปากบ่น นี่จึงเป็ที่มาให้จางฉวนอิจฉาตาร้อนขยันใส่ไฟปั้นเื่เท็จให้พวกคนงานเกลียดขี้หน้า และด้วยใจร้อน กอปรกับยังมีความคิดที่ไม่ฉลาดพอเห็นไป๋เฟิงเงียบๆ ทั้งยังอายุน้อย ถึงกล้ามีเื่ด้วย
“ไป๋เฟิง เ้ารู้สึกว่าในบัญชีของในคลังนี้มีบางอย่างผิดปกติหรือไม่” หยวนิตรวจรายชื่อแล้วสะดุดเข้ากับตัวเลขในบัญชีที่ไม่ถูกต้องอยู่มาก คิ้วเขาขมวดชนกัน สีหน้าเคร่งเครียด
ไป๋เฟิงก้มดูเล็กน้อย เขารู้ว่าสิ่งผิดปกติที่ว่านั้น หยวนิ้าทดสอบเขา “ข้าวสารแต่ละกระสอบไม่ถึงตามปริมาตรชั่งที่กำหนดขอรับ แต่คิดเงินมาราคาเต็ม”
“ก่อนจะลงบัญชี เ้าไม่น่าสะเพร่าปล่อยให้มีเื่เช่นนี้ได้” หยวนิมองเด็กชายด้วยความผิดหวัง หรือแท้แล้วเขามองคนพลาดไป เด็กก็คือเด็ก จะมีไหวพริบ ความสามารถแก้ปัญหาได้ดีเท่าผู้ใหญ่ได้อย่างไร
“เรียนท่านหัวหน้า ข้าน้อยได้ทำบัญชีรายงานไว้สองเล่ม ที่อยู่ตรงหน้าท่านเป็เล่มสำรอง ถึงข้าน้อยจะได้ตำแหน่งผู้ช่วย แต่ด้วยอายุที่น้อย มิอาจตรวจสอบความผิดปกติที่พบได้ทันที และเพื่อไม่ให้คนผิดไหวตัว ข้าน้อยจึงทำเสมือนว่า ไม่รู้สิ่งใดเพื่อให้ท่านหัวหน้าจัดการขอรับ”
ไป๋เฟิงอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด ด้วยตัวเขายังเด็กเกินกว่าจะวิ่งโร่ไปจับคนผิดหรือมีอำนาจขอตรวจสอบได้ ภาระอันหนักอึ้งจำต้องโยนมาให้หยวนิอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ถ้าข้าฉลาดน้อยกว่านี้ มิถูกโกงจนต้องชดใช้ค่าเสียหายจนตายแล้วหรือ” หยวนิตบโต๊ะเสียงดัง เขากำลังโมโหที่ไป๋เฟิงไม่โตให้เร็วกว่านี้
“หากเป็เช่นนั้น ข้าน้อยคงไม่ยืนเป็ผู้ช่วยอายุน้อยให้ท่านอยู่ตรงนี้”
ใครจะกล้าต่อปากต่อคำด้วยท่าทีนอบน้อมที่สุดกับหยวนิได้เท่าเด็กคนนี้นั้นไม่มีอีกแล้ว
“ถ้าเ้ามีอำนาจ จะจัดการอย่างไร” หยวนิแค่นเสียงเยาะขึ้นจมูก แต่พอถามออกมา น้ำเสียงกลับอ่อนลง ช่างไม่เข้ากับหน้าตาที่กำลังโมโหโทโสอยู่ตอนนี้ของเขาเลย
ดวงตาเรียวของไป๋เฟิงเหมือนจะมีประกายแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบเสมอกับสีหน้านิ่งๆ
“การโกงครั้งนี้จะโบยให้ความผิดสกุลไท่ก็ดูจะตาไร้แววเกินไป เป็ที่รู้กันดีว่าสกุลไท่ซื่อตรงต่อการค้า ผู้น้อยตั้งข้อสงสัยไปที่เหรินชงซึ่งเป็ผู้ดูแลการขนข้าวในทุกครั้ง เขาต้องรับทราบทั้งปริมาตรชั่งแต่ละกระสอบ ราคาจากสกุลไท่ ทำงานให้หอนางโลมที่นี่มาสิบปี จะไม่รู้ได้อย่างไรว่า ถูกโกง เว้นเสียแต่เขาจะเป็ผู้ลงมือ กระนั้นจะปล่อยให้ลูกมือของเขาอีกสี่คนพ้นความน่าสงสัยก็ไม่เป็ธรรม ข้าน้อยจึงไปสืบประวัติของลูกมืออีกสี่คน พวกเขามีอันจะกินพอขนาดจะเช่าตัวสาวงามหนึ่งในสิบอันดับของหอนางโลมนี้มาบำเรอความสุขบนเตียง ก็มิน่าจะเป็ไปได้ที่จะนำขโมยข้าวไปขาย ก็คงจะมีจางฉวนผู้ดูแลยุ้งฉางของหอนางโลม ทาสในสัญญาจ้างของท่านหัวหน้าที่ได้รับเบี้ยหวัดน้อย เขามักพร่ำบ่นโทษโชคชะตาอยู่เสมอที่ทำให้ลำบาก สบถสาบานอยู่ทุกวันว่าจะร่ำรวยให้จงได้ ท่านหัวหน้าอาจคิดว่า ผู้น้อยนำคำเ่าั้มากล่าวหาเขาได้อย่างไร แต่ท่านอาจารย์สอนข้าว่า ความทะเยอทะยานของคนส่วนมากที่เกิดขึ้นเพราะมีน้อยด้อยกว่า อยู่ที่คนผู้นั้นมีโอกาสแล้วทำหรือเพิกเฉย ผู้น้อยจะให้จางฉวนเป็ผู้สืบหาคนขโมยข้าวสารขอรับ หากเขาหาคนผิดมาได้ ก็หลุดเป็ผู้ต้องสงสัย”
หยวนิฟังทุกคำของไป๋เฟิงไม่ตกหล่น แม้จะร่ายมายาวไปหน่อย แต่ก็น่าขบคิดตามไม่น้อย ตัวเขาแม้มีความสามารถ แต่งานที่ต้องรับผิดชอบก็ล้นมือ จะให้สืบหาเื่หยุมหยิมก็กระไรอยู่ แต่เขาใช่คนที่ฟังผ่านหู ไม่รู้จักอ่านความนัย
เ้าเด็กคนนี้มีเื่กับคนงานพวกนั้น หลักๆ น่าจะมาจากที่พวกมันจะเช่าสาวงามหนึ่งในสิบของหอนางโลมมา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ว่าต้องเป็ ซื่อเฟิง สตรีที่ส่งเสริมชีวิตเขา
อย่างที่สองนั้นไม่พ้นจางฉวน เพราะไป๋เฟิงเน้นโยนงานหนักที่คนไร้สมองต้องรับผิดชอบมีหรือจะได้เื่
“เ้ายืมดาบข้า เพื่อฆ่าคนหรือ”
ไป๋เฟิงนิ่งเงียบ ไม่ยอมรับหรือปฎิเสธ ทำราวกับว่านั่นเป็แค่ข้อเสนอแนะเท่านั้น แต่ในความจริง คำพูดของหยวนิไม่มีอะไรผิด
เขา้าลากพวกมันมาติดร่างแหทั้งหมด จะได้เอาเวลาไปคิดเอาตัวรอดมากกว่ามานั่งว่างๆ กลั่นแกล้งผู้อื่น
แล้วข้อเสนอของไป๋เฟิงก็ถูกนำมาใช้จริงๆ หยวนิมีคำสั่งออกไป ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น พวกจางฉวนต่างมีสีหน้าซีดเซียวแสดงอาการตื่นกลัวอย่างชัดเจน ยากจะแยกได้ว่านั่นเป็ปฎิกิริยาของคนผิดที่กลัวถูกจับได้หรือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้าย
ไป๋เฟิงยืนมองความกระวนกระวายที่กำลังคิดหาตัวรอดของพวกมันด้วยใบหน้าเ็า แต่แววตาเป็ประกายสาแก่ใจ จางฉวนที่อยู่เบื้องล่างแหงนหน้าขึ้นมาเห็นเข้าพอดี ความแค้นเคือง ความริษยายิ่งทบทวี
เื่ฉ้อโกงลักขโมยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยทุกคนต้องหาเลี้ยงปากท้องในยุคที่ยากจนข้นแค้น ใครจะมีความกล้าในการเสี่ยงถูกไล่ออกจากงานนั้นมีน้อยนัก เว้นแต่จะเป็พวกไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีคนกล้า ย่อมมีคนใส่ร้าย แล้วจะเป็ใคร ถ้าไม่ใช่ไป๋เฟิง ที่พวกมันก็รู้ดีว่าก่อความบาดหมางใดไว้มาก
บรรยากาศในเรือนพักของพวกคนงานจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อความโกรธแค้นของคนหลายคนรวมตัวกัน โดยมีผู้นำคือ ซานข่าน หัวหน้าอันธพาลที่จางฉวนติดตามไว้เป็ไม้กันตัว
ท่ามกลางชายฉกรรจ์ที่สูงกว่าตนสอง่แขน ไป๋เฟิงไม่ได้สะทกสะท้านด้วยความเกรงกลัวแต่อย่างใด มีแต่จะรู้สึกสมเพชคนพวกนี้เสียมากกว่า เพราะแค่จะกำราบเด็กตัวเล็กๆ คนเดียว กลับยกโขยงเป็สุนัขหมู่กันมา ราวกับศัตรูตัวร้ายเป็ยอดฝีมือที่ต้องใช้กำลังมากกว่าเข้าเอาชนะ
“เด็กนี่เหรอ ฮ่าๆ” ซานข่านหัวเราะด้วยความขบขัน แต่ในเมื่อถูกเชิญมาแล้ว ไม่ทำอะไรสักอย่างก็ดูขี้ขลาดเกินไป กำปั้นใหญ่ถูกส่งออกไปหมายกระแทกหน้าเล็กๆ นั้นให้ช้ำใน ไป๋เฟิงใช้สองมือขึ้นรับราวกับตะเกียบที่หนีบมือของซานข่านไว้ตรงกลาง เขาโคจรกำลังภายในส่งพลังมายังข้อมือตวัดพลิกหักข้อมือซานข่านในจังหวะที่รวดเร็ว หนักแน่น สร้างความเ็ปรวดร้าวจนคนร่างใหญ่ร้องลั่น
คนอื่นๆ ได้ยินเสียงซานข่านก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง จางฉวนได้โอกาสทำทีว่าโกรธแค้นแทนท่านหัวหน้า เข้าจัดการไป๋เฟิงต่อ ทว่าเพียงพริบตาเดียวก็ล้มลงไปนอนร้องเจ็บไม่ต่างจากซานข่าน
ไป๋เฟิงเก็บมือกลับเข้าที่ เขายืนนิ่งสงบดุจขุนเขาอยู่ที่เดิม ใช้กระบวนท่ามือเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถจัดการคนโตทั้งสองได้อยู่หมัด เขาปรายสายตาคมมองไปยังพวกที่เหลือว่ายังมีใครอยากจะลองอีกหรือไม่ ซึ่งมีคนที่อยากท้าทายว่า ตัวเล็กแค่นี้จะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหนเชียว
คนแล้วคนเล่าที่ถูกสยบด้วยสองมือเล็ก ไม่มีใครทำร้ายเขาได้แม้แต่กระผีกริ้น
เขาเป็เด็กที่มีพร์อย่างหาได้ยากคนหนึ่ง อาจารย์ที่สอนเขาตระหนักข้อนี้ดี ครั้งที่เขาลู่เกียรติอาจารย์ด้วยการด่าหยาบคาย หลีิ่จึงพออภัยให้เขาได้เพื่อสั่งสอนลูกศิษย์คนนี้ให้นำพาชื่อเสียงในอนาคต
ไป๋เฟิงไม่คิดว่า การสยบคนงานชายในวันนั้นจะนำพาความสงบสุขมาให้เขา แม้จางฉวนจะไม่หลาบจำ เลือกใช้วิธีลอบแทงข้างหลัง พยายามยุแยงตะแคงรั่วหาพรรคพวกไปทำร้ายไป๋เฟิงอีกครั้งเพื่อล้างแค้น ก็ไม่มีใครอยากหาเื่เจ็บตัวกับไป๋เฟิงที่มีความสามารถทั้งบู๊บุ๋นเกินอายุอีก
ในใจคนงานพวกนั้นมองว่าไป๋เฟิงยากจะโค่นล้ม แต่ในความเป็จริงมีเพียงเด็กชายที่รู้ดีว่าที่เขาชนะคนงานได้ เพราะพวกมันไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธมาหนักเช่นเขา
ไป๋เฟิงใช้เวลาทุกวัน ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างคุ้มค่าเสมือนว่า วันพรุ่งนี้คือวันตายของตน จนกระทั้งเขาอายุสิบสามปี ก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าไปเกณฑ์ทหารในค่ายซีฮันที่ด่านอี๋นั่ว การเรียนของเขาก็จบลง
หลีิ่มอบกระบี่ประจำตระกูลที่สืบทอดมาหลายรุ่นให้เป็ของขวัญแก่ไป๋เฟิง ลูกศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุดและไม่แน่ว่าครึ่งชีวิตที่เหลือของเขาจะเจอลูกศิษย์ที่น่าพึงพอใจได้เท่าเด็กคนนี้อีก แม้ว่าไป๋เฟิงจะใช้สายตาเ็าแทนความเลื่อมใสมองอาจารย์ หลังจากวันที่หลีิ่กระทำการร่วมรักกับซื่อเฟิงต่อหน้าเขา
ชายชาตรีย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อย ให้ขุ่นเคืองใจ หลีิ่ได้แต่หวังว่า ไป๋เฟิงจะมองเห็นความปรารถนาดีที่จริงใจของอาจารย์ผู้นี้และระลึกได้ในวันหน้า
ไป๋เฟิงไม่ได้ไปหาหญิงสาวที่เรือนสอง เขาไม่อยากให้พวกนางต้องเป็ห่วง เขาเก็บข้าวของมุ่งหน้าออกเดินทางไกลไปยังด่านอี๋นั่ว ละทิ้งความทรงจำทุกอย่างไว้ที่เมืองหลวง ฝังความรู้สึกที่เคยมีลงส่วนลึก แล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ในค่ายทหาร
เด็กชายลงนามในหนังสือทางการว่า ‘เก่อไป๋ไป๋’
ใช่แล้ว ต่อไปเขาจะเป็เก่อไป๋ไป๋ ชื่อเดิมที่บิดามารดาแท้จริงตั้งให้ แล้วมุ่งหน้าสู่อนาคต เติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง…
หอนางโลมบุปผาหว่านราตรียังคงเจริญรุ่งเรืองไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็ ความอ่อนเยาว์ของสตรีที่โรยรา ดุจดั่งบุปผาที่หมดฤดูกาลแห่งความงดงาม
บัดนี้ซื่อเฟิงอายุย่างเข้า24ปีแล้ว นางมิได้รั้งตำแหน่งสาวงามอีก หากแต่ผันตัวมาเป็แม่เล้าดูแลเรือนสองแทน ส่วนสหายคนอื่นๆ ที่เคยอาศัยร่วมชายคากันมาั้แ่อายุสิบสามก็ทยอยไปตามเส้นทางของตน บางคนลาออกไปทำนากับครอบครัว บางคนพบรักแท้แล้วแต่งงาน บางคนยอมเป็อนุของเศรษฐี
ก็คงจะเหลือแต่อิงน่ากับไห่ลี่ที่เป็ไม้เบื่อไม้เมากัน เจอหน้าเป็ต้องพูดจากระทบกระเทียบเสียดสี ทั้งสองคนยังรับแขกอยู่เหมือนเดิม หากแต่ราคาค่าตัวลดน้อยลงกว่าเดิม
ถึงจะมีรายได้ไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทว่าก็มีที่ซุกหัวนอนและอาหารกินทุกมื้อ ก็ยังดีกว่าออกไปทำอาชีพอื่นมากโข
่นี้อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว ซื่อเฟิงมีเวลามากขึ้น แม้นางจะดูแลพวกนางโลมรุ่นน้อง ก็ยังต้องรับแขกหากมีคน้านาง ทว่าก็น้อยมากในแต่ละเดือน ถ้าจะมีก็เป็พวกลูกค้าเก่าๆ ที่คิดถึงและอยากรำลึกความหลังด้วยคน บางคนก็มาแค่เช่าตัวนางไว้พูดคุยเล่น แม้รายได้ของนางจะน้อยแต่ก็อยู่ที่นี่ได้อย่างสุขสบายดี
เพราะนางเองก็ไม่มีที่ให้ไปอีกแล้ว…ถึงครอบครัวนางจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม
“เห็นเรือนสองแล้วคิดถึงไป๋เฟิงเหลือเกิน เ้าก็ด้วยใช่หรือไม่”
พวกนางนั่งกันอยู่ที่โต๊ะม้านั่งใต้ร่มไม้ บนโต๊ะมีของว่างสองอย่าง น้ำชงดอกสายน้ำผึ้งใส่พุทราเชื่อมไว้จิบคลายร้อนกับแตงโมที่หั่นเป็ชิ้นเล็กในจาน ทว่าสิ่งที่ไห่ลี่กำลังใช้ช้อนตักทานอยู่นั้นเป็ถั่วเขียวต้มใส่น้ำตาล อีกมือของนางถือพัดกลมโบกลมเข้าหาตัว ขณะที่ปากพูดเจื้อยแจ้วถึงอดีต
ซื่อเฟิงยิ้มอ่อน ดวงตาคู่สวยดูนุ่มนวลอย่างน้อยครั้งที่จะเป็
นางก็คิดถึงเ้าเด็กคนนั้น
ั้แ่ที่ย้ายออกไปทำงานร่วมกับหยวนิ นางก็มีหน้าที่แค่ส่งเขาเล่าเรียน แต่ไม่มีโอกาสได้พบหน้าหรือพูดคุยสักคำ ทว่าก็ยังเฝ้าติดตามข่าวคราวไม่ขาด แค่ได้รู้ว่า ไป๋เฟิงสบายดีมีชีวิตราบรื่น นางก็พึงพอใจอย่างที่สุดของชีวิตแล้ว
นี่ก็ผ่านมาสามสี่ปีแล้ว ตอนนี้ไป๋เฟิงน่าจะอายุ 15 ปีแล้วกระมัง
“นี่เ้าไม่คิดจะถามป๋ายเหนียงหน่อยหรือว่านำลูกเ้าไปทิ้งไว้บ้านใคร” ไห่ลี่คิดว่า นี่มันถึงเวลาแล้วที่ซื่อเฟิงจะออกตามหาลูกชาย “ลูกชายเ้าราวๆ 9ขวบได้แล้วมัง เขายังเด็กพอที่จะยอมรับอาชีพเ้าได้”
“หากมีวาสนาคงได้พบกัน” แววตาของนางปวดร้าวลึกแล้วก็เก็บซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ป๋ายเหนียงป่วยหนัก ถามไปก็คงจะจำอะไรมิได้แล้ว
ส่วนเื่ตามหาลูกชายนั้น ให้หวนภาพความจำไปตอนนางอายุ 15ที่คลอดลูก ได้ชื่นชมลูกแค่ไม่กี่เค่อ แล้วสลบไป ตื่นขึ้นมาได้รู้ว่าป๋ายเหนียงนำลูกนางไปทิ้ง หญิงสาวไม่เคยลืมความรู้สึกที่จะขาดใจตายเสียให้ได้ในตอนนั้น
ไม่ทันจะฟื้นตัวดี นางก็ออกตระเวนหาไปทั่วเมืองหลวงทุกซอกมุมแล้ว ยังดีที่ก่อนหน้านั้นนางพบว่า ที่ต้นขาของลูกมีปานรูปหัวใจสีน้ำตาล การตามหาจึงไม่ยากที่จะจำได้ว่าคือ ลูก แต่ปัญหาอยู่ที่ หาไม่เจอต่างหาก
“ข้าขอให้เ้าเจอลูกชายในเร็ววัน” ไห่ลี่กุมมือซื่อเฟิงไว้ แววตานางมีความเศร้าซึมผิดกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่สดใส “หน้าหนาวหน้า ข้าจะกลับไปช่วยงานไร่นาของครอบครัว สิ่งที่ข้าห่วงพะวงที่สุดคือ เ้า…ข้าไม่อยากจะให้เ้าอยู่กับอิงน่า ั้แ่ที่ทะเลาะกันในปีนั้น อิงน่าก็ไม่ได้จริงใจต่อเ้าอีก ซื่อเฟิง…เ้ากลับบ้านเช่นเดียวกันเถอะ”
มีพบย่อมมีจากลา พวกนางอยู่ด้วยกันมาหลายปี เมื่อต้องทยอยออกไปตามเส้นทางใหม่ หัวใจนั้นวูบโหวงเคว้งคว้างนัก
ตอนนี้ หญิงสาวรุ่นเดียวกับพวกนางในเรือนอื่นก็มีเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน ซื่อเฟิงไม่สนิทกับใครเลย นอกจากอิงน่า ทว่าที่ผ่านมาก็แตกหักเป็ความห่างเหินกันไปแล้ว
ถึงอิงน่าจะมีรอยยิ้มที่ไม่จริงใจอีก ก็ไม่ใช่ปัญหา ซื่อเฟิงมั่นใจว่าสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้คนเดียว
“ขอบใจเ้ามากนะ แต่ข้าอยากอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าเ้าของหอจะไล่ออก” ซื่อเฟิงพูดให้ดูเป็เื่น่าขำ แต่คนฟังนั้นรู้สึกได้ถึงความอ้างว้างเดียวดาย
“แม่เล้าซื่อ”
บรรยากาศของทั้งคู่หดหู่เกินไป จนมีคนเข้ามาขัดจังหวะ พวกนางก็ทำเหมือนเื่ที่พูดกันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยังคงภาพนางโลมที่ดูมีความสุขปกติดี
“มีแขกจ่ายเงินเช่าตัวแม่เล้าซื่อ”
ซื่อเฟิงกับไห่ลี่มองหน้ากันด้วยความสงสัย แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
ถึงพวกนางจะอายุมากแล้ว แต่ยังมีคน้าจ่ายเพื่อบริการที่ประทับใจอยู่ เื่แบบนี้ พวกนางโลมรุ่นน้องไม่ค่อยเข้าใจนักและมองด้วยสายตาดูแคลนว่า ลูกค้าคนนั้นกระเป๋าเบาเกินกว่าจะมีปัญญาเช่านางโลมที่อ่อนเยาว์งดงาม
ภายในห้องเล็กๆ ที่มีแค่หนึ่งเตียงสำหรับความสำราญของแขกกับนางโลม ซื่อเฟิงเดินเข้ามาด้วยท่วงท่ามีจริตจะก้าน นางสลัดภาพหญิงสาวผู้นิ่งเรียบไปหมดสิ้น ต้องกลายเป็บุปผาที่สีสันฉูดฉาดเบ่งบานอวดโฉมอย่างมั่นใจที่สุด
แสงจากโคมไฟเล็กส่องสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของห้อง ซื่อเฟิงกวาดสายตามองหาเงาร่างของลูกค้า ก็พบว่าเขานั่งอยู่หลังฉากผ้าโปร่งสีขาวที่สะท้อนรูปร่างผ่าเผยให้จินตนาการเตลิดไกลถึงความงดงามที่อยู่เื้ั
เขาไม่้าให้นางเห็นหน้า
ซื่อเฟิงนั่งทับส้นเท้าบนเบาะนุ่ม สองมือสำรวมไว้บนหน้าตัก มองผ่านผ้าโปร่งสีขาวแล้วระบายยิ้มบาง “นายท่าน้าให้ซื่อเฟิงรับใช้เช่นไรเ้าคะ”
ฟึ่บ
จบประโยคคำถามของนาง ปอยผมข้างแก้มของหญิงสาวพลิ้วไหวเล็กน้อย มีกระแสลมที่ส่งไปดับโคมไฟเพียงหนึ่งดวง แสดงให้เห็นถึงพลังวัตรที่มีมากพอจะเปลี่ยนอากาศเป็ลม ไม่ทันที่นางจะได้สังเกตการณ์การใช้มือของเขา ทั้งห้องก็สลัวรางๆ มีเพียงแสงอ่อนๆ ที่ส่องผ่านช่องระบายลม
น้อยนักจะเจอผู้มีฝีมือมาเยือนหอนางโลมที่นี่ ซื่อเฟิงไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใด กระทั่งเตียงไม้ส่งเสียง นางเป็ม้าแก่รู้ทางดี จึงลุกขึ้นแล้วเดินไปที่เตียงแล้วนั่งลงข้างๆ พลางยื่นมือไปทางเงาดำนั้น หมายจะลูบไล้เปลื้องอาภรณ์ให้ แต่กลับถูกปัดมือออก
ซื่อเฟิงเจ็บจนต้องลูบมือเบาๆ ยังคงยิ้มแย้มหว่านวาจาไพเราะอ่อนหวานบริการ “นายท่านเ้าขา บอกซื่อเฟิงสักคำเถิดเ้าค่ะ จะได้รู้ใจกัน”
“ขับร้องบทเพลง” เสียงห้าวสั้นๆ ห้วนๆ ที่แฝงอาการสั่นๆ
หญิงสาวพลันเข้าใจ นางเขยิบเข้าไปใกล้อีก แล้ววางปลายนิ้วเรียวบนใบหูของลูกค้าอย่างแ่เบา การกระทำของนางยังผลให้ร่างนั้นสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งไป
“ถิ่นแดนไกลไหนเลยจะคุ้นเคย ลมรำเพยเ้ากลั่นแกล้งให้ผลัดถิ่น ปักษาน้อยร่ำไห้ใจถวิล ดั้นด้นบินอย่างสิ้นหวัง
ถิ่นแดนไกลไหนเลยไม่ลำพัง ราวกรงขังไว้ให้พบความเดียวดาย ปักษาน้อยใจสลาย วอนขอหมายหนึ่งพิงกาย
ถิ่นแดนไกลไหนเลยให้กำลัง หนึ่งความหวังมีหรือไม่ ใจเฝ้าถาม แต่แล้วกิ่งเ้าโฉมงาม ปรากฏนามให้ได้พึ่ง
กิ่งเ้าบางเกินทนหนึ่งวายุ ใยจึงทนให้ข้าเกาะอยู่หมายมั่น ปักษาน้อยเริ่มหวาดหวั่น…”
“เพลงใดกัน”
ความสงสัยนั้นเข้ามาขัดบทเพลงอันนุ่มนวล ซื่อเฟิงยังไม่หยุดมือที่ลูบใบหูของเขาเบาๆ เมื่อมีคำถามนี้ แววตานางก็เหมือนจะเข้าสู่ภวังค์ความคิดที่ย้อนกลับไปไกล
“เพลงนี้…แม่ของซื่อเฟิงร้องให้ฟังั้แ่เด็กเ้าค่ะ บอกเล่าเื่ราวของปักษาน้อยที่ถูกลมพัดมาไกลจนผลัดถิ่นเดิม ร่อนแรมไกลจนอ่อนล้า หามีสักที่จะให้พึ่งพิงอย่างปลอดภัย จนกระทั้งมันได้เจอกับกิ่งบุปผาที่ยื่นให้มันได้พักผ่อน ปักษาน้อยมองด้วยตารู้สึกว่า กิ่งบุปผานั้นบอบบางเกินจะทนลมพายุได้ แต่เมื่อได้ลองเชื่อใจเกาะไว้ กลับพบว่า มั่นคงยิ่งนัก”
“แล้วมันยังต้องหวาดหวั่นสิ่งใด”
“หวาดหวั่นว่าหากมันยังเกาะอยู่เช่นนี้จะเป็ภาระให้กิ่งบุปผาหรือไม่ มันไม่อยากจะสูญเสียไป อยากจะเฝ้ามองกิ่งนั้นที่ยังแข็งแรงหล่อเลี้ยงบุปผาให้เบ่งบานงดงามในทุกฤดูกาล แต่เมื่อมีพบย่อมมีจาก ไม่มีสิ่งใดอยู่ตลอดไป วันหนึ่งบุปผาก็ต้องร่วงโรย กิ่งแห้งเหี่ยว…หักหล่นลงมา"
ซื่อเฟิงเริ่มขับร้องต่อ แม้มิอาจเทียบได้กับฝีมือการขับร้องของโฉมงามอันดับหนึ่งของหอนางโลม หากแต่น้ำเสียงของนางชวนให้เพลิดเพลินไม่น้อยทีเดียว ทั้งการลูบไล้ที่อ่อนโยนบนใบหู ไม่นานเขาก็นอนหลับ
ลมหายใจนั้นสม่ำเสมอแล้วบ่งบอกว่า แขกเข้าสู่ห้วงนินทราอย่างเต็มที่ หญิงสาวเอนตัวลงนอนข้างๆ หยิบพัดมาโบกลมให้เบาๆ แล้วฮัมทำนองเพลง นางยังคงทำหน้าที่ต่อไป ตราบใดที่ไม่ถูกสั่งให้หยุด จนกระทั้งเขาตื่นขึ้นมาแล้วสั่งให้นางออกไปได้
การบริการแบบขับกล่อมเข้านอนนี้ นับว่าเป็งานที่สบาย ซื่อเฟิงรู้สึกว่าวันนี้ช่างโชคดีนัก ทว่าก็ไม่คิดว่า เขาจะมาอีก และให้นางทำเช่นนี้เหมือนเดิมอยู่สามวัน ก่อนจะหายไปอย่างไร้ตัวตน นางก็มิได้ติดใจสงสัย
แขกก็เหมือนปักษานักเดินทาง อาชีพนางโลมของนางก็มิต่างจากกิ่งบุปผานั้นที่ให้พักผ่อนสร้างความสำเริงสำราญ ไม่ช้าก็ต้องบินจากไป กิ่งบุปผาต้องอยู่เดียวดายต่อไป หากนางเอาหัวใจไปวางไว้บนมือนักเดินทางก็มิต่างจากฆ่าตัวเองทางอ้อม
ถึงเวลาที่ไห่ลี่ต้องอำลาอาชีพนางโลม ซื่อเฟิงััได้ถึงความใจหายและเคว้งคว้าง ที่ผ่านมามีไห่ลี่ให้เห็นหน้าคลายความเหงา เป็สหายเก่าแก่ที่รู้อกรู้ใจ การอยู่ในหอนางโลมต่อไปยังพอมีกำลังสู้ต่อ แต่เมื่อวันที่ต้องจากลามาถึงจริงๆ นางถึงเข้าใจว่า ตนหวาดกลัวมากเพียงใด
“เ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ” ไห่ลี่ยิ้มทั้งน้ำตา สถานที่นี้มีเพียงซื่อเฟิงให้นางห่วง
ทั้งสองล่ำลากัน ความผูกพันที่ยาวนานเป็สายใยเกี่ยวแ่า ไห่ลี่ต้องข่มใจไม่หันกลับไปมองอีกเมื่อขึ้นรถม้า นางปล่อยโฮทันทีที่หางตาเห็นเงาร่างของซื่อเฟิงเล็กลงไป
ซื่อเฟิงสะอึกอยู่ในใจ มีก้อนแข็งจุกที่ลำคอ นางมองรถม้าที่ไปไกลจากสายตา ร่างกายเหมือนถูกความอ้างว้างสูบเรี่ยวแรง ไม่คาดคิดว่าแค่ก้าวขาก็ทรุดฮวบ โชคดีที่มีคนมาช่วยประคองจับไว้
“เ้ายังมีข้านะซื่อเฟิง” เป็อิงน่าที่มาเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ก่อนหน้านั้น ได้โอกาสเข้ามาปรับความเข้าใจ นางสวมกอดสหายสนิทแล้วลูบหลังปลอบโยน
“ข้ายังจริงใจกับเ้านะ”
ซื่อเฟิงดูเป็คนเข้มแข็งมากก็จริง แต่ภายในนั้นเปราะบาง นี่เป็่เวลาที่ดีในการแก้ไขตัวเองให้ดูดีในสายตาของสหายอีกครั้ง
เมื่อหลายปีก่อน อิงน่าตั้งความหวังไว้สูงว่าจะสามารถพึ่งพาไป๋เฟิงได้ แต่พอเด็กคนนั้นย้ายออกไปแล้วไปเป็ทหาร ก็หายไปไม่เคยกลับมาเยี่ยมพวกนางเลย
จากที่เคยอยากจะข่มพวกไห่ลี่กับซื่อเฟิง กลับต้องมาถูกทิ้งร้างความหวังเสียเอง ความอัปยศไหนเลยจะน่ากลัวเท่ากับไร้มิตรสหายที่ดี
พอจะเข้ามาสนิทกับซื่อเฟิงก็มีไห่ลี่คอยขัดขวาง นางเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเมื่อไรที่ไห่ลี่จะลาออกไป จนกระทั้งวันนี้มาถึง อิงน่าอุ่นใจมากขึ้น นางเชื่อว่าซื่อเฟิงพร้อมกลับมาอยู่กับนางเช่นแต่ก่อน
ซื่อเฟิงปล่อยให้น้ำตาไหลรื้นลงมาเงียบๆ เพราะต่างก็ไม่มีใครแล้ว นางจึงไม่ปฎิเสธว่า้าอิงน่าอีกครั้ง
ต๋าอันเตรียมพร้อมทำศึกอยู่หลายปี เมื่อกองทัพถูกฝึกฝนอย่างสมบูรณ์ าระหว่างแคว้นก็เริ่มขึ้น ความอดยากของราษฎรดิ่งสู่หายนะครั้งใหญ่ กระทบยาวมาถึงเมืองหลวงที่มั่งคั่งให้เดือดร้อนมิต่างกันทุกหย่อมหญ้าแล้ว
หอนางโลมบุปผาหว่านราตรีหมดยุคที่เจริญรุ่งเรือง ปัญหาปากท้องสาหัสเกินกว่าจะนำเงินมาซื้อความสุขบนเตียงได้อีก
เมื่อรายได้ไม่มี นางโลมก็ทยอยกันลาออกกลับบ้านเกิด เหลือเพียงสิบคนที่ยังคงอยู่รวมถึงอิงน่ากับซื่อเฟิง
อิงน่าไม่ใช่ไม่มีที่ไป หากนางไม่อยากกลับไปลำบากทำนาที่บ้าน ทั้งสงสารซื่อเฟิงที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอมลาออก นางจึงอยู่เคียงข้างสหาย
“กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องดังมาจากเรือนสามพาให้คนได้ยินแล้วอกสั่นขวัญผวา
หากร้านรวงอื่นมีโจรขโมยข้าวของ หอนางโลมก็มีโจรมาย่ำยีบุปผา ยิ่งนานวันยิ่งเหิมเกริมหนัก จะไว้ใจบ่าวรับใช้ชายที่คอยปกป้องคุ้มครองก็ไม่ได้อีก
เ้าของหอให้ที่ซุกหัวนอนก็จริง แต่มิได้ใส่ใจความเป็อยู่ของพวกนางโลมนานแล้ว เพราะบัดนี้ รายได้ที่เข้ากระเป๋าเ้าของหอนั้นน้อยเกินไป
“ซื่อเฟิงพวกเราหนีกันเถอะ” อิงน่าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือนสอง
“เกิดอะไรขึ้น” ซื่อเฟิงใจเสียแค่เห็นสีหน้าซีดเผือกของสหาย จะต้องเป็เื่ไม่ดีแน่ หรือหอนางโลมถึงจุดจบแล้วจริงๆ
“มีพวกอันธพาลเข้ามาข่มขืนนางโลม ตอนนี้ยังจะมีใครอยากเช่าพวกเราอีก พวกมันเห็นนางโลมเป็สิ่งของที่ถูกทิ้งแล้วเท่านั้น”
อิงน่าไม่ยืนพูดอยู่ปากเปล่า นางรีบรวบรวมข้าวของเงินทองที่จำเป็ใส่ย่ามกระเป๋าผ้า ซื่อเฟิงก็เช่นกัน สองมือนางสั่นไปหมด
ในเมื่อไม่มีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ก็ไม่มีการซื้อขาย ถึงพวกนางจะผ่านบุรุษมาหลายคน มิได้หมายความว่าจะมากระทำชำเราเช่นสิ่งของระบายความใคร่ได้
หญิงสาวทั้งสองไม่รอช้าที่จะทิ้งหอนางโลม พวกนางหาเส้นทางลับออกไปพ้นพวกโจรอัธพาลได้ไม่ยากเพราะอาศัยอยู่หลายปี ต้องระหกระเหินหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งเมืองหลวงในเวลานี้ทุกซอกมุมมีโจรชุกชุม ต้องอำพรางตัวเป็บุรุษเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว
“หมั่นโถวร้อนๆ” อิงน่าแบ่งหมั่นโถวจากเข่งไม้ไผ่สานขนาดเล็กให้ซื่อเฟิง
พวกนางนั่งพิงใกล้ๆ แล้วนั่งกัดหมั่นโถวที่อุ่นร้อน แม้มีแต่แป้งก็ยังรู้สึกว่าหวานอร่อย ซื่อเฟิงหันมองอิงน่าที่เคี้ยวแก้มตุ้ยด้วยความสงสารระคนเสียใจ
“เ้ากลับบ้านเถอะ มิต้องมาลำบากอยู่เช่นนี้”
“ข้าออกจากบ้านมาั้แ่อายุน้อย จู่ๆ ให้กลับบ้านไปเป็ภาระ่าก็คงจะไม่ดีนัก ข้าอยู่กับเ้าน่ะดีแล้ว” อิงน่ากระแทกไหล่ซื่อเฟิงเบาๆ พร้อมรอยยิ้มทะเล้นที่ดูมีความสุข
ซื่อเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็อุ่นใจ เช่นนั้นจะได้ไม่รู้สึกผิดอีกว่าทำให้สหายต้องมาลำบากด้วยกัน ทั้งที่อีกฝ่ายมีบ้านให้กลับ
พวกนางสองคนมีเงินติดตัวอยู่ไม่น้อย จึงระมัดระวังและเลี่ยงเดินชนกับคนเยอะ ใน่นี้การหางานจะเป็ไปได้ยาก พวกนางต้องหาบ้านเช่าหลังเล็กๆ อยู่ชั่วคราว ซื้อกินแบบประหยัด ทำตัวยากจนข้นแค้นเพื่อไม่ให้ตกเป็เป้าสายตาของโจรขโมย
หลายเดือนแล้วที่ชีวิตของราษฏรไม่พ้นความเดือดร้อนเดิมๆ อิงน่าเดินเที่ยวเล่นในตลาดที่แม้จะมีคนเดินขวักไขว่อยู่มาก แต่เสียงที่บ่นถึงราคาของแพงนั้นมีให้ได้ยินทุกที่
“นี่ๆ” หญิงสาวสามคนที่เดินอยู่ด้านหน้า หนึ่งในนั้นทำเหอเปาใบเล็กตก อิงน่ารีบเก็บแล้ววิ่งตามส่งคืนให้
หญิงสาวทั้งสามดูจะใและระแวดระวัง สองคนในชุดสีเขียวรีบเป็กำแพงบังอีกคนไว้ตามสัญชาตญาณ กระนั้นก็ยังเห็นการส่งสายตาที่พวกนางคิดว่า คนนอกอย่างอิงน่าไม่มีทางอ่านได้
“ขอบใจเ้ามาก”
“สุ่ยเซียนเ้ารีบเปิดดูซิว่า ตั๋วเงินของคุณหนูหายไปบ้างหรือไม่”
สุ่ยเซียนรีบรับไว้พลางยิ้มขอบคุณ ในขณะที่อีกคนแสดงสีหน้าสงสัย ปรายหางตามองด้วยความรังเกียจซ้ำ
“ข้าเคยคิดว่า คงมิมีผู้ใดโง่พอที่หยิบตั๋วเงินแล้ว ส่งคืนเ้าของ แต่วันนี้ข้าได้เห็นคนโง่ยิ่งกว่าที่คิดว่า โจรจะมาคืนเหอเปา โดยขโมยตั๋วเงินไปแล้ว”
อิงน่าตอบกลับอย่างนิ่มนวลทั้งที่คำพูดเสียดสีจนคนที่พูดต้องเจ็บช้ำใน
เสี่ยวเหวินมองอิงน่าั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ที่ดูอย่างไรก็คนจรไร้การศึกษา ไฉนคำพูดคำจาดูมีชั้นเชิงเช่นนี้
“ต้องขออภัยที่สาวใช้ของข้าไร้มารยาทต่อแม่นาง” หญิงสาวอีกคนเอ่ยรับผิดแทนสาวใช้ของตนไม่พอ ยังก้มหัวให้อีก มิได้ถือดีว่ามีฐานะสูงกว่าแต่อย่างใด
อิงน่ามองสำรวจผู้เป็นายของเสี่ยวเหวิน เป็หญิงสาวอายุประมาณ 19 ปีที่มีใบหน้างดงามมากคนหนึ่ง จึงต้องแต่งกายเรียบง่าย ทว่าก็มิอาจลดทอนความงามนั้นให้ด้อยลงหรือกลบราศีอันสูงศักดิ์ได้เลย โจรมองปราดเดียวก็รู้ว่า นี่แหละเหยื่ออันโอชะ
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ต้องไปกังวลใจแทน เพราะใน่กลียุคนี้ นางเชื่อว่า ที่บ้านของคุณหนูท่านนี้จ้างคนมาคอยตามปกป้องอยู่ห่างๆ แน่นอน
“ขออภัยทำไมกัน ในเมื่อเ้าก็สงสัย แค่ปล่อยให้บ่าวทำหน้าที่รับหน้าแทน” อิงน่ากอดอก ไม่ได้เคลิ้มไปกับมารยาทสร้างภาพนั่นสักนิด
เมื่อครู่อย่าคิดว่านางไม่เห็นสายตาคลางแคลงใจของคุณหนูท่านนี้ ที่ส่งให้นางบ่าวสองคนทำหน้าที่ตรวจสอบ อีกคนพูดเสียงดัง เพื่อให้คนรอบข้างหันมามอง หรืออาจจะส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มภัยเข้ามาประชิดเตรียมลงมือถ้าเกิดเื่
“นี่เ้าชักจะมากเกินไปแล้วนะ” เสี่ยวเหวินไม่พอใจ
“เรียนถามนามแม่นางได้หรือไม่” หญิงสาวยกมือห้ามสาวใช้ไม่ให้พูดมากอีก แล้วหันมายิ้มถามอิงน่า ครั้งนี้ดูจริงใจมากขึ้น
“ข้าชื่อ อิงน่า”
“ทะ ท่านชื่ออิงน่า นางโลมหอบุปผาหว่านราตรีหรือ”
“เ้าเป็คุณหนูในห้องหอ มิน่าจะรู้จักข้าได้ว่าทำอาชีพอะไรแค่ได้ยินชื่อ” อิงน่าเริ่มไม่ไว้วางใจระคนสงสัย
“ข้าแซ่เหมย นาม มู่หลัน ค่ะ เคยเรียนอยู่ที่สำนักอาจารย์หวัง รู้จักกับเสี่ยวไป๋”
เอ่ยประโยคนี้แล้ว เหมยมู่หลันก็พาอิงน่าไปนั่งที่โรงน้ำชาชั้นสอง โต๊ะพิเศษที่มีความเป็ส่วนตัว เพื่อสนทนากันได้สะดวกขึ้น จะได้ไม่มีหูตานับร้อยคอยสอดรู้สอดเห็นเหมือนตอนที่อยู่ในตลาดอีกด้วย
หญิงสาวดูตื่นเต้นดีใจมากที่ได้พบผู้มีพระคุณของไป๋เฟิง มี่หนึ่งที่นางช่วยสอนหนังสือเขา ก็ได้ฟังเื่ราวจากปากเขาบ้าง ซึ่งหนึ่งในชื่อนางโลมที่เขาเอ่ยถึงมากที่สุดคือ อิงน่า
“ข้าเป็มารดาอุปถัมภ์ของเสี่ยวไป๋ ส่งเสียเขาเรียนทั้งบู๊บุ๋นจนจบการศึกษา หลังจากนั้นเขาก็ไปเกณฑ์ทหาร ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย คาดว่าจะทำงานหนัก ก็รู้กันอยู่ว่าบ้านเมืองใน่นั้นเตรียมทำา ข้านี้ห่วงเขาใจแทบขาดรอนในทุกวันพยายามติดต่ออยู่ตลอด จนหอนางโลมเกิดเื่มีโจรปล้นข่มขืน จึงต้องหนีออกมา”
อิงน่าผ่านเื่ราวความรักชายหญิงมาอย่างโชกโชน นางมองแววตาของเหมยมู่หลันยามที่เอ่ยถึงไป๋เฟิงก็รู้ได้ทันทีว่า คุณหนูผู้นี้มีใจให้เขาอยู่ไม่น้อย
ถึงไป๋เฟิงจะมิได้หล่อเหลาติดอันดับต้นๆ ของแคว้น แต่ความสามารถและพร์ของเขาโดดเด่นไม่เป็สองรองใครในใต้หล้า สตรีที่มีสติปัญญาเท่านั้นถึงจะเข้าใจและมองออกว่า ใครควรค่าให้มอบใจ
เหมยมู่หลันได้ฟังแล้วก็เห็นอกเห็นใจ มองไม่ออกถึงการแสดงอันเป็ธรรมชาติของอิงน่าเลยสักนิด นางกุมมืออีกฝ่ายไว้แล้วให้กำลังใจยกใหญ่
นางมีสหายคนแรกคือ เสี่ยวไป๋ เขาเป็คนที่ขี้อายและก็เก่งมากๆ นางไม่ปฎิเสธว่าชอบเขามาก น่าเสียดายที่ยิ่งโตก็ยิ่งห่าง จนตอนนี้นางเองก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากเขาเลย
“ข้ากำลังสืบข่าวเสี่ยวไป๋ แต่่นี้กองทัพเข้มงวดมาก ต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้นอีกหน่อย ท่านน้าเข้มแข็งไว้นะคะ ระหว่างรอเสี่ยวไป๋ถ้าท่านน้าไม่รังเกียจมาทำงานที่บ้านข้าหรือไม่เ้าคะ”
อิงน่าได้ฟังแล้วตาลุกวาว จะได้ที่พักปลอดภัย มีอาหารกินอิ่มทุกมื้อ ยิ่งกว่าฝนตกเป็ซาลาเปาเสียอีก
“เสี่ยวไป๋ช่างมีวาสนาได้พบหญิงงามที่ดีเหลือเกิน”
สองสาวใช้ที่ได้ฟังคำยกยอปอปั้นของอิงน่าแล้วต่างมีสีหน้าเลี่ยนของหวานที่ดูออกว่าปรุงแต่งเพื่อประจบสอพลอ แล้วคุณหนูของพวกนางก็ดันชอบคำพูดนั้นเสียเหลือเกิน ทำราวกับได้รับพรจากฟ้า
อิงน่ากลับบ้านที่เก่าซอมซ่ออย่างมีความสุข นางตั้งใจจะมาเก็บของแล้วก็ไปอยู่ที่บ้านคุณหนูเหมยเลย ไม่คิดว่าจะได้เจอกับซื่อเฟิงที่ซื้อข้าวของมาเต็มเพื่อเตรียมทำการบางอย่าง
“เ้าจะไปไหน” ซื่อเฟิงใไม่น้อยที่สหายหอบผ้าหอบผ่อนออกไปจากบ้าน
“แม่ข้าป่วย จะกลับไปช่วยงานที่บ้าน” นางแต่งเื่โกหกได้อย่างไม่ละอายแก่ใจแม้ใบหน้าจะแสร้งเศร้าสลด อิงน่ากลัวว่า ถ้าคุณหนูเหมยรู้ความจริงที่ซื่อเฟิงเป็คนดูแลชีวิตไป๋เฟิงทุกอย่างไม่ใช่นางแล้วจะไม่ได้รับการเอาใจ เคารพนับถืออีก
อีกอย่างนางยอมทำงานอยู่ในบ้านคนรวย ดีกว่าต้องกลับบ้านไปลำบากทำนาไร่ให้มือหยาบกระด้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่มีซื่อเฟิง
“เช่นนั้นก็นำเงินติดตัวไปมากหน่อย” ซื่อเฟิงหยิบตั๋วเงินในกระเป๋าที่มีอยู่เพียงใบเดียว ซึ่งเป็จำนวนเงินห้าสิบตำลึง ยัดใส่มืออิงน่าโดยไม่มีแววตาเสียดาย “ถือเป็ค่ายาให้แม่เ้าหายป่วยเร็วๆ”
“เ้า…บ้าไปแล้ว” แววตาอิงน่าสั่นไหวอย่างรุนแรง ลนจะคืนให้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับไว้
“บ้าอะไรกัน เ้าดูสิ ข้าเตรียมจะทำซาลาเปาขาย ไม่นานก็จะมีกำไร เ้าอยู่กับข้ามานาน ไม่เคยทอดทิ้งกัน ยามที่เ้ากับครอบครัวลำบาก ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร”
ซื่อเฟิงยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยเป็ประกายจากน้ำตาที่เอ่อคลอ นางปลาบปลื้มใจกับการได้ช่วยเหลือสหาย และมีความหวังในชีวิต ถึงต่อไปต้องอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่เป็ไร เพราะได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้ว
“ขอบใจเ้า” อิงน่าสวมกอดซื่อเฟิงแล้วผละออกทันที ไม่รอช้าที่จะหันหลังจากไป เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อสหาย
ไม่เหลือใครแล้ว
ซื่อเฟิงหันมองอุปกรณ์ที่นางเตรียมจะเปิดแผงขายซาลาเปา ชีวิตมีเป้าหมายขึ้นมา นางจะมามัวเศร้ากับการที่สหายกลับบ้านไม่ได้ ต้องลงมือทำกิจการให้ดี
หลายเดือนที่ผ่านมา นางไปนั่งกินที่แผงขายซาลาทุกที่ในเมืองหลวง เพื่อถามข้อมูลการทำ บางคนก็บอก บางคนก็ไม่ กว่าจะได้สูตรมาไม่ง่ายเลย วันนี้นางซื้อข้าวของมาลองทำเป็ครั้งแรก ซึ่งก็ล้มเหลวไม่เป็ท่า
แป้งดิบ ไส้ไม่สุก ไส้เค็ม บางทีก็จืดเกิน รูปทรงบิดเบี้ยวไม่สวยงาม นางหมดเงินไปกับการลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะสำเร็จ นางก็เหลือทุนอยู่น้อย
ซาลาเปาสีชมพูอ่อนอวบฟูเลียนแบบผลท้อที่ออกผลสมบูรณ์ได้อย่างสวยงาม นางลองบิแป้งที่แทบไม่ต้องใช้แรง ไส้หมูสับทรงเครื่องด้านในถูกปั้นเป็ก้อนเล็กส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ซื่อเฟิงกัดชิมไปคำหนึ่ง รสชาติกำลังดีไม่มันหวานเลี่ยน ไส้นุ่ม นี่ล่ะซาลาเปาลูกท้อของนาง พร้อมออกขายแล้ว
ซื่อเฟิงใส่ตะกร้าหาบเดินไปขายบริเวณท้ายตลาด นั่งใกล้แม่ค้าขายผลไม้ นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่าย ผมเผ้าเกล้าทรงคนมีอายุ วันแรกที่ขาย ไม่เก็งกำไรมาก ซาลาเปาลูกท้อไส้หมูนั้นสิบอีแปะ หมั่นโถวลูกท้อเจ็ดอีแปะ ก็มีคนมาต่อราคาซะส่วนมาก นางก็ลดให้ไปเพราะ้าให้ลูกค้าได้ลอง หากติดใจวันหน้าจะได้แวะมาอุดหนุนอีก
วันแรกเหลืออยู่สองลูก นางกินเป็มื้อค่ำ วันต่อๆ ไปก็ขายเช่นนี้
“สามอีแปะได้ไหม” หญิงาุโมาต่อราคาแต่เช้า
“หากซื้อสี่ลูกจะลดอีกหนึ่งลูกให้สามอีแปะ”
“ไม่ๆ ข้า้าราคานี้ทุกลูก”
“เช่นนั้นช่วยข้าประกาศขายให้ได้สักสิบลูก ข้าจะขายให้ท่านคนเดียวในราคาสามอีแปะ”
“ข้า้าราคานี้” ลูกค้ายืนกรานคำเดิมอย่างไม่ยอมแพ้
“ท่าน้ากี่ลูก”
“สามลูก สามอีแปะ”
ซื่อเฟิงยิ้มอ่อนยื่นมือขอรับเงินก่อน แล้วนางก็ขอมีดปอกผลไม้ข้างๆ มาตัดแบ่งซาลาเปาไส้เนื้อเป็สามส่วนใส่ห่อใบไผ่แห้ง “ราคานี้ได้สามส่วน สมเหตุสมผล”
“นี่เ้า!” หญิงาุโโกรธจนตัวสั่น คิดว่าจะได้กำไรจากการต่อราคาเสียอีก
“ไม่มีร้านไหนขายให้ท่านในราคานี้ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดหรอกนะ ยกเว้นข้า” ซื่อเฟิงยังคงยิ้มให้อย่างจริงใจ พอลูกค้าคว้าของจากในมือก็กล่าวขอบคุณส่งท้าย
หลังจากวันนั้น นางก็ทำหมั่นโถวในราคาหนึ่งอีแปะมีขนาดเล็กลง ได้กำไรมากกว่าลูกใหญ่ ทั้งขายดีกว่า จึงเปลี่ยนมาทำขนาดเล็กทั้งหมดเพื่อลดราคาให้ถูกกว่าเดิม แต่รสชาติยังอร่อยไม่เปลี่ยน
ซื่อเฟิงขายดีก็ทำมากขึ้นจนสามารถเช่าพื้นที่เปิดแผงขายของได้ มีโต๊ะม้านั่งยาวให้ลูกค้าได้นั่งพัก นางก็ทำโจ๊กเพิ่มหนึ่งหม้อขายในตอนเช้า
ด้วยราคาที่ถูกมากๆ ทั้งมีรสชาติดี ร้านนางก็เริ่มมีลูกค้าประจำ วันหนึ่งขายจำกัดตามกำลัง เก็บเล็กผสมน้อยอยู่เป็ปีๆ ถึงจะมีโอกาสได้ซื้อบ้านเก่า ชีวิตนางในทุกวันยุ่งวุ่นวายกับการขายของ ได้พบปะพูดคุยกับลูกค้ามากหน้าหลายตา การรับข่าวสารก็กว้างขึ้น
เวลานั้นนางถึงได้รู้ว่า าใกล้จะได้ผลสรุปแล้ว ทุกคนคิดว่าต้องรอนาน แต่เปล่าเลย ไม่กี่ปีที่พิชิตชัยชนะกลับมาได้หลายครั้ง จนแคว้นศัตรูยอมทำสัญญาสงบศึก
วันที่ราษฎรหลุดพ้นจากความอดยากก็มาถึง การเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เกิดขึ้น ประตูเมืองเปิดต้อนรับวีรบุรุษกล้าที่ทำาปกป้องบ้านเมือง
ซื่อเฟิงไม่คิดจะหยุดงาน นี่เป็โอกาสทองที่จะขายซาลาเปาได้มากขึ้น นางหาบตะกร้าที่ซ้อนไว้สามชั้นเดินเร่ขายแถวบริเวณที่รอชมขบวนกองทัพบางส่วนที่กลับมารับความดีความชอบกับฮ่องเต้
ซื่อเฟิงยิ้มชมด้วยความปลาบปลื้ม ซาลาเปานางขายหมดไปหนึ่งตะกร้าแล้ว อีกหนึ่งตะกร้าก็กำลังจะหมด
แต่ไม่คาดคิด ่ที่มีการประกาศพร้อมเสียงแตรกลองว่าขบวนมาถึงแล้ว นางจะยิ่งถูกฝูงชนเบียดไปแถวหน้าสุด จนไปขวางอยู่กลางขบวนพร้อมซาลาเปาหนึ่งตะกร้า
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ธงและสัญลักษณของขบวนกองทัพดูเกรียงไกร ขุนพลใหญ่ทั้งหลายนั่งสง่าผ่าเผยบนอาชารับเสียงกู่ร้องสรรเสริญจากราษฎร
หญิงสาวรีบหลบออกข้าง เงยหน้าขึ้นมองเหล่าขุนพลใหญ่ที่นำขบวน บุรุษร่างสูงใหญ่ห้าวหาญในชุดเกราะดูดุดันมีประกายชวนให้เหล่าหญิงสาวมองด้วยความชื่นชม
ซื่อเฟิงมองผ่านๆ แล้วมาสะดุดตาบุรุษคนหนึ่งในชุดเกราะด้านหน้า เขายังดูหนุ่มแน่นกว่าคนอื่นๆ ทั้งร่างอาบกลิ่นอายของาความตายชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย สายตานับร้อยที่มองยังไม่ดึงความรู้สึกได้เท่าหนึ่งสายตา
ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาหันมาประสานสายตาเข้ากับนางพอดี ซื่อเฟิงยังคงยิ้มเหมือนคนโง่งม ในขณะที่เขาคนนั้นเหมือนถูกโยนลงธารน้ำแข็ง
แวบเดียว หนึ่งพริบตา
ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบปี ทั้งสมองและความรู้สึกที่สลักคนผู้หนึ่งไว้ยังชัดเจนอยู่เสมอ
ซื่อเฟิงคิดจะกลับ แต่ฝูงชนแน่นเกินไป นางจำต้องยืนอยู่ต่อ ใครจะคาดคิดว่าขุนศึกที่เดินนำขบวนผ่านไปแล้วจะกุมบังเหียนกลับมาอยู่ตรงหน้านาง
หญิงสาวคิดสิ่งใดไม่ออก นางมองหน้าม้าที่บังหน้าบุรุษผู้นั้นไว้มิด แล้วเขยิบไปด้านข้างเล็กน้อย หยิบซาลาเปายื่นให้เขา
คาดว่าคงผ่านมาได้กลิ่นซาลาเปานางเข้าพอดี จึงหิว
มือที่คร้ามแดดหยาบกร้านรับซาลาเปาลูกท้อไว้ แล้วขี่ม้ากลับเข้าขบวนเช่นเดิม ไม่อาจรั้งรออยู่นานได้ แค่ที่เขาแหกกฎแตกแถวออกมาก็มีความผิดแล้ว แต่วันนี้เป็วันดี ใครกันจะมาถือสา
![]()
เพราะาจบลงแล้ว เหมยมู่หลันก็สืบหาเสี่ยวไป๋ได้ไม่ยากอีกต่อไป โชคดีที่วันนี้พี่ชายนางกลับมาจากการร่วมทัพด้วย หลังจากที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้รับบำเหน็จความดีความชอบมามากมาย นางก็มีโอกาสได้สอบถาม
“พี่รองรู้จักคนที่ชื่อเสี่ยวไป๋หรือไม่คะ ช่วยสืบหาตัวเขาให้น้องหน่อย”
“ทหารตั้งมากมาย ข้าจำไม่ได้ทั้งหมดหรอก”
หญิงสาวได้ฟังแล้วคอตก นางหันมองอิงน่าด้วยสายตาเศร้าเสียใจ
อิงน่าที่เข้ามาเป็สาวใช้ของเหมยมู่หลัน แตะแขนนางเบาๆ เป็เชิงปลอบโยนว่า ‘ไม่เป็ไร’ นางทำงานดูแลคุณหนูผู้นี้ก็สุขสบายดี จะมีเสี่ยวไป๋หรือไม่ ก็หาได้สำคัญอีก
“เรียนท่านรองแม่ทัพเหมย บัดนี้ท่านแม่ทัพเก่อมารอที่ห้องโถงแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้เข้ามารายงานพอดี
เหมยิเฮย ลุกขึ้นพร้อมส่งสายตาให้เหมยมู่หลันตามไปด้วย ดูเหมือนเขามีใจอยากจะจับคู่บุพเพให้น้องสาวกับสหาย
“พี่รอง ใจน้องมีแต่คนผู้เดียว อย่าได้คิดเชียวนะคะ” ที่นางครองตัวไม่ยอมออกเรือนก็เพราะ…
“เ้าอายุมากแล้ว คนผู้นั้นของเ้าคงตายไปแล้วกระมัง ถึงท่านพ่อจะมิได้บังคับเ้า แต่อย่าได้ลืมว่ามารดาเ้าทุกข์ใจด้วยเื่นี้มาก” สตรีสกุลเหมยสายตรงล้วนออกเรือนมีบุตรกันเต็มห้องหอนอนแล้ว มีแต่น้องสาวคนนี้ที่ดื้อดึง ให้ตายก็ไม่ยอมออกเรือนเสียที
“น้องไปต้อนรับแขกตามมารยาทเท่านั้น” เหมยมู่หลันยืนกราน
“เ้าจะต้องเปลี่ยนใจ เพราะสหายคนนี้ของข้า คู่ควรกับเ้ามาก” ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันหลายปี เหมยิเฮยรู้สึกมาตลอดว่าสหายคนนี้ของเขาเหมาะสมกับเหมยมู่หลัน เขามักจะสาธยายเื่น้องสาวให้ฟัง จนอีกฝ่ายมีใจอยากเจอมาตั้งนาน
จบาแล้ว เื่ดีๆ ควรจะเกิดขึ้นให้มาก
“คอยดูได้เลย” นางหรือจะเปลี่ยนใจจากเสี่ยวไป๋
ไม่มีทาง
ภายในห้องโถงที่ใหญ่โตโอ่อ่าของสกุลเหมย ช่างส่งเสริมให้บุรุษคนที่รอยิ่งดูน่าเกรงขามสูงส่งเกินเอื้อม วันนี้เขามิได้สวมชุดนักรบ หากแต่สวมอาภรณ์ผ้าไหมที่ปักเย็บอย่างประณีตงดงามขับเน้นเรือนร่างสูงให้ตระหง่านผ่าเผยจนมิอยากจะละสายตา
แค่เขาส่งยิ้มบางมา เหมยมู่หลันก็เหมือนถูกดึงิญญาออกไปครึ่งหนึ่งแล้ว นางตัวสั่นเทา น้ำตาที่กลั่นมาจากความคิดถึงไหลรื้นอาบแก้มจนเหมยิเฮยกับอิงน่าตื่นใ
“คุณหนู…”
“มู่หลัน”
“เสี่ยวไป๋!” เสียงของคนทั้งสองนางไม่ได้ยิน
หญิงสาวไม่สำรวมกิริยา นางวิ่งเข้าไปใกล้เก่อไป๋ไป๋ด้วยความตื่นเต้นดีใจ ถามด้วยความประหม่า ตะกุกตะกักไปหมด “เป็…เป็เ้าได้อย่างไรกัน”
“เสี่ยวไป๋ก็คือเ้าหรือ” เหมยิเฮยสองมือไพล่หลัง เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มประหลาดใจสุดๆ “เช่นนั้นที่ผ่านมา เ้าก็รู้มาตลอดว่า ข้าพูดถึงนาง”
เก่อไป๋ไป๋เลิกคิ้ว ริมฝีปากยิ้มกวน เขารู้ว่าน้องสาวของเหมยิเฮย คือคนเดียวกับรักแรกพบในวัยเด็กของเขา แต่ก็อยากฟังเื่นางให้มาก จดจำและสลักให้ลึกกว่าใครอีกคน…
“เสี่ยวไป๋” อิงน่าเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในเมื่อไป๋เฟิงให้เหมยมู่หลันเรียกว่า เสี่ยวไป๋ ย่อมหมายความว่าไม่อยากจดจำซื่อเฟิง เช่นนั้นนางก็จะทำตามใจเขา หวังว่าเขาจะยังไม่ลืมมารดาอุปถัมภ์คนนี้
“อิงน่า” เมื่อครู่นางหลบอยู่ด้านหลังคนทั้งสอง เขาจึงมองเห็นไม่ชัดว่าคือใคร จนกระทั่งนางส่งเสียง
เก่อไป๋ไป๋เคยชินที่เรียกนางเช่นนี้ รีบทำความเคารพนางด้วยความอ่อนน้อม “ท่านสบายดีหรือไม่ แล้วคนอื่นเล่าเป็อย่างไรบ้าง”
“คุณหนูเหมยช่วยเหลือข้าไว้ พอรู้ว่า ข้าเป็มารดาอุปถัมภ์เ้า คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปตั้งนานแล้ว พวกนางสบายดี”
“ข้าเก่อไป๋ไป๋ เป็หนี้บุญคุณคุณหนูเหมยแล้ว ขอบคุณที่ช่วยดูแลมารดาอุปถัมภ์ข้าอย่างดีมาหลายปี”
เก่อไป๋ไป๋มองใบหน้างดงามนั้นด้วยสายตาซาบซึ้ง ทำให้หญิงสาวเขินอายจนแก้มแดงระเรื่อ เหมยิเฮยเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งชอบใจ
นี่มันช่างเป็วาสนาฟ้ากำหนดมาจริงๆ ในที่สุดน้องสาวเขาก็เจอคนที่คู่ควรมาก
เหมยิเฮยนั่งสนทนาอยู่ไม่นานก็ปล่อยให้ เก่อไป๋ไป๋ได้คุยกับอิงน่า นางเลี่ยงจะไม่เอ่ยถึงซื่อเฟิงเลย โดยหารู้ไม่ว่าคนที่ปากแข็งทำเหมือนไม่สนใจอยากรู้นั้น ในใจกระวนกระวายด้วยเื่คนผู้นั้นมากแค่ไหน เพราะเมื่อวานเขาได้เห็นนางแล้ว
นานหลายปีแล้ว แต่ก่อนนางสูงกว่าเขามาก บัดนี้กลับกันที่นางดูตัวเล็กบอบบางหรือเป็เช่นนี้มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเป็เขาเองที่ยังเด็กเกินไป
ในความทรงจำของเก่อไป๋ไป๋ยังติดภาพสตรีที่น่ามองมากผู้หนึ่ง นางทำให้เด็กเร่ร่อนตกตะลึงไม่เว้นกระทั่งเขา นางที่สวมอาภรณ์สีสันงดงาม ประดับเครื่องประดับมากมายส่องประกายดุจดาว มีกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆ ของดอกไม้
ตอนนี้หรือ…จืดชืดลงเยอะ
นางมีอายุมากขึ้นจึงดูสุขุมสมวัย ใบหน้าที่ชวนมองยังคงเหมือนเดิมแต่อาจมีความอ่อนล้าอยู่บ้างจากความลำบาก ผิวพรรณขาวเนียน แต่เพราะสวมเสื้อผ้าหยาบสีเรียบง่ายจึงดูธรรมดาดาษดื่นหรือเป็เพราะ เขาพบเจอบุปผาที่อ่อนเยาว์และงดงามกว่านางหลายเท่าใน่ชีวิตวัยรุ่น
เขาคิดว่า ลืมนางไปแล้ว แต่น่าแปลกที่พบเจอกันอีกครั้ง หัวใจกลับเต้นแรงด้วยความยินดีราวกับมันเฝ้ารอคอยที่จะเจอนางมานานแสนนาน
สตรีหน้าเหม็นผู้นั้น เขาเกลียดนางมากมิใช่หรือ
ชายหนุ่มถามใจตัวเองแล้วพยายามสลัดเื่ของนางทิ้ง เขาให้คนมารับอิงน่าไปอยู่ที่จวนพระราชทาน แต่ยังรั้งอยู่ต่อเพราะหญิงงามรักแรกพบของเขา
“หลายปีแล้ว ข้าคิดถึงครั้งแรกที่ได้พบท่านแม่ทัพอยู่เลยค่ะ” ตอนนี้เสี่ยวไป๋ของนางเปลี่ยนเป็ท่านแม่ทัพแนวกองหน้าแล้ว เขาทำผลงานใหญ่ไว้ ได้รับความดีความชอบ มีฐานะสูงขึ้น นางย่อมต้องให้เกียรติเขาอย่างที่สุด
“ตอนนั้นเ้าน่ารักมาก” เขาพูดจากใจจริง ดวงตาคมอ่อนโยนนั้นมองใบหน้างามอย่างหวานซึ้ง แม้เขาจะลำบากอยู่นอกด่านอยู่หลายปี ได้ตีเมืองมีสตรีเข้าหาก็ยังรู้สึกว่า เหมยมู่หลันเป็คนที่เขาควรกลับมาหามากที่สุด
“แล้วตอนนี้เล่า” เหมยมู่หลันหันมองเขาทั้งที่ยังยิ้มเขินๆ นางหลบสายตาเขา ทั้งไม่กล้ามองสาวใช้สองคนที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เฝ้าดูอยู่ไม่ไกล
“ใต้หล้านี้มิอาจมีหญิงใด…” เก่อไป๋ไป๋สะดุดเล็กน้อย เพราะใบหน้าหนึ่งวาบเข้ามาในหัวของเขา “เทียบเ้าได้เลยในใจข้า”
เหมยมู่หลันร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า นางเหนียมอายจนอ่อนระทวยไปทั้งร่าง โดยหารู้ไม่ว่าในใจเก่อไป๋ไป๋กำลังเดือดเป็ฟืนเป็ไฟเพราะเขาจดจำแต่สตรีหน้าเหม็นที่ชิงชัง กระทั้งจะเอ่ยเกี้ยวพาหญิงงามรักแรกพบ สตรีหน้าเหม็นก็ยังตามมารังควานเขาไม่หยุด
เขาไม่อยากจะจำนาง ไม่อยากเกี่ยวข้องกับนางอีก หรือเพราะที่ผ่านมาได้ดีเพราะนางขายเรือนร่างส่งเขาเรียน เป็หนี้บุญคุณ
เก่อไป๋ไป๋กลับจวนก็สั่งให้ลูกน้องออกตามหา ซื่อเฟิง เขาจะให้เงินทองตามที่นาง้าจะได้ไม่ติดค้างกันอีก ส่วนอิงน่านั้นก็ช่วยเหมยมู่หลันเต็มที่ โดยการโน้มน้าวให้เขาแต่งงานกับสตรีที่คู่ควร
เก่อไป๋ไป๋ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าจบาจะสู่ขอเหมยมู่หลันทันที หากเขาได้แต่งงานคงจะไม่เอาใจไปคิดถึงซื่อเฟิงอีก ทุกอย่างจึงเป็ไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย เพราะทางฝ่ายสกุลเหมยก็ยินดีต้อนรับลูกเขยที่มีเกียรติ
และไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้ เพราะหลังจากเข้าหอกับเหมยมู่หลัน เขาก็เหมือนจะลืมเื่นั้นไปชั่วคราว
ไป๋เฟิงหรอกหรือ
วันนั้นคือ ไป๋เฟิง
ซื่อเฟิงเพิ่งได้รับรู้ว่า ขุนศึกที่นางยื่นซาลาเปาลูกท้อให้ในวันนั้นคือ ไป๋เฟิง
เขาเปลี่ยนไปมาก รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายมีความดุดัน มีสง่าราศีจนนางที่ยังติดภาพวัยเด็กของเขาอยู่จำไม่ได้เลย
ลูกน้องของเก่อไป๋ไป๋ตามหานางเจอไม่ยาก
“ข้าสุขสบายดี ไม่้าเงินทองจากเขา ทั้งไม่ต้องให้มาเป็หนี้บุญคุณใด เพราะเป็แค่เศษเงินที่ข้าจ่ายเล่นให้กับเขาเท่านั้น หากเขาไม่ถาม เ้าไม่ต้องบอกเขาว่าพบข้าแล้ว ให้ถึงวันที่เขาถาม เ้าค่อยบอกทั้งหมดนี้ไป”
เพราะยังรู้สึกติดค้างกระมัง เขาถึงส่งคนมา
แต่แรกที่ทุ่มเทไป ซื่อเฟิงก็ไม่้าหว่านพืชเพื่อผลตอบแทนอยู่แล้ว ความปรารถนาเดียวคือ เห็นเขาเติบโตอย่างงดงาม ทุกอย่างเป็ไปด้วยดีแล้วในชีวิตของแม่ทัพเก่อไป๋ไป๋ นางมิเคย้าเข้าไปเกี่ยวพันใดๆ อีก
ในวันที่รู้ว่า เก่อไป๋ไป๋แต่งงานกับคุณหนูสกุลเหมย นางก็ร่วมชมขบวนอยู่ข้างทาง เพราะตื้นตันใจกระมัง นางถึงหลั่งน้ำตาออกมา ในหัวใจของนางไม่เคยเกิดความรักชู้สาวกับเขาได้เลย
ไม่มีทางเป็เช่นนั้นได้
ซื่อเฟิงเลือกใช้ชีวิตของตนตามเดิม สีหน้านางแจ่มใสมากขึ้น ตอนนี้ได้จ้างเด็กมาช่วยงานสองคนซึ่งขยันขันแข็งทำงานดีมาก นางได้ซื้อบ้านหลังใหม่ขนาดกะทัดรัด แต่มีบริเวณบ้านให้ปลูกต้นไม้ดอกไม้ เลี้ยงเป็ดไก่
จากที่เปิดแผงลอย ก็เปิดร้านค้าได้ จะมีอะไรดีกว่านี้อีกนั้นไม่มี
ใกล้จะปีใหม่แล้ว นางไปร้านผ้าเพื่อเลือกตัดชุดให้เด็กที่ร้านกับของตน แต่วันนี้ดันมาผิดวันเสียได้ เพราะขณะที่กำลังเลือกผ้าแพรอยู่นั้น ชายหญิงสองคนก็เดินเข้ามาในร้าน เสี่ยวเอ้อร์กุลีกุจอต้อนรับอย่างดี
ปลายหางตาซื่อเฟิงเห็นคู่รักที่เหมาะสมกันมาก นั่นก็คือ เก่อไป๋ไป๋กับเหมยมู่หลัน นางไม่เลือกผ้าต่อแล้ว ก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์คิดเงิน แล้วถามว่ามีทางออกอื่นอีกหรือไม่ นางรู้ดีว่า เก่อไป๋ไป๋ไม่อยากพบตน
“ท่านพี่ ผ้าลายนี้สวยมากเลยค่ะ”
“อืม สวย” เก่อไป๋ไป๋ตอบส่งๆ ไม่ได้สนใจนัก เพราะั้แ่ย่างเข้ามาในร้านแล้วสายตาเห็นแผ่นหลังของสตรีคนหนึ่ง เขาก็ไม่ได้ละสายตาไปไหนเลย
เขาจำนางได้!
“ระหว่างสีม่วงกับสีฟ้าลายนี้ สีไหนเหมาะกับข้ามากกว่าคะ”
“สีไหนก็เหมาะกับเ้า”
นางกำลังจะออกไปอีกทาง
เก่อไป๋ไป๋ร้อนรนในใจ เขาผละจากเหมยมู่หลันแล้วตามซื่อเฟิงไป
หลังจากแต่งงานเข้าหอกับเหมยมู่หลัน เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสั่งให้ลูกน้องไปตามหาซื่อเฟิง พอได้รับคำตอบ เขาพบว่าตนรู้สึกโกรธกับความเฉยชาและถือดีไม่เปลี่ยนของนาง
คำตอบนางไม่ได้ช่วยให้หายติดค้างเลยสักนิด เขาจึงทนไม่ได้ที่จะไล่ตามนาง
“ซื่อเฟิง!” ชายหนุ่มกึ่งวิ่งกึ่งเดินเรียกชื่อนาง แต่คนข้างหน้ากลับไม่ยอมขานรับ เมื่อสุดจะทนเขาก็เพิ่มเสียง นางก็ยังทำหูทวนลมไม่ได้ยินอีก
เก่อไป๋ไป๋โกรธจนคิ้วขมวด ข้างขมับขึ้นเส้นเื นางช่างเข้าใจยั่วโมโหเขาดีจริงๆ
“เ้าไม่ได้ยินที่ข้าเรียกหรือ” เขาวิ่งมาดักหน้านางไว้ สีหน้าท่าทางเอาเื่ที่นางแกล้งเฉย
“ท่านแม่ทัพเก่อมีธุระอะไรกับข้าหรือ” ซื่อเฟิงเลิกคิ้ว ถามด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน ทำราวกับเพิ่งรู้จักเขา ทั้งวางท่าห่างเหิน
“เหตุใดจึงไม่เรียกร้องเงินทองที่เ้าเสียไปเพราะข้า”
“ข้าคิดว่าทุกคำตอบที่ฝากไปนั้นชัดเจนดีแล้ว”
“แต่เ้าต้องเรียกร้อง”
“หนึ่งร้อยตำลึง” ซื่อเฟิงมองเขาั้แ่หัวจรดเอว “ท่านแม่ทัพเก่อน่าจะมีติดตัวอยู่พอดีกระมัง”
เขามาร้านผ้าพร้อมภรรยา ย่อมพกเงินติดตัวมาจำนวนหนึ่ง ยิ่งในฐานะของเขาตอนนี้ หนึ่งร้อยก็ยังนับว่าน้อยอยู่
พอนางเรียกร้องจริงๆ ในใจกลับยิ่งกระวนกระวาย เก่อไป๋ไป๋พบว่า ต่อไปนี้จะไม่มีข้ออ้างให้ตนวิ่งไล่ตามนางอีก “ไม่มี…ไว้วันหลัง…”
“อย่าได้มีวันหลังจะดีกว่า ท่านแม่ทัพเก่อมีภรรยาแล้วจะมาป้วนเปี้ยนกับอดีตนางโลมเช่นข้าไม่ดีนัก คนจะครหาเสียหายได้”
ซื่อเฟิงยิ้มเย็น แต่ในใจกลับสับสน นางดูออกว่าเขาอยากพบเจอกันอีก สายตาเขาดูร้อนใจว่าจะหมดข้ออ้างพูดคุยต่อล้อต่อเถียง ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจแล้ว
นางเดินอ้อมร่างสูงตรงหน้า ไม่อยากเสียเวลาวุ่นวายกับคนที่ตัดขาดไปจากชีวิต
เก่อไป๋ไป๋กำมือแน่น หลายสิบปีก่อนเขาทนหันหลังให้นางได้ เพราะเขา้าเติบโต ปีกกล้าขาแข็ง ที่ไม่ต้องใช้จมูกนางหายใจ
พอในวันนี้ที่เขาได้ดิบได้ดีมีทุกอย่างพร้อม ได้เห็นนาง ความ้าที่หลบซ่อนก็ค่อยๆ ออกมา
แท้จริงแล้ว เขาอยากจะให้ทุกสิ่งที่พยายามเพียรสร้างมาคืนสู่คนที่มอบให้
เขาอยากให้หญิงสาวในเรือนสองมีชีวิตที่ดี และที่สุด คนที่เขาบอกว่าเกลียดนักหนา กลับเป็คนที่เขาอยากมอบทั้งหมดให้
ไม่ใช่แค่เงินทอง ชื่อเสียง หากแต่…
“ซื่อเฟิง” เก่อไป๋ไป๋เดินตามนางอีกครั้ง “ใครกันที่บอกว่า ข้าเป็ของเ้าแล้ว!”
เ้าเด็กบ้านี่
ซื่อเฟิงน้ำตาคลอ พยายามเหลือบตามองท้องฟ้าให้น้ำตาถูกสายลมพัดแห้งเหือดไปเร็วๆ ยิ่งกว่านั้นคือ นางเร่งฝีเท้าเดินเพื่อหนีจากคนที่ตามอยู่ข้างหลัง
“ไฉนถึงไม่ทวงของของเ้า”
“ท่านแม่ทัพเก่อ เลิกเหลวไหลได้แล้ว ข้าไม่ได้มีเวลามาเล่นสนุกเป็เพื่อนท่านหรอกนะ” ซื่อเฟิงสุดจะทน นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา เมื่อเห็นว่าเดินมาพ้นจากสถานที่คนมาก
“ท่านมิใช่สิ่งของของข้าอีกแล้ว มีแค่ไป๋เฟิงเท่านั้นสำหรับข้า”
“จะเก่อไป๋ไป๋ เสี่ยวไป๋ก็คือ ไป๋เฟิง คือ ข้าคนนี้!”
“บอกสิ่งที่ท่าน้ามาดีกว่า เพราะข้าไม่มีสิ่งที่้าจากท่านแม่ทัพเก่ออีกแล้ว”
ยิ่งอยู่ตรงหน้ายิ่งชัดเจน
หากแต่แรกเผชิญหน้ากันเช่นนี้ เก่อไป๋ไป๋มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรโง่ๆ ลงไป ตัดสินใจผิดพลาดเพียงเพราะ้าหนีนาง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นอยู่ดี
“ข้าอยากอยู่กับเ้า”
เก่อไป๋ไป๋จ้องมองนางด้วยแววตาแน่วแน่ เสียงทุ้มนั้นสั่นเล็กน้อย ความรู้สึกที่เขาโหยหามาทั้งชีวิตและบ้าหลอกตัวเองปฎิเสธเรื่อยมา แค่้าอยู่กับนางให้มากกว่าวัยเด็ก
“ข้าไม่มีฐานะใดให้ยืนอยู่ข้างท่านได้” จะเป็มารดาอุปถัมภ์แย่งกับอิงน่าหรือ พี่สาว สหายหรืออนุภรรยา ไม่ว่าฐานะใดนางก็ไม่อยากยืนอยู่ทั้งนั้น
เก่อไป๋ไป๋หนักแน่นในใจกว่าเดิม เขามองใบหน้านั้นที่คุ้นเคยทั้งในความทรงจำและความรู้สึก ตอนเด็กๆ เขาอาจจะไม่กล้าพูดอีกความรู้สึกที่ซ่อนลึกในซอกหลืบของหัวใจ แต่ตอนนี้เขายิ่งกว่าพร้อม
“เด็กรับใช้ข้าเป็ให้เ้าแล้ว เหลืออีกข้อที่ข้ายังต้องทำ”
“มีหญิงสาวพรหมจรรย์มากมายที่อายุน้อยงดงามเพียบพร้อมที่จะเป็อนุภรรยา ไม่เลือกก็ช่างเถอะ แต่ข้าขอให้ท่านคิดถึงหน้าฮูหยินเอกไว้ จะให้นางใช้สามีร่วมกับอดีตนางโลมหรือ… ดูถูกหยามเกียรตินางถึงเพียงนี้ เห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยหรือไม่”
เก่อไป๋ไป๋เหมือนขุดหลุมไว้ให้ซื่อเฟิงมากลบฝัง หากในวันนี้เขายังครองตัวเป็โสด นางก็จะไม่มีข้อบ่ายเบี่ยงใดได้อีก
“อีกอย่างให้ท่านรู้ไว้ ข้าไม่เคยรักท่านด้วยความรู้สึกชายหญิงเลย”
ซื่อเฟิงคิดว่า นางได้กล่าวครบถ้วนหมดแล้ว นางเดินต่อโดยไม่สนใจเขาอีก
แต่ทั้งหมดที่นางพูดมา เก่อไป๋ไป๋จับใจความสำคัญได้แค่ว่า ‘ไม่เคยรักด้วยความรู้สึกชายหญิง’ แล้วเหตุใดมีแต่เขาที่รู้สึก
เขาผิดปกติแต่เด็กหรือ ที่ชอบนางด้วยความรู้สึกชายหญิง โมโหนาง เกลียดเพราะนางเห็นเขาเป็ของเล่น
ในขณะที่เก่อไป๋ไป๋ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ห่างออกไป เหมยมู่หลันที่ตามมาหลังจากเขาผละออกจากร้านกำลังยืนมองด้วยสายตาสงสัยระคนเ็ป
สตรีนางนั้นเป็ใครกัน สามีของนางถึงวิ่งไล่ตาม
ถึงแม้หน้าตาจะงดงามสู้นางไม่ได้เลย อายุก็น่าจะมากกว่า แต่ด้วยความสุขุมกอปรกับใบหน้านั้นมีเสน่ห์ชวนมอง หัวใจของหญิงสาวเริ่มสั่นคลอนด้วยความกลัว
เขาชอบสตรีนางนั้นหรือ
‘มู่หลัน เ้าออกเรือนแล้ว ย่อมเป็สตรีเต็มตัว ภายภาคหน้ายังต้องรับมือกับอนุภรรยาอีกมาก เ้าต้องใจกว้างไว้นะลูก’
วันที่ออกเรือน เหมยมู่หลันได้ฟังคำพูดของมารดาแล้วรู้สึกทัดทานอยู่ภายในใจ ดูอย่างไรเก่อไป๋ไป๋ก็ไม่ใช่บุรุษเ้าชู้ เขาไม่เคยส่งสายตาให้สตรีใด ยิ่งได้ครองคู่กันตลอดหลายเดือน นางเชื่อหมดใจว่า เขาจะรักและมีนางเป็ภรรยาคนเดียวไปจนแก่เฒ่า
เหมยมู่หลันเก็บงำความสงสัยทั้งที่ร้อนรุ่ม กลับไปนั่งเลือกผ้าด้วยใจที่เหม่อลอย จนเก่อไป๋ไป๋กลับเข้ามา นางต้องฝืนยิ้มให้เขา
จนกระทั้งขึ้นนั่งบนรถม้า หญิงสาวเงียบผิดปกติ นางอยากจะถามเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะดูเป็การเปิดโอกาสให้เขาถ้า เขาคิดจะรับอนุภรรยาจริงๆ
“ข้ารู้ว่า มู่หลันตามข้าออกจากร้านผ้า” เก่อไป๋ไป๋เป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงด้วยความกลัว กระนั้นก็ยังพยักหน้ายิ้มดูจะเหนียมอายที่ถูกจับได้ว่าแอบตามเขา แต่ก็ไม่พูดอะไร
เก่อไป๋ไป๋กุมมือที่เย็นเฉียบของนางไว้แล้วถูเบาๆ ให้เกิดไออุ่น “อากาศข้างนอกหนาว ข้าบอกแล้วว่าให้สวมเสื้อผ้าหนาขึ้นหน่อย”
เหมยมู่หลันแทบจะกัดฟันกลั้นความรู้สึก ััที่มือนางอยู่ในอุ้งมือใหญ่นั้นช่างปลอดภัยและอุ่นร้อนเหลือเกิน นางรักความรู้สึกนี้ที่เขาเป็ของนางคนเดียว แล้วยังมีน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยถ้อยคำห่วงใยนางอีก
ทนไม่ได้…ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเขารักคนอื่น
ท่านแม่ ลูกใจกว้างเหมือนท่านไม่ได้
“ใคร…” เขาชักช้าไม่ยอมพูด นางใจร้อนอยากจะถาม เสียงที่เปล่งกลับเบาหวิว
“นางชื่อ ซื่อเฟิง” เก่อไป๋ไป๋หลุบสายตามองมือเล็กขาวเนียนในมือ อดคิดถึงมือคู่นั้นที่เคยทายาให้อย่างอ่อนโยนเป็ครั้งแรกไม่ได้ และก็ชอบใช้ตบหน้าเขา เวลาที่เขาพูดจาหยาบคายเสียดแทงใจดำนาง ทุกอย่างในชีวิตเขาเริ่มจากนางคนเดียว
น้ำเสียงที่เขาใช้เรียกสตรีนางนั้น ช่างล้ำลึกในความรู้สึก ในขณะที่เขาเรียกชื่อนางแค่ด้วยความเสน่หาระหว่างสามีภรรยาที่กำลังเป็ข้าวใหม่ปลามัน
“นางเคยเป็หญิงงามอันดับต้นๆ ของหอนางโลมบุปผาหว่านราตรี ตอนที่ข้าหกขวบ นางซื้อข้าด้วยเงินที่สูงถึงหนึ่งตำลึง หลังจากนั้นก็ส่งข้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาร่วมกับชนชั้นสูง ถึงได้มีโอกาสพบเ้า”
“ที่แท้ นางเป็ผู้มีพระคุณของท่านพี่” นางก็เคยได้ยิน ว่าหญิงสาวในหอนางโลมช่วยกันเลี้ยงดูเขามาอย่างดี หนึ่งในนั้นมีซื่อเฟิง เหมยมู่หลันเบาใจมากขึ้น เป็นางที่คิดมากไปเอง พวกเขาผูกพันกันเสมือนแม่ลูก
เห็นแววตาของภรรยาเปลี่ยนจากหม่นหมองเป็สดใส เก่อไป๋ไป๋รู้ถึงความคิดในใจนางดี เขาไม่อยากปล่อยให้เื่มันผิดพลาดเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะหลังจากที่ได้พบหน้าซื่อเฟิง ความปรารถนาในใจเขาที่มีต่อนางนั้นมากจนน่ากลัวเหลือเกิน
“มู่หลัน ข้าผิดต่อเ้าจริงๆ ที่ข้ามีใจให้ซื่อเฟิง”
วันนี้ เขาถึงเข้าใจความรู้สึกที่ผ่านมาของตนว่า เกิดขึ้นเพราะมีใจให้ซื่อเฟิง ไม่อยากเห็นนางต้องลำบากหรือเป็ของบุรุษใดทั้งนั้น แต่เขาไม่มีอำนาจ เงินตรา ฐานะจะดึงนางออกมา ทว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
เหมยมู่หลันใจหล่นวูบ นางกลัวคำพูดถัดจากนั้นของเขาจนมือเย็นและสั่นไม่หยุด
“ข้ามีวันนี้ได้เพราะความเสียสละของนาง ข้าอยากขอเ้า ให้นางเป็ฮูหยินรองได้หรือไม่”
เก่อไป๋ไป๋กุมมือนางแน่น เขาเอ่ยโดยไม่ลังเล ทั้งส่งสายตาเว้าวอนขอให้นางใจกว้างแค่เื่นี้เื่เดียวเท่านั้น เขาไม่เคยเหลวไหลปันใจให้สตรีไปทั่ว คนสำคัญของเขามีเพียงนางกับซื่อเฟิง
เหมยมู่หลันเหมือนจะหน้ามืด มือเท้าเย็นเยียบเหมือนอังอยู่บนก้อนน้ำแข็งพาหนาวสั่นไปทั้งสรรพางค์กายคล้ายจะจับไข้ หัวใจนางไม่เต้นแรงอีกแล้ว แต่กลับอ่อนล้า นางสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรั่งพรู จุกแน่นในอกจนกล่าวสิ่งใดไม่ออกเลย
กระทั่งจะให้เป็อนุ เขายังไม่กล้าจะให้สตรีนางนั้น แต่กลับยกตำแหน่งฮูหยินรองให้!
นี่นางต้องมาแบ่งความสำคัญกับอดีตนางโลมเช่นนั้นหรือ
“ท่านรักข้าคนเดียวไม่ได้หรือ ข้าบกพร่องต่อหน้าที่ภรรยาตรงไหน ท่านพี่สั่งสอนข้ามาเถิด ข้าจะทำสุดความสามารถ”
กว่านางจะเค้นคำพูดผ่านลำคอที่ตีบตันออกมาได้ เรี่ยวแรงก็หมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว ดวงตาคู่งามที่ฉ่ำน้ำตาเป็ประกายน่าสงสาร นางมองใบหน้าหล่อเหลาของเขา ยิ่งรู้สึกว่าไม่อยากให้เขาไปััใครเลย นางรักเขามากเกินกว่าจะใจกว้างได้ แค่คิดก็ทรมานใจแทบขาดแล้ว
“ท่านเลือกแต่งงานกับข้าแต่แรก ก็ไม่ได้มีนางในใจแล้ว ท่านเพียงรู้สึกติดค้างนาง พวกเราหาบ้านหลังโต ข้ารับใช้ เงินทองของมีค่าให้นางไปก็พอ ท่านไม่ต้องรับนางเป็ฮูหยินรองเลย”
“นางไม่เคย้าสิ่งใดจากข้า เป็ข้าที่้านาง มู่หลันจะยังเป็ฮูหยินเอกในจวนแม่ทัพ” เก่อไป๋ไป๋ประคองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของภรรยาไว้ ให้นางประสานสายตากับเขา
“มู่หลันยังคงเป็ ภรรยาที่ข้ารักมากไม่เปลี่ยน ข้าขอแค่เื่นี้เื่เดียว จะไม่มีสตรีใดอีก ทำให้ข้าได้หรือไม่ ซื่อเฟิงให้ชีวิตข้า มิอาจให้นางไปไกลได้”
“ท่านจะไม่แตะต้องนาง ได้หรือไม่เล่า!” เหมยมู่หลันสะบัดหน้าออกจากมือของเขา สายตาที่เ็ปร้าวแทบแหลกสลายนั้นยังมีความหวังในคำถามนี้อยู่
จะให้อดีตนางโลมคนนั้นเป็ฮูหยินรองก็ได้ แต่เขาต้องไม่แตะต้องนางเลย
“ท่านบอกว่ามีใจให้นาง ้าให้เป็ฮูหยินรอง จะยังบอกว่ารักข้ามากไม่เปลี่ยนอยู่อีกหรือ ข้าจะกลายเป็แค่ดอกไม้ที่ท่านไว้ประดับแจกันในบ้าน แค่ดูแววตาท่านก็รู้ว่า นางสำคัญมากแค่ไหน”
หญิงสาวสะอึกสะอื้น ดวงตาแดงก่ำนั้นยังพยายามหาความหวังไว้ยึดเหนี่ยว
เก่อไป๋ไป๋เบือนหน้าไปทางอื่น ท่าทางเ็าจนเหมยมู่หลันใจสลาย นางเป็ฝ่ายกระเถิบเข้าไปสวมกอดเขาไว้ เอนซบแผ่นหลังกว้างดุจผืนฟ้าที่มั่นคงของนาง
“ต้องให้ข้ายินยอมใช่หรือไม่ ท่านถึงจะพอใจ” นางทนการหมางเมินจากเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เป็ฝ่ายอ่อนข้อ ในใจมองเื่ที่กำลังจะมาถึงให้สวยงามปลอบใจไว้
เก่อไป๋ไป๋ถอนหายใจ เขาหันกลับมาแล้วโอบกอดนางเข้าอ้อมอก น้ำเสียงอ่อนโยนลง “ถึงจะมีซื่อเฟิง เ้าก็ยังมีความหมายต่อข้าเช่นเดิมไม่เปลี่ยน”
“ข้าเชื่อท่าน” เหมยมู่หลันพยักหน้าในอ้อมอกเขา ทั้งที่น้ำตารินไหลไม่หยุด
ถ้าเขาไม่รักนางจริง คงไม่มาขอร้องนางเช่นนี้
นางยังสำคัญกับเขาอยู่มากๆ
.ติดตามตอนต่อไป.