“นึกถึงเื่เมื่อคืนแล้วก็โมโหยิ่งนัก เป็ถึงคุณหนูตระกูลใหญ่แต่กลับปีนขึ้นหลังคาห้องบุรุษยามดึกดื่น เช่นนี้จะเป็กุลสตรีได้อย่างไรหากให้บ่าวพูด ท่านหนีมาได้ก็ดีแล้ว! สตรีเช่นนั้นคู่ควรกับท่านหรือพระชายาช่างใจดำยิ่งนัก นางต้องรู้อยู่แล้วว่าคุณหนูสามตระกูลฉู่ไม่ปกติ!และรู้ว่าท่านถูกกล่าวหาว่า ‘โง่งม’ ยังจะหาคนพรรค์นั้นมาให้อีก!บ่าวอยู่มาจนแก่ปูนนี้แล้วยังไม่เคยเห็นสตรีเช่นนี้ กล้ายั่วยวนบุรุษไม่พอ ยัง…”
“จิ่งอวี้”เซียวซวี่ขัดขึ้น
“ขอรับ?”
“เงียบ”
จิ่งอวี้ตอบรับทันที“…ขอรับ”
องครักษ์นามจางหลี่เอ่ยเสียงขรึม“ซื่อจื่อสงสัยที่มาของคุณหนูสามตระกูลฉู่จึงหนีงานแต่งใช่หรือไม่ผู้น้อยเองก็แปลกใจ นางเป็เพียงสตรี จะมีความสามารถถึงเพียงนั้นได้อย่างไร”
เหล่าองครักษ์ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ทว่าเซียวซวี่กลับเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน“นางมีพิรุธจริง แต่ข้าไม่ได้หนีงานแต่ง”
เมื่อเซียวซวี่กล่าวจบเหล่าองครักษ์ต่างมองหน้ากัน ก่อนจะนึกถึงคำที่ได้ยินเซียวซวี่พึมพำเมื่อคืนว่า ‘เกี้ยวใหญ่แปดคันสู่ขอตามธรรมเนียม’
หรือที่ซื่อจื่อหนีงานแต่งเช่นนี้เพื่อถ่วงเวลาหาทางออก?
จิ่งอวี้ถึงกับอ้าปากค้าง“ซื่อจื่อ ท่านเลือกนางแล้วจริงๆ หรือขอรับ”
เซียวซวี่ไม่ได้ตอบเขา
“แต่ซื่อจื่อขอรับหากจะยกเกี้ยวใหญ่แปดคันมาสู่ขอตามธรรมเนียม ย่อมต้องได้รับการเห็นชอบจากจวนอ๋องท่านอ๋องเองก็ไม่อยู่จวนมานานแล้วตอนนี้มีเพียงพระชายาที่ท่านก็รู้ดีว่านิสัยเป็อย่างไร เกรงว่าจะไม่ง่ายนะขอรับ”
“ทำได้”สีหน้าเซียวซวี่ยังคงสงบนิ่ง
พอคนอื่นๆได้ยินดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจความคิดที่มีต่อคุณหนูสามตระกูลฉู่ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัยเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดซื่อจื่อจึงมั่นใจถึงเพียงนี้
ยามนี้ฉู่จวินหลันยืนอยู่ที่เชิงเขาหลังจากสารถีมาส่งนางที่นี่แล้วก็กลับไปทันที ปล่อยให้นางยืนอยู่เพียงลำพังราวกับไม่คิดจะรอพานางกลับไปสักนิด
ฉู่จวินหลันไม่ใส่ใจนักนางเพียงปัดชายกระโปรงให้เรียบร้อย ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังยอดเขา
ขณะนี้คือฤดูร้อนเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวใต้ร่มไม้เขียวชอุ่ม อากาศสดชื่นยิ่งนักจากเชิงเขายังพอมองเห็นยอดหลังคาของวัดต้าฉือที่อยู่ไกลๆ
ฉู่จวินหลันก้าวขึ้นไปอย่างไม่เร่งรีบนางถือโอกาสนี้ฝึกกำลังให้ร่างกายฟื้นตัวไปด้วยเลย
มารดาที่แท้จริงของนางคือลู่ซื่อ[1]เคยเป็นางกำนัลของสนมผู้เป็ที่โปรดปรานอย่างซูกุ้ยเฟย[2]ฉู่ไฉเหลียงไม่กล้าล่วงเกินซูกุ้ยเฟย จึงไม่กล้าแต่งภรรยาใหม่อย่างเปิดเผยเพียงมอบสิทธิ์ดูแลเรือนให้อนุหวังส่วนอนุหวังตั้งใจทำลายอนาคตของฉู่จวินหลันถึงขั้นไม่ยอมให้นางรัดเท้าทำให้ตอนนี้เท้าของฉู่จวินหลันยังคงเรียวเต็มรูป แต่สิ่งนี้กลับทำให้ฉู่จวินหลันพอใจไม่น้อย
เมื่อใกล้ถึงยอดเขาเบื้องหน้าก็ปรากฏทัศนียภาพกว้างใหญ่
ลานหินกว้างทอดยาวอยู่ตรงหน้าวัดต้าฉืออันโอ่อ่าตระหง่านอยู่เบื้องบน บนป้ายสีดำสูงเด่นมีอักษรทองเขียนไว้ว่า ‘วัดต้าฉือ’ ประตูใหญ่บนูเาเปิดกว้าง เมื่อหลวงจีนเห็นนางก็รีบออกมาต้อนรับ
“เ้าคือคุณหนูตระกูลฉู่ใช่หรือไม่”
ฉู่จวินหลันพยักหน้า
หลวงจีนทำท่าเชื้อเชิญ “เซียนเฒ่ารอเ้ามานานแล้วเชิญตามข้ามา”
ฉู่จวินหลันจึงก้าวตามไป
วัดต้าฉือพื้นที่กว้างใหญ่อาคารสูงใหญ่โอ่อ่า ผ่านประตูเข้ามาก็เห็นวิหารใหญ่ ศาลเ้าหลักและหอเก็บคัมภีร์เรียงรายจากทิศใต้ไปเหนือ หลังคาโครงไม้ซ้อนกันเป็ชั้นอย่างประณีต
ฉู่จวินหลันเดินตามหลวงจีนมาจนถึงหน้าหอเก็บคัมภีร์ก็เห็นชายชราสองคนกำลังนั่งจิบชากันอยู่ที่โต๊ะหิน
ด้านซ้ายคือพระอาจารย์ฮุ่ยฉือที่เคยไปยังตระกูลฉู่ก่อนหน้านี้ส่วนด้านขวาคือชายชราร่างผอมงุ้ม หนวดเคราขาวยาว แต่ดวงตาเปล่งประกายกระจ่างชัด ผู้นั้นย่อมต้องเป็‘เซียนเฒ่า’ ไต้ซือจงิ
ฉู่จวินหลันก้าวขึ้นไปพนมมือคารวะ
ไต้ซือจงิคิ้วขาวยาวแทบถึงหางตาเมื่อสำรวจฉู่จวินหลันอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาก็ทอประกาย ก่อนจะหลับตาสวดพุทธนามเสียงกังวาน “อมิตาภพุทธ เชิญนั่งเถิด”
“ขอบพระคุณพระอาจารย์เ้าค่ะ”ฉู่จวินหลันเอ่ยก่อนจะนั่งลง
ยามหลวงจีนนำชาร้อนมาให้ นางก็รับไว้อย่างไม่เก้อเขิน
ไต้ซือจงิเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คุณหนูสาม เมื่อคืนข้ามองดวงดาวแล้วเห็นแสงประหลาดตกลงมา จึงอยากเชิญคุณหนูมาสนทนากันสักหน่อย”
ถึงแม้นางเป็คนนอกจริงแต่แล้วอย่างไรเล่า ตอนนี้นางกับร่างนี้ได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันแล้วใครจะกล้าปฏิเสธว่านางไม่ใช่ฉู่จวินหลัน!
“หากพระอาจารย์มีสิ่งใดก็เชิญพูดตรงๆเถิดเ้าค่ะ”
ไต้ซือจงิไม่คิดว่านางจะสงบเยือกเย็นถึงเพียงนี้จึงเอ่ยขึ้นว่า “อมิตาภพุทธ ข้าคิดว่าสรรพสิ่งบนโลกย่อมมีเหตุและผลเกิดดับผันแปรล้วนไม่อาจฝืน เ้าคิดเห็นเช่นไร”
ฉู่จวินหลันหัวเราะแ่เบา“พุทธธรรมของท่านลึกซึ้งนัก แต่สตรีเช่นข้าเข้าใจได้ไม่ถ่องแท้รู้เพียงอย่างเดียวว่า ชะตาคนเราขึ้นอยู่กับ์สามส่วน อีกเจ็ดส่วนต้องอาศัยตนเองหากเผชิญความยากลำบาก ก็ต้องกัดฟันฝ่าฟันไปให้ได้ หากอ้างว่า ‘สรรพสิ่งไม่อาจฝืน’แล้วปล่อยวางสิทธิ์ในการต่อสู้ เช่นนั้นยังสมควรเรียกว่าคนอยู่อีกหรือไม่เ้าคะ”
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว”ไต้ซือจงิหลับตาเอ่ย “ข้าดูชะตาลักษณ์บนใบหน้าของเ้าแล้วควรตายั้แ่วัยเยาว์มาจากที่ไหนย่อมต้องกลับไปที่นั่น เดินตามลิขิตฟ้าย่อมเป็หนทางที่ถูกต้องหากฝืนลิขิต เกรงว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่แผ่นดิน อมิตาภพุทธ ดินคืนสู่ดินฝุ่นคืนสู่ฝุ่น จึงจะได้รับความสงบ”
ถ้อยคำของไต้ซือจงิทำให้พระอาจารย์ฮุ่ยฉือหันมามองอยู่หลายครั้ง
ฉู่จวินหลันกอดอกก่อนเลิกคิ้วหัวเราะเสียงเบา“ข้าต้องเชื่อคำว่า ‘ควรตายั้แ่วัยเยาว์’ ของท่าน แล้วไปตายอย่างนั้นหรือ”
“ผู้มีเมตตาเพื่อความอยู่รอดของผู้คนทั้งแผ่นดินแล้ว เ้าไม่ควรยึดติดอยู่กับตัวตนเล็กน้อยเช่นนี้”
“ช่างน่าขันเพื่อผู้คนทั้งแผ่นดิน?” ฉู่จวินหลันลุกขึ้นจัดปอยผมข้างขมับแล้วเอ่ยเย้ย“แท้จริงแล้วพวกท่านก็ยกความยุติธรรมมาเพื่อตัดสินชีวิตผู้อื่นแค่ขยับปากก็ให้คนไปตายได้ง่ายๆ ท่านไม่คิดหรือว่าบางทีท่านอาจคำนวณผิดแต่สิ่งที่ต้องแลกกลับเป็ชีวิตผู้อื่นโดยเปล่าประโยชน์!”
“อมิตาภพุทธ!”พระอาจารย์ฮุ่ยฉือลุกขึ้นตวาดเสียงเข้ม “คุณหนูสาม เหตุใดต้องก้าวร้าวเช่นนี้! ไต้ซือจงิคิดเพื่อผู้คนทั้งแผ่นดินเ้าคนเดียวจะเปรียบกับราษฎรนับแสนได้อย่างไร”
“เฮอะ!น่าขันยิ่งนัก! ข้าเป็เพียงคนคนหนึ่ง จะเปรียบเทียบกับสิ่งใดได้อีกทั้งการที่ข้ามีชีวิตอยู่ไปขัดขวางผู้ใดกันพวกท่านหาเหตุผลที่พิสูจน์ไม่ได้มาให้ข้าต้องตาย หากข้าไม่ยอมตายก็กลายเป็ว่าข้าเป็คนชั่วที่ไม่คิดถึงแผ่นดินไปอย่างนั้นหรือ เหตุใดต้องเป็เช่นนั้นเพราะท่านคือพระอาจารย์ หรือเพราะท่านอายุยืนกว่าผู้อื่นหรือ!”
“อย่าดื้อรั้นอีกเลย!”
“ช่างยิ่งใหญ่นัก!”ฉู่จวินหลันหัวเราะเย็น แล้วหันหลังกลับ เส้นผมที่ยาวสยายพลิ้วไหวตามลม“เสียใจด้วย แต่ข้าไม่อาจตอบรับคำขอของพวกท่านได้ ชีวิตข้าข้าย่อมเป็ผู้กำหนดเอง!”
เอ่ยจบก็ผินกายจากไปอย่างสง่างาม
พระอาจารย์ฮุ่ยฉือมองตามแผ่นหลังของฉู่จวินหลันสีหน้าหนักอึ้ง ก่อนหันไปเอ่ยถาม “ท่านอาจารย์ โปรดอภัยที่ศิษย์โง่เขลาสตรีนางนี้จะใช่ผู้ที่ตำรากล่าวถึงว่ายึดร่างคืนชีพหรือไม่”
ไต้ซือจงิส่ายหน้า “ข้าบำเพ็ญเพียรมานับร้อยปีนับได้ว่าเป็ผู้ที่เข้าใกล้วิถีฟ้าที่สุด แต่ยามละสังขารก็คงเป็เพียงธุลีกลับคืนสู่ธุลีดินคืนสู่ดินเท่านั้น ไหนเลยจะมีทางยึดร่างเช่นนั้นหญิงนางนี้แตกต่างจากคนทั่วไปนัก โทสะอาฆาตในใจหนักหน่วง หากเป็มนุษย์ยังพอว่าแต่เกรงว่านางจะเป็ปีศาจอสูรที่จะก่อเภทภัยสู่แผ่นดิน ทำให้ทั่วหล้าโกลาหล”
พระอาจารย์ฮุ่ยฉือพยักหน้ารับ
ไต้ซือจงิครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลืมตาขึ้นสั่งเสียงขรึม “สั่งให้สิบแปดอรหันต์ทองคำออกไปปราบนางเสีย!”
“อาจารย์!”พระอาจารย์ฮุ่ยฉืออุทานด้วยความใ “ท่านคิดจะสังหารนางจริงๆ หรือ”
“อมิตาภพุทธหากเราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก[3]เพื่อราษฎรทั้งแผ่นดิน บาปนี้ข้ายอมเป็ผู้แบกรับเอง” ไต้ซือจงิหลับตาไม่กล่าวสิ่งใดอีก
[1] ซื่อ หมายถึง คำเรียกต่อท้ายนามสกุลของสตรีที่แต่งงานแล้ว
[2]กุ้ยเฟย หมายถึงตำแหน่งพระสนมเอกชั้นสูงในราชสำนักจีนถือเป็ตำแหน่งเกียรติยศสูงสุดของพระสนมในวังหลัง เรียงตามลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และตาอิ้ง
[3] หากเราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก หมายถึงการยืนยันความเสียสละและความรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือผู้อื่น