บทที่ ห้าสิบเจ็ด
คุณชายกับอนุ
ในยามเช้าที่เรือนส่วนในของคุณหนูใหญ่สกุลฟ่าน กลิ่นหอมอ่อนๆจากกำยานบุปผาสมุนไพรที่วางไว้ริมหน้าต่างลอยเข้ามาเป็นระยะฟ่านหนิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวไร้พนัก ดีดพิณพลางเอนกายไปข้างหน้าเล็กน้อยสายพิณที่สั่นสะท้อนเสียงคล้ายลมพัดผ่านแมกไม้ ใบหน้าของนางเรียบนิ่งไร้อารมณ์
ขณะที่จางไป๋ซินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าลังเลเล็กน้อยไม่รู้จะรายงานดีหรือไม่เพราะคุณหนูใหญ่กำลังบรรเลงพิณอยู่แต่ผู้เป็นนายคล้ายรู้จึงเหลือบสายตามาเป็นเชิงอนุญาต สาวใช้จึงก้มศีรษะแล้วรายงาน“วันนี้คุณชายเจิ้งกับฮูหยินเจิ้งก็มาที่จวนอีกแล้วเจ้าค่ะ แต่บ่าวไปแจ้งให้แล้วหลังพวกเขารู้ว่าคุณหนูใหญ่กำลังศึกษาพิณอยู่กับอาจารย์ก่าน ทั้งสองก็อยู่ต่อเพียงครู่เดียวตอนนี้กล่าวลากลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงที่กำลังดีดพิณอยู่ถึงกับยกมุมปากยิ้มเย็นดวงตาเจือแววประกายเหยียดหยามอยู่บางส่วน ‘หึ…ปักใจหมายจะเอาข้าทำสะใภ้ให้ได้สินะเจิ้งเปาหย่ง’ เสียงพึมพำสะท้อนแต่ทุกคำชัดเจนในใจ
แท้จริงแล้ววันนี้นางเลิกศึกษาพิณกับอาจารย์ก่านไปเกือบชั่วยามแล้วแต่ตั้งใจแสร้งทำทีว่ายังติดพันอยู่เพื่อไม่ต้องออกไปต้อนรับคนเหล่านั้นฉะนั้นเมื่อพวกเขาจึงกลับไปแล้ว นางก็หมดเหตุจำเป็นต้องเสแสร้งอีกฟ่านหนิงจึงพยักหน้าให้จางไป๋ซินนำพิณไปเก็บอย่างระมัดระวังซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนับจากนางอายุไปสิบเจ็ดเต็มหลังวันเกิดพวกนั้นรุกหน้าเป็นการใหญ่ นางใช้ข้ออ้างต่างๆ นานาหลบหน้าหากพวกเขาไม่รู้ก็หลอกตัวเองเกินไปแล้ว…
ไม่นานนักหลังเก็บพิณลงกล่องหวังจิ้งเหมยก็เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าจริงจังรีบรายงานต่อ“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ บ่าวตรวจสอบมาแล้ววันนี้คุณหนูรองไม่ได้แอบไปพบคุณชายเจิ้งลับๆ แล้วเจ้าค่ะ” นั้นเพราะฟ่านหนิงพอจะรู้กิจวัตรน้องสาวตัวเองปกติถ้าเจิ้งเปาหย่งมาฟ่านลี่จะแสร้งเดินเล่นในจวนแล้วไปพบหน้าทักทายกันเสมอแต่ครั้งนี้กลับไม่เสนอหน้าจะไม่ยิ่งทำให้แปลกขึ้นไปอีกหรือ
ฟ่านหนิงจึงยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวเพื่อยืดตัวแกว่งแขนเบาๆไล่ความตึงเมื่อยจากการนั่งดีดพิณมานาน “วันนี้ไม่พบไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปจะเป็นเช่นไร” น้ำเสียงเรียบไม่ได้ตื่นเต้นไปด้วยกับคำรายงาน
แต่หวังจิ้งเหมยก็รีบพูดต่อเสนอความคิด “แต่ช่วงหลังมาบ่าวก็ไม่เห็นคุณหนูรองจะส่งจดหมายให้คุณชายเจิ้งแล้วนะเจ้าคะอาจเหมือนว่าจะเลิกติดต่อกันไปแล้วก็ได้นะเจ้าคะ” นางตั้งข้อสังเกต
คำพูดนั้นกลับทำให้ฟ่านหนิงหัวเราะสั้นๆดวงตาสว่างวาบด้วยความรู้ทัน “เลิก? เจ้ารู้จักน้องรองของข้าไม่ดีพอฟ่านลี่ไม่มีวันละมือจากสิ่งที่จะทำให้ข้าขุ่นเคืองได้หรอกที่เงียบหายไปคงเพราะถูกเจิ้งเปาหย่งล่อลวงไปแล้วแน่”
ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิดคำหว่านล้อมที่ทำให้นางเจ็บช้ำในชาติที่แล้วฟ่านหนิงพลันรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว รีบสะบัดความคิดนั้นออกราวกับไม่อยากให้มันมาข้องเกี่ยวกับปัจจุบัน
“ฟ่านลี่คงถูกเป่าหูแล้วว่า‘หากข้ากับเขาแต่งงานกัน’ วันหนึ่งนางก็จะได้เป็นอนุของเจิ้งเปาหย่งแต่จะได้รับความรักและความใส่ใจมากกว่าฮูหยินเสียอีก” ฟ่านหนิงพึมพำอย่างเย็นชาชาติที่แล้วนางไม่รู้ว่าทั้งสองแอบมีสัมพันธ์กัน หลังจากแต่งงานไม่กี่เดือนจู่ๆก็รับน้องสาวเข้ามาเป็นอนุ นางแทบล้มทั้งยืน ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน
ฟ่านลี่มีหรือไม่กระโดดงับเป็นสุนัขได้กระดูก ได้เป็นอนุที่จะปป็นหนามทิ่มใจพี่สาวทั้งยังได้รับความรักมากกว่ามีแต่ได้ไม่มีเสียเพราะอย่างไรบุตรีอนุแต่งไปก็ไม่ได้เป็นฮูหยินอยู่วันยังค่ำแต่คนโง่เง่าก็ยังโง่งมบุรุษที่เผยตัวขนาดนี้ฟ่านลี่ยังมองไม่ออกว่าคนเช่นมันเป้ฯพวกเจ้าชู้มักมากย่อมไม่มีทางที่จะมีอนุแค่คนสองคนอยู่แล้ว
นางสาวใช้ทั้งสองสบตากันอย่างเงียบงันไม่กล้าเอ่ยแทรกสายตาที่มีเปลวเพลิงสะท้อนของนายหญิง
จนถึงบ่ายแก่ๆของวันเดียวกันนั้นฟ่านหนิงก็ถูกบิดาเรียกไปที่ห้องหนังสือเมื่อก้าวเข้าไปถึงด้านในนางพบว่ามิใช่เพียงบิดาที่นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือใหญ่เช่นทุกทีแต่ยังมีมารดายืนเคียงอยู่ด้วย ดวงใจนางพลันสะกิดขึ้นมาในทันที ไม่ผิดแน่...เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการแต่งงาน
ฟ่านหนิงจึงย่อกายคำนับ “คารวะท่านพ่อท่านแม่ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดจึงเรียกลูกมาหรือเจ้าคะ”
ฟ่านซือหมิงจึงกวักมือเรียกให้นางเข้ามาใกล้ก่อนส่วนซุนหงเยว่ก็เดินย่างกายเข้ามาใกล้เพื่อเอื้อมมือมากุมมือบุตรสาวไว้ดวงตาอ่อนโยนของมารดายังแฝงความห่วงหาเอ็นดูเสมอ “เหยาจูเอ๋ยลูกก็อายุสิบเจ็ดเต็มแล้ว คิดอย่างไรเรื่องออกเรือนเล่า”
ผู้เป็นบุตรสาวรีบเปลี่ยนสีหน้าท่าทางทันทียิ้มออดอ้อนพลางยกคิ้วเล็กน้อย“เรื่องออกเรือนลูกมิได้คิดเลยเจ้าค่ะ เพราะลูกยังอยากอยู่กับบิดามารดาไปอีกสักสิบปี”
ฟ่านซือหมิงได้ยินก็หัวเราะลั่นขณะที่ซุนหงเยว่ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเอ็นดูให้กับท่าทางซุกซนที่บุตรสาวแนบตัวกับอกมารดาเป็นเด็กตัวน้อย“ได้ที่ไหน รอสิบปีเจ้าก็ไม่ต้องแต่งแล้วสิ”
ฟ่านหนิงยิ่งยิ้มกว้างกว่าเก่า “เช่นนั้นไม่ต้องแต่งก็ยิ่งดีเจ้าค่ะ”
ซุนหงเยว่ยกมือเคาะหน้าผากนางเบาๆ “เจ้าหนอนดื้อ” แล้วหันไปหาสามี “ท่านพี่ ช่วยพูดกับนางหน่อยสิ”
หากแต่ฟ่านซือหมิงยกไหล่ “ข้าบอกแล้วว่านางดื้อนักวันก่อนนั้นยังเผลอไปรับปากว่าจะฟังเสียงนางตอนเลือกลูกเขยอยู่เลย นี่เสียรู้จริงๆตอนนี้จะทำอะไรได้”
ได้ยินเช่นนี้มารดาของนางก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะถามตรงๆ “เช่นนั้นบอกแม่มาเถอะ ว่าเจ้าไม่พอใจคุณชายเจิ้งใช่หรือไม่เหตุใดถึงไม่ยอมพบเขาหรือฮูหยินเจิ้งเลย มาเยี่ยมกี่ครั้งๆ ก็หลบหน้า”
ส่วนเรื่องนี้ฟ่านซือหมิงที่รู้อยู่ก่อนแล้วก็พูดเสริมเสียงจริงจัง“เหยาจู...เจ้านี่จริงๆ เลยแม้จะไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่การปฏิเสธแขกจนไม่ออกไปพบจะถูกครหาว่ามารยาทเสียได้ ลูกทำเช่นนี้มิใช่เรื่องดี”
ฟ่านหนิงเงยหน้าแววตาสว่างแข็งกร้าวขึ้นจากเมื่อครู่ “ถ้าอย่างไรก็อย่าให้พวกเขามาที่จวนสกุลฟ่านก็จบ”
คำพูดนั้นที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ซุนหงเยว่ชะงักไปชั่วครู่ก่อนส่ายหน้าด้วยความจนใจ “แขกจะมาเราจะไปห้ามมิให้มาได้อย่างไร บอกแม่มาสิ อะไรทำให้เจ้าต่อต้านคุณชายเจิ้งนักแม่ก็เห็นว่าพวกเขาอัธยาศัยดีออก”
ขณะที่เรื่องนี้ฟ่านหนิงอยากจะเปิดโปงใจจะขาดแต่ยังไร้หลักฐานในมือทำให้พูดความจริงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีแต่เพียงยิ้มบางๆ แต่ดวงตาซ่อนประกายมั่นใจ “เรื่องนี้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวเจ้าค่ะแต่ท่านแม่วางใจได้ ไม่มีทางเลือกผิดแน่นอน ลูกรู้ดีว่าพวกเขาหมายตาลูกเป็นสะใภ้หากเป็นไปได้…ขอฝากท่านพ่อท่านแม่ปฏิเสธแทนลูกด้วยเถิดนะเจ้าคะ”
คำพูดสิ้นสุดลง ห้องหนังสือเงียบงันไปชั่วครู่ฟ่านซือหมิงกับซุนหงเยว่สบตากัน ต่างก็เห็นว่าบุตรสาวคนโตมิได้เพียงแค่เอาแต่ใจหากยังหาวิธีจูงใจทั้งทางตรงทางอ้อมได้อีกด้วย
….
ยามอาทิตย์ใกล้ลับฟ้าแสงสีส้มอมแดงทอดเงายาวไปทั่วลานกว้างของสำนักตรวจการแผ่นดินผู้คนเริ่มเก็บเอกสารม้วนกระดาษเพื่อทยอยกลับบ้านเรือนตัวเองกันทีละคนแต่จ้าวจวิ้นหยางกลับยังคงนั่งก้มหน้าพลิกดูบัญชีเก็บภาษีที่อยู่ในมือใบหน้าคมคร้ามแสงสีส้มแสดงออกถึงความเคร่งเครียด รอยย่นระหว่างคิ้วปรากฏให้เห็นชัดข้อความหลายบรรทัดไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเคยตรวจสอบ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน่าจะมีเงื่อนงำที่ผู้ใดบางคนจงใจปกปิดยักยอกเช่นว่าสิ่งที่บัญชีทางการแจ้งว่าส่งไปเมื่อสามปีก่อนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่แต่มาปีนี้กลับส่งไปซ้ำทั้งที่สั่งจ่ายเป็นระยะยาวแท้ๆ
เมื่อเก็บรวบรวมหลักฐานบางส่วนเสร็จแล้วเขาจึงสั่งให้ข้ารับใช้ยกขึ้นรถม้ากลับจวนร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำเดินไม่เร่งร้อนไปตามทางเดินหินเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ใกล้ลับเต็มทีสีแดงอมส้มของขอบฟ้าทำให้เขานึกถึงอาภรณ์ของสตรีผู้หนึ่ง ช่วงนี้นางเงียบๆ ไป ไม่ได้ออกมาดื้อซนของนอกจวนก็พลอยทำให้เขาไม่ได้มีโอกาสให้ตัวเองได้เจอไปด้วย‘ทำไมช่วงนี้วังหลวงไม่มีงานเสียเลย!’ เขาก้าวขึ้นไปนั่งภายในรถด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขมับเต้นตุบๆ ด้วยความหงุดหงิดที่พยายามข่มไว้
ทันทีที่ประตูรถม้าถูกปิด ฉินจั๋วที่เฝ้ารออยู่แล้วก็ก้าวขึ้นตรงข้ามเขาก้มศีรษะคำนับเล็กน้อยก่อนรายงานผู้เป็นนายถึงความที่ถูกส่งให้ไปสืบ “คารวะซื่อจื่อ ข้าน้อยได้ความคืบหน้าเรื่องสกุลเจิ้งแล้วขอรับดูท่าว่าพวกเขาหมายตาคุณหนูใหญ่ฟ่านเป็นเรื่องจริงแปดถึงเก้าส่วนโดยหลังวันเกิดคุณหนูใหญ่ฟ่าน ในช่วงสองในหกหรือเจ็ดวันก็ต้องแวะไปเยือนจวนสกุลฟ่านไม่เคยพลาดเป็นเจ้ากรมเจิ้งบ้าง ฮูหยินเจิ้งบ้าง คงเพราะอยากเร่งรัดเรื่องนี้ พวกเขาคงเกรงว่าคุณหนูใหญ่จะถูกหมั้นหมายกับผู้อื่นไปเสียก่อน”
ดวงตาคมของจ้าวจวิ้นหยางหรี่ลงทันที ขมับยิ่งเต้นตุบๆ แรงกว่าเดิมความคิดพลันวุ่นวายขึ้นมาเมื่อรู้ว่ามีบุรุษอื่นหมายตานางเขาจำได้ว่าฟ่านหนิงเคยพร่ำบ่นกับเขาว่านางไม่อยากแต่งกับสกุลเจิ้ง ที่วัดต้าฝู…นางถึงกับทำทุกวิถีทางไม่ให้ผู้คนเห็นแล้วนำไปลือว่านางข้องเกี่ยวกับเจิ้งเปาหย่งแต่กระนั้นหากบิดามารดานางพอใจเล่า?สุดท้ายนางก็ทำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือ…
“หึ…เห็นทีว่าข้าจะต้องช่วยนางจัดการอีกแรงแล้ว” เขาพึมพำพลางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วโดยความรู้สึกไม่พอใจแล่นพลุ่งพล่านอยู่ในอก “อืมเจิ้งเปาหย่ง…ควรจัดการเช่นไรดีนะ”แต่กระนั้นจ้าวจวิ้นหยางก็ยังนึกถึงเรื่องของตนเองที่ยังไม่คลี่คลายเพราะท่านแม่ยังเพียรหาสตรีมากมายมาเปรียบเทียบว่าผู้ใดเหมาะสมที่สุดเพื่อหมั้นหมายให้เขาเรื่องวุ่นวายซ้อนทับกันไปหมด ‘รำคาญนัก เรื่องของข้าก็ยังไม่จบต้องมาเรื่องเจิ้งเปาหย่งอีก’
ขณะที่ฉินจั๋วนั่งสงบอยู่ฝั่งตรงข้ามแต่ก็จับสังเกตได้ว่าผู้เป็นนายอารมณ์เริ่มคุกรุ่นคงกำลังวางแผนให้ใครสักคนเดือดร้อน และจู่ๆใบหน้าของคนผู้นั้นก็หันขวับมาที่ตนอีกครั้ง “ฉินจั๋วเจ้าไปสืบมาเพิ่มเกี่ยวกับเจิ้งเปาหย่งสืบมาให้หมดว่ามันซ่อนเรื่องใดไว้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวลับๆข้าต้องการรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันปิดบัง”
ฉินจั๋วพยักหน้ารับพร้อมขยับกายเข้าใกล้เพื่อรายงานต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง“ความจริงมีเรื่องหนึ่งที่ข้าน้อยบังเอิญได้ยินมาตั้งแต่แรกๆตอนที่ซื่อจื่อให้ติดตามคุณหนูใหญ่ฟ่าน…”เขาลอบกวาดตามองไปรอบรถม้าให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแอบฟังก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่สืบมาใกล้หูนาย
จ้าวจวิ้นหยางตาวาวขึ้นทันใด สิ้นคำเล่าความของฉินจั๋วเขากำหมัดแน่นแล้วทุบพนักพิงรถม้าจนเกิดเสียงดังสนั่น “เจ้าเจิ้งเปาหย่ง! เจ้าสารเลว!”เขาหอบหายใจแรงดวงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะ “คิดจะตบแต่งกับนางแต่กลับกล้าแอบติดต่อกับฟ่านลี่งั้นหรือ!”
ฉินจั๋วหลุบตาต่ำ ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกผู้เป็นนายกลับยิ่งกำหมัดแน่นจนข้อเส้นเอ็นปูดขึ้นมานิ้วมือข้างหนึ่งถูกหักจนดังกร๊อบเสียงชัดเจน “คนเช่นนี้ไม่มีทางบริสุทธิ์ไร้ราคีข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีเรื่องโลกีย์โสมม”เขาเอ่ยลอดไรฟันอย่างเกรี้ยวกราด “ไป! เจ้าไปสืบมาให้หมดว่ามันซุกสตรีไว้ที่ใดข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีซ่อนอยู่สักคน!”
รถม้าสะเทือนเบาๆ ตามแรงล้อหมุนพร้อมบรรยากาศภายในที่หนักอึ้งด้วยความกรุ่นโกรธของซื่อจื่อหนุ่มแห่งหลินฝูโหวแต่อีกใจก็ชื่นชมสตรีที่ช่วงนี้เขาก็รู้ตัวเองว่าหยุดคิดถึงนางไม่ได้ ‘เจ้าสัญชาตญาณดีนักเรื่องเจิ้งเปาหย่ง รู้หลบหลีกได้ทัน’
ไม่กี่วันต่อมาจ้าวจวิ้นหยางที่ได้รู้เรื่องซ่อนใต้พรมของเจิ้งเปาหย่งก็เตรียมพร้อมสำหรับจัดการเขาไม่รีรอให้เสียเวลาส่งสายปลอมตัวเข้าไปเป็นบ่าวรับใช้ในเรือนใหญ่ของสกุลเจิ้งทันทีสาวใช้ผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่งแต่กิริยาท่าทางคล่องแคล่วปรับเปลี่ยนสำเนียงพูดให้เหมือนบ่าวรับใช้ทั่วไปจนไม่มีผู้ใดเอะใจเพราะสตรีผู้นี้เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกเรื่องปลอมแปลงตัวตนโดยเฉพาะ
ขอแค่ได้ทำงานที่ด้านในเรือนใหญ่ไม่ว่าตำแหน่งใดๆ ก็ไม่เกี่ยงเพราะที่เหลืออาศัยฝีมือตัวเบาลักลอบทำคืนแรกบ่าวปลอมตัวผู้นี้มีหน้าที่แอบลอบสลับผงทาหน้าของอนุคนหนึ่งของเจิ้งเปาหย่งซึ่งเป็นผงที่ผสมสมุนไพรที่ทานได้แต่ไม่ควรทาผิวเพราะจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและผื่นแดงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งทำให้ตอนเช้าของวันถัดมาอนุนางนั้นใบหน้าขึ้นเม็ดเล็กๆแดงจัด และพึมพำตลอดวันว่าคันจนทนไม่ไหวรีบเรียกบ่าวในเรือนหาน้ำมาชะล้างใหญ่โตแต่ก็ยังไม่หายไปเจิ้งเปาหย่งที่เห็นอาการก็ได้แต่คิ้วก็ขมวดแน่น เขายังไม่สั่งให้มีหมอมาดูต้องเลี่ยงให้คนภายนอกรู้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ถ้าไม่ร้ายแรงเกินไปก็ให้พวกนางทนเอา
ทว่าความซวยหาได้หยุดเพียงเท่านั้นคืนที่สองบ่าวปลอมตัวก็ทำเช่นเดิมเพิ่มกับอนุอีกคนครานี้หญิงสาวตื่นขึ้นมาก็ตกใจยิ่งนักเมื่อมองเงาในกระจกสำริดเห็นใบหน้าตนบวมแดงปื้นใหญ่เพราะน่าจะแพ้แรงกว่าคนแรกนางร้องไห้ฟูมฟายลั่นห้องจนบ่าวใช้ต้องรีบเอาผ้าคลุมหน้าให้พอเรื่องนี้ไปถึงหูเจิ้งเปาหย่ง เขาถึงกับยกมือขึ้นลูบขมับแรงๆทั้งที่ปกติยังพยายามรักษาสีหน้าเย็นขรึมอยู่เสมอตอบไปแต่เพียงว่าให้ทน
และเหมือนฟ้าดินยังกลั่นแกล้งวันที่สามกลับมีอนุถึงสองคนพร้อมใจกันขึ้นผื่นใบหน้าบวมแดงไปหมด ทำให้ในตอนนี้อนุสตรีสี่นางในเรือนของเจิ้งเปาหย่งถูกอาการลึกลับเล่นงานพร้อมกันภายในเรือนวุ่นวายสับสนไปหมด บ่าวรับใช้พากันกระซิบกระซาบอย่างหวาดหวั่นบ้างว่าเป็นเพราะมีผู้ลอบสาปแช่งบ้างว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจจะแพร่ไปถึงคนอื่นๆ
แต่สำหรับอีกสองอนุที่เหลือยังไม่เกิดอาการ ถึงกับจับมือกันตัวสั่นพากันไปคุกเข่าต่อหน้าเจิ้งเปาหย่งด้วยใบหน้าซีดเผือด เอ่ยวาจาน้ำตาคลอ “คุณชายเจ้าคะ หากนี่เป็นโรคติดต่อเล่าเกิดแพร่มาถึงพวกเราแล้วเกิดแพร่ไปถึงท่านอีกคงจะอันตรายยิ่ง พวกเราคิดว่ามิควรให้ทั้งสี่นี้อยู่ในเรือนส่งออกไปด้านนอกเถิดเจ้าค่ะ จะหาหมอหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่งถ้าหากหายค่อยรับกลับมาก็ได้นี่เจ้าคะ”
ส่วนเจิ้งเปาหย่งกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใจหนึ่งก็กลัวความลับเรื่องอนุทั้งหกที่เก็บเงียบมานานนักจะถูกเปิดโปงแต่อีกใจก็หวั่นเกรงหากเป็นโรคติดต่อจะลามถึงตนเองจะทำเช่นไรพร้อมกับภาพที่สตรีทั้งสี่นางที่เกลือกกลั้วร้องไห้บ่นว่าคันจนไม่เป็นอันกินอันนอนนั้นทำให้เขารู้สึกขยะแขยงอย่างยากเก็บซ่อนสีหน้าเคร่งเครียดจนเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ เขาจึงกัดฟันสั่งว่า “ส่งพวกนางออกไปอย่าให้คนนอกรับรู้”
ว่ากันว่าคนที่คิดการใหญ่บางครั้งกลับลืมมองสิ่งเล็กน้อยถ้าตามหมอมาเงียบๆ แต่แรกก็จบ แต่เจิ้งเปาหย่งไม่รู้เลยว่าเพียงการตัดสินใจครั้งนี้จะนำเรื่องในเรือนออกไปส่งถึงสายตาชาวบ้านข้างนอก
วันต่อมารถม้าที่ใช้ส่งอนุรับใช้ทั้งสี่ออกจากจวนถูกลากออกไปอย่างลับๆผ่านตรอกด้านข้าง แต่ไม่รู้เหตุใดม้าที่คุมอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการตกใจพยศ วิ่งเตลิดไปอย่างบ้าคลั่งพอบ่าวที่คุมบังเหียนร้องเสียงแตกพร่าพยายามรั้งเชือกไว้ไม่ให้วิ่งชนมั่วซั่วแต่แล้วจู่ๆ สลักข้อต่อที่ยึดกับตัวรถกลับหลุดโครมออกมาเสียงดังสนั่นจนผู้คนที่อยู่รอบตรอกตกใจพากันวิ่งหลบ ม้าตัวโตวิ่งเตลิดหายไปก่อนจากนั้นรถม้าก็พุ่งทะลุตรอกแคบออกสู่ถนนหลักหมุนคว้างไปสองรอบก่อนจะหยุดสนิทเอียงกระเท่เร่ตรงกลางถนน
ทันทีที่หยุดลงผู้คนรอบๆ นั้นต่างพากันเข้ามามุงร้องถามเสียงระงมเพราะรู้ว่ารถม้าที่ออกมาจากตรอกนี้อย่างไรก็เป็นของจวนสกุลเจิ้ง“เป็นอะไรหรือไม่!คนข้างในยังอยู่ดีหรือเปล่า!”
แล้วในจังหวะวุ่นวายนั้นเองสตรีที่แต่งกายเหมือนบ่าวรับใช้ของสกุลเจิ้งวิ่งหน้าตื่นออกมาจากตรอกเดียวกันตรงเข้าหารถม้านางตะโกนเสียงดังฟังชัด “ตายแล้วๆ! อนุของคุณชายๆเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!”
คำพูดนั้นชัดเจนประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางหัวชาวบ้านที่มุงอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง รีบกรูกันเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วเมื่อสาวใช้ผู้นั้นช่วยดึงพาสตรีในรถม้าออกมากันทีละคน ปรากฏว่ามีถึงสี่นางแต่ละคนต่างใช้ผ้าปิดหน้าคลุมไว้ มองไม่ออกว่ามีรูปโฉมงดงามเพียงใด แต่ที่แน่ๆเหนือจมูกขึ้นไปจนถึงหน้าผากกลับมีผื่นแดงจัด
หลังจากไปมุงดูหน้าตาแล้วนับจำนวนก็ทำให้เสียงกระซิบดังระงม “สี่คนเชียวหรือ?นี่เป็นอนุของคุณชายเจิ้งทั้งหมด?”
“มิใช่ว่าเจ้ากรมเจิ้งมีบุตรชายเพียงคนเดียวหรือเช่นนั้นทั้งหมดนี้…ของคุณชายเจิ้งเปาหย่งที่ทุกคนที่ร่ำลือว่ามาดดีสูงส่งไม่เคยมั่วโลกีย์ อัธยาศัยดีนอบน้อมใช่หรือไม่”
“โอ้โห! ที่แท้คุณชายผู้นั้นเลี้ยงอนุในเรือนถึงขนาดนี้เชียวหรือ? พึ่งผ่านพิธีสวมกวานไม่ถึงปี ไม่รู้ว่ามีในจวนอีกหรือไม่?”จริงดั่งที่ว่า บุรุษที่ผ่านพิธีสวมกวานจะมีอนุอุ่นเตียงไม่นับว่าแปลกประหลาดแต่อยากมากก็คนสองคนเพราะถ้าวัยหนุ่มหมกหมุ่นจะทำให้พลังหยางอ่อนแอเร็วแต่นี่อย่างไรกัน คุณชายเจิ้งที่พึ่งเข้าวัยหนุ่มก็มีอนุแน่ๆ เข้าไปสี่คนแล้ว!
ท่ามกลางเสียงนินทาอนุทั้งสี่ที่ถูกพาออกมาท่าทางแตกตื่นบ้างกุมใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นบ้างก็ก้มหน้าไม่กล้าสู้ตารีบวิ่งกลับไปทางตรอกเดิม
แต่เมื่อทั้งสี่ถูกรีบพากลับเข้าจวนก็สายเกินไปข่าวลือที่ออกจากปากชาวบ้านไม่มีทางห้ามได้อีกต่อไปเพราะเสียงซุบซิบกลับมีแต่ดังขึ้นเรื่อยๆ จากอนุรับใช้สี่คนกลายเป็นข่าวลือว่าแปดบ้างว่าเป็นสิบ พอผ่านไปเพียงชั่วยามเสียงลือเรื่องคุณชายเจิ้งเลี้ยงอนุไว้เต็มเรือนก็แพร่สะพัดไปทั่วตลาด