ตอนที่ 27 กาลิโด้ จ้าวแห่งเวลา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เพียงแค่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์หนึ่งเล่มก็ทำให้เมอร์ลินได้รับรู้เื่ต่างๆ มากมายของดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้
อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะได้ชื่อว่าเป็ประวัติศาสตร์เวทมนตร์แต่มันก็ไม่ได้กล่าวถึงเวทมนตร์ทั้งหมดโดยตรง โดยเฉพาะเวทมนตร์ยุคเก่า
เวทมนตร์ที่ใช้คำร่ายอันยืดยาวกลายเป็เื่ที่ล้าสมัย แต่อย่างไรก็ตามนักเวทในยุคนี้ก็ยังศึกษาเวทมนตร์ยุคเก่าอยู่ตลอดเวลา พวกเขาทำวิศวกรรมย้อนกลับ นำคาถาเวทยุคเก่ามาชำแหละและค้นหาที่มา ก่อนจะก่อร่างสร้างมันขึ้นมาเป็คาถาเวทยุคใหม่ที่ใช้กันในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งแปลงบทเวทที่ทรงพลังอย่างคาถามหาเวทให้กลายเป็ค่ายกล
ต้องรู้ไว้ว่าทั้งหมดนี้ล้วนใช้ความสามารถของรูนศาสตร์ทั้งสิ้น
การคำนวณของรูนศาสตร์จึงได้ชื่อว่าเป็ “ภาษาของเวทมนตร์”
ไม่ว่าจะเป็เวทมนตร์ยุคโบราณที่มีความซับซ้อนแค่ไหนก็สามารถใช้รูนศาสตร์ไขความลับของมันได้ทั้งสิ้น
เพราะเหตุนี้นี่เองจึงทำให้นักวิชาการมีความสำคัญในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้
เมอร์ลินใช้เวลาอ่านหนังสือที่มีความหนาเกือบพันหน้าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ความเร็วนี้ต้องทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงและไม่เชื่ออย่างแน่นอน
อย่าว่าแต่คนอื่นไม่เชื่อเลย แม้แต่เมอร์ลินเองก็ไม่แทบจะไม่เชื่อเช่นกัน
เขาใช้มือจับไปที่ดวงตาของตัวเองอย่างอึ้งๆ ก่อนจะรู้สึกว่ามันไม่ได้แตกต่างหรือมีความผิดปกติใด
“ฉันไม่สามารถบอกเื่ดวงตานี้กับใครได้”
เมอร์ลินมองไปที่บานประตูที่ปิดอยู่ แน่นอนว่าเขากำลังคิดถึงศาสตราจารย์ออสตินที่อยู่ด้านนอก
แม้แต่ชายชราเองเขาก็ไม่สามารถบอกเื่แบบนี้ออกไปได้
เขาหันกลับไปมองที่หนังสือเล่มหนาในมืออีกครั้ง
“ฉันควรแกล้งอ่านไม่จบสินะ”
เมอร์ลินกล่าวก่อนจะกวาดสายตาไปมองหนังสือที่อยู่รอบๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็อ่านหนังสือพวกนี้ไปพลางๆ ก็แล้วกัน”
เมื่อเมอร์ลินคิดที่จะปิดบังพร์ของตนเองเอาไว้ เขาจึงทำได้แค่ต้องปกปิดมันอย่างแเี
อย่างไรก็ตามหนังสือในห้องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาเบื่อ หลังจากอ่านหนังสือเล่มหนาในมือจบแล้วเขาก็รู้สึกสนุกกับมัน ไม่ต้องเอ่ยว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากดวงตาสีเงินที่ทำให้เขาทั้งจดจำและทำความเข้าในใจเนื้อหาได้
การเรียนรู้ที่ง่ายดายเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกสนุกและกระตือรือร้นที่จะเรียนเพิ่มเติม
ร่างเล็กลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือที่เรียงราย
สายตาของเขากวาดไปยังชื่อหนังสือเ่าั้ มือเล็กแตะไปที่สันหนังสือก่อนจะดันมันออกมา
แล้วตอนนั้นเองหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็มาอยู่ในมือของเขา ความหนาของมันแทบไม่ต่างไปจากหนังสือเล่มก่อนเลยแม้แต่น้อย
“ทฤษฎีสัมพัทภาพ” เมอร์ลินเอ่ยชื่อหนังสือออกมา
หลังจากที่ได้อ่านประวัติศาสตร์เวทมนตร์มาแล้ว เขาก็เข้าใจคำว่าทฤษฎี และหนังสือในมือนี้ก็เป็ทฤษฎีแรกที่เขาสนใจ
เด็กน้อยไม่ลังเลที่จะนำมันมานั่งอ่านบนเก้าอี้โซฟาตัวเดิม
มือน้อยพลิกหนังสือหน้าแล้วหน้าเล่าอย่างสนใจ
ในตอนแรกเขาคิดว่าทฤษฎีจะเป็เื่ที่น่าปวดหัวมากกว่านี้เสียอีก เพราะกว่าทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ นักวิชาการจะต้องสร้างกระบวนการทางเวทยาศาสตร์ขึ้นมา นั่นคือการสังเกต ตั้งสมมุติฐาน ทดลอง รวบรวมข้อมูล และสรุปผลจนกลายเป็ทฤษฎี
เมอร์ลินเริ่มคุ้นชินกับการพลิกหน้าหนังสือ ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการพลิกหน้าหนังสือของเขาก็ไม่ได้ทำให้หนังสือเสียหาย
ยิ่งเขาอ่านเขาก็ยิ่งพลิกมันเร็วยิ่งขึ้น
จนกระทั่งไม่นานเขาก็สามารถอ่านมันได้จบ
เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่เป็ประกาย
“ฉันไม่คิดเลยว่าเื่ของตำแหน่งและความเร็วจะทำให้ฉันทึ่งได้ขนาดนี้ แท้ที่จริงแล้วทฤษฎีสัมพัทภาพที่ท่านกาลิโด้ จ้าวแห่งเวลาสร้างขึ้น มันก็พูดเกี่ยวกับปรากฎการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเรา”
“เพียงแค่สังเกตคนวิ่งผ่าน คนกำลังวิ่ง และคนยืนอยู่กับที่ก็สร้างเป็ทฤษฎีที่น่าทึ้งขึ้นมาได้ มิหนำซ้ำมันยังสามารถแปลงออกมาเป็สมการรูนศาสตร์ได้อีกด้วย โลกแห่งวิชาการนี่ช่างน่าทึ้งเกินไปแล้ว”
หัวใจของเมอร์ลินในตอนนี้กำลังเต้นอย่างลิงโลด อารมณ์ในดวงตาของเขามีความกระหายในความรู้มากเหลือเกิน
เขาไม่คิดเลยว่าการอ่านหนังสือจะเป็ที่น่าหลงใหลได้ขนาดนี้
หากเขายังใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เชื่อได้ว่าด้วยสถานะอย่างเขาย่อมไม่มีวันที่จะได้แตะต้องหนังสือแบบนี้อย่างแน่นอน
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นจบเมอร์ลินก็นำหนังสือกลับเข้าชั้นแล้ว เลือกหนังสือเล่มถัดไป
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเขาก็อ่านหนังสือไปแล้วหลายเล่ม และความเร็วในการอ่านแต่ละเล่มยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
จนกระทั่งศาสตราจารย์ออสตินได้ส่งเสียงเรียกออกมาจากนอกห้อง
“เมอร์ลินมากินข้าวได้แล้ว”
เด็กน้อยปิดหนังสือลงด้วยความรู้สึกที่เสียดายและเอ่ยตอบกลับไป “คร๊าบ ...”
ด้วยความที่ชายชราอยู่คนเดียวมานาน เขาจึงมีทักษะในการอยู่คนเดียว การทำอาหารก็เป็ส่วนหนึ่งของความสามารถนี้เช่นกัน
เมอร์ลินพบว่าศาสตราจารย์ออสตินทำอาหารได้อร่อยมาก
บนโต๊ะอาหาร
เมอร์ลินที่ท่าทางที่ลังเลสงสัย
ท่าทางนั้นล้วนอยู่ในสายตาของชายชรา
“มีอะไรอยากจะถามก็ถามมาเถอะ ดูเหมือนว่าเธอจะมีข้อสงสัยในการอ่าน หากเธอ้าเป็นักวิชาการที่ดีก็อย่าลังเลที่ถามคำถาม” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ท่าทางของเขาเอ็นดูเด็กน้อยเป็อย่างมาก
เมอร์ลิน้าปิดบังความสามารถของดวงตาสีเงิน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถถามทุกคำถามที่อยากถามได้
เ้าเด็กทำไมอย่างเขาจึงรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยกับสถานการณ์ในตอนนี้
แต่แล้วในที่สุดเขาก็เลือกที่จะถามคำถามหนึ่งในนั้นออกมา
“ครับ ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมบุคคลในประวัติศาสตร์หลายคนถึงได้มีฉายาคำว่าจ้าวนำหน้าล่ะครับ”
บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เวทมนตร์ล้วนมีฉายานามที่ชื่อว่าจ้าวนำหน้า อย่าง “คาลิเปร์ จ้าวแห่งรูน” “เพลโต จ้าวแห่งเวท” “กาลิโด้ จ้าวแห่งเวลา” หรือ “ไอแซค จ้าวแห่งแรงโน้มถ่วง”
ตอนนั้นเองศาสตราจารย์ออสตินก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาและเอ่ย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เื่นั้นเองหรอ ... มันไม่แปลกหรอกที่เธอจะสงสัย เพราะนั่นคือคำเชิดชูเกียรติสูงสุดของนักเวทรวมไปถึงนักวิชาการ หากเธอ้าศึกษาให้ลึกมันถูกบันทึกไว้ในหนังสือสังคมเวทศึกษา ลำดับชั้นของนักเวทและนักวิชาการ จ้าวนั้นหมายถึงเกียรติยศสิบดาว”