บทที่ 2
ใคร ๆ ต่างก็กล่าวถึง...
ที่ร้านน้ำชาเล็ก ๆ บริเวณมุมตรอกย่านตลาดน้อยชานเมืองหลิวหยาง เถ้าแก่ที่อยู่ในชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ สีน้ำเงินทาบทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มดูเปรอะเปื้อนซึ่งเพิ่งได้นั่งพักบนเก้าอี้ไม้ทรงกลมไร้พนักพิงก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังตรงเข้ามา
“ไอ้หยา! หลบไม่ทันเสียแล้ว!”
เสียงร้องของเขาทำให้หลิวฮุ่ยิและเหอซ่งจินซึ่งอยู่ในชุดอย่างชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปจนดูกลมกลืนหันไปมองด้วยความสนใจขณะทั้งคู่แวะพักหลบแดดอันร้อนแรงยามเที่ยงหลังออกสืบเบาะแสมาั้แ่่สาย
สิ้นเสียงร้องราวตื่นตระหนกชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่สามคนก็มายืนออจนบดบังหน้าร้าน
“จ่ายมา!” คนตรงกลางตะคอกเสียงห้วนพร้อมแบมือทวง
“พี่ชาย...! วันนี้ข้าเพิ่งเปิดร้านเมื่อตอนยามซื่อ[1]เท่านั้นเองลูกค้ายังเข้าไม่มากเพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนสัญจรบางตาน้อยลงทุกวัน พี่ชายมาใหม่ตอนเย็นรึไม่ ๆก็เป็พรุ่งนี้เลยดีรึไม่ แฮ่ ๆ” เถ้าแก่รูปร่างผอมหัวเราะแห้งแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีคล้อยตาม
“จะจ่ายมาดี ๆ รึจะให้ข้าพังร้านเ้า!”
สิ้นเสียงหัวหน้าสมุนซึ่งยืนสนับซ้ายขวาก็มุ่งเข้าประชิดจนเ้าของร้านต้องโบกไม้โบกมือร้องขอความเมตตาเป็พัลวัน
“จ่ายแล้ว ๆ ข้าจ่ายแล้วพี่ชาย! อย่าทำลายเครื่องมือทำมาหากินของข้าเลย คราที่แล้วที่ทำเสียหายไปข้าก็ต้องเอาสุกรไปจำนำถึงสองตัวถึงจะซื้อของพวกนี้กลับคืนมาได้”
“ยังจะพูดมากอีก!”
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนเริ่มถลกแขนเสื้อขึ้นพร้อมกันเถ้าแก่จึงกุลีกุจอล้วงมือเข้าไปใต้ผ้ากันเปื้อนแล้วกระตุกถุงเงินออกมาเทนับ
“วันนี้เพิ่งจะมีลูกค้าเข้าเพียงสามคนเท่านั้น... เงินนี่...” ยังพูดไม่ทันจบถุงเงินในมือก็ถูกกระชากไปเสียก่อน “อะ อ้าว!”
ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันเทเหรียญวงเล็ก ๆออกมานับแล้วเหยียดริมฝีปาก “แค่สี่เวิน...”
“ก็ใช่น่ะสิพี่ชาย ทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีเท่านี้”
“พยายามเข้าล่ะเถ้าแก่... ตอนเย็นพวกข้าจะมาเยือนใหม่” กล่าวทิ้งท้ายจบก็จากไป
หลิวฮุ่ยิชะเง้อคอมองตามก็พบว่าคนพวกนั้นแวะระรานร้านค้าอื่นต่อด้วย ขณะที่เถ้าแก่ก็กลับมาทิ้งตัวลงนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิมอย่างระโหยโรยแรงสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ชายหนุ่มส่งสายตาไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีอายุมากกว่าสิบปีเพื่อให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่
เหอซ่งจินกระดกน้ำชาในถ้วยจนหมดแล้วลุกขึ้นไปเลียบๆ เคียง ๆ ชวนเถ้าแก่ร้านผู้อยู่ในอาการซึมเซาสนทนา
“ข้าเองก็รู้สึกว่าพักนี้ผู้คนย่านเหอเปี้ยนดูจะบางตา พวกเขาอพยพไปอยู่ที่อื่นกันรึเถ้าแก่?” ชายวัยสี่สิบเอ่ยถามขณะทำเป็ทอดมองไปยังขนมจีบ ซาลาเปาและหมั่นโถวที่ยังเหลืออยู่เต็มซึ้ง
“ไม่เพียงแค่ย่านเหอเปี้ยนแต่บัดนี้ทั่วทั้งหลิวหลางกำลังเงียบเหงาต่างหาก” เถ้าแก่ตอบเสียงวิตก
“เพราะอะไรงั้นหรือ?”
“นั่นก็เพราะ... ไม่เอา! ข้าพูดไม่ได้” คนถูกหลอกถามนึกขึ้นได้แล้วก็งับปากลงโดยพลันก่อนจะลุกขึ้นคว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดทำความสะอาดโต๊ะที่มิได้มีคราบสกปรก
“ท่านทราบว่าเป็เพราะใครใช่รึไม่?”
“ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น อย่ามาหลอกถามข้า”
“เหตุใดท่านจึงดูหวาดกลัวเช่นนั้น?”
“ก็เพราะว่าเขาผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างไรเล่า!” เถ้าแก่หันมาตอบกลับเสียงดังอย่างเหลือทนแต่แล้วก็ต้องสะดุ้งใตัวเองเมื่อเผลอพลั้งปากไปอีก
“นั่นประไร”
“ไอ้หยา! พวกเ้ากินเสร็จก็ออกไปกันได้แล้วไป อย่ามาทำให้ข้าเดือดร้อนเลย... รึว่าพวกเ้าถูกส่งมาเพื่อสุ่มตรวจความซื่อสัตย์ข้า!”
“ถึงกับสุ่มตรวจความซื่อสัตย์เชียวหรือ?” หลิวฮุ่ยิโพล่งถามพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ตรงมาสำทับบริเวณหน้าร้านด้วยอีกคน
เ้าของร้านยกมือขึ้นปิดปากแล้วแล้วหมุนตัวเดินหนีแต่ก็ถูกลูกค้าตัวสูงกว่าทั้งสองคนขวางเอาไว้
“ไม่ต้องกังวลใจไปหรอกเถ้าแก่ ข้าไม่ใช่กลุ่มเดียวกันกับคนพวกนั้น และหากท่านให้ความร่วมมือจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม”
เถ้าแก่กะพริบตาปริบ ๆแล้วสำรวจบุคคลตรงหน้าอีกครั้ง ถึงเขาจะแต่งตัวด้วยผ้าราคาถูกเยี่ยงชาวบ้านหากแต่ผิวพรรณ รูปร่างและหน้าตากลับดูผุดผาดสว่างไสวราวกับเป็พวกชนชั้นสูง
“ระ รางวัลอะไรรึ?”
“เงินหนึ่งก้วน”
“...!”
ฮ่องเต้เฟิ่งหงทอดพระเนตรรายงานเบื้องหน้าแล้วกลับมีพระพักตร์เรียบเฉยทั้งที่เป็เื่ราวที่พระองค์ทรงบัญชาการด้วยวาระเร่งด่วนจนขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างหันไปกระซิบกระซาบกันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ปฏิกิริยาของพระองค์
จักพรรดิหนุ่มชำเลืองพระเนตรไปยังพระชนนีซึ่งประทับเยื้องอยู่ด้านข้างแต่ก็ราวกับได้สัญญาณแห่งความไร้ประโยชน์ตอบกลับมา
“เหตุใดชาวบ้านจึงกล่าวขานนาม ‘เสียนชินอ๋อง’ เป็ชื่อเดียวราวกับร่วมใจกันก็มิปาน...?”
คนถูกพาดพิงรีบสาวเท้าออกมายืนจังก้าหน้าท้องพระโรงโดยพลัน
“ฝ่าาทรงหมายความเช่นไรหรือพะย่ะค่ะ?” แม้จะยกมือขึ้นประสานคำนับด้วยความนอบน้อมแต่ดวงตากลับแข็งกร้าวอย่างขัดกันยิ่งนัก
“รายงานสรุปเหตุความทุกข์ร้อนในต้าสุ่ยฉบับนี้หลิวฮุ่ยิและเหอซ่งจินได้สุ่มถามจากชาวบ้านมากกว่าหนึ่งร้อยคนล้วนแล้วแต่ระบุว่าเ้าเป็ผู้ก่อเหตุ”
“เฮอะ ๆ!” คนถูกกล่าวหาหัวเราะลงลูกคอเสียงดังสองจังหวะแล้วเอียงคอไปมองผู้มีความดีความชอบทั้งสองคนอย่างโกรธแค้น ก่อนจะตวัดหน้ากลับมายังประธานสภาอีกครั้ง “พวกเขาหมดเงินไปเท่าไรรึฝ่าา?”
“...?!
“จะใส่ร้ายใครสักคนมันก็ต้องลงทุนทั้งแรงและงบประมาณมิใช่หรือพะย่ะค่ะ หรือว่า... ใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการนี้โดยเฉพาะ!”
ปัง!
“บังอาจนัก!” เฟิ่งหงฮ่องเต้ตบพระกรลงบนโต๊ะเสียงดังด้วยความขุ่นเคือง
“ข้าพระองค์ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ...” เสียงทุ้มของหลิวฮุ่ยิแทรกขึ้นหลังสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง
เสียนชินอ๋องผินหน้ากลับมามองต้นเสียงแล้วแสยะยิ้มมุมปาก
“เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนและสนองต่อพระบัญชาของฝ่าากระหม่อมต้องตระเวณไปทั่วหลิวหยางและหัวเมืองสำคัญทั้งหนิงอัน จีเฉิง ชานหวนเย่า ชีจื่อเฉา และกานเหลิ่งโดยใช้เวลากว่าสิบวันเพื่อสืบความจริงจากราษฎรซี่งเป็เ้าทุกข์โดยมิได้ใช้อคตินำทางทั้งยังใช้ทรัพย์สินส่วนตนในการทำงานมิได้ใช้เงินหลวงเลยแม้แต่เวินเดียว”
“เื่นี้กระหม่อมเป็พยานได้พะย่ะค่ะเสียนชินอ๋อง” เหอซ่งจินยกมือประสานพร้อมกล่าวสนับสนุนผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงจริงใจแต่นอบน้อม
“พวกเ้าสองคนทำงานร่วมกันก็ต้องรู้เห็นเป็ใจน่ะสิถึงจะถูกต้องแล้ว... หากแต่ฝ่าา...” แล้วหันกลับมายังพระเชษฐาอีกครั้ง “แค่รายงานฉบับเดียวที่อ้างอิงจากปากชาวบ้านไร้หัวนอนปลายเท้าไม่สามารถชี้ตัวว่ากระหม่อมจะเป็จำเลยในคดีนี้ได้หรอกนะพะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงมีพระวินิจฉัยด้วย” ถึงจะสะกดน้ำเสียงให้ฟังดูราบเรียบหากแต่ในใจของเสียนชินอ๋องผู้อหังการ์แล้วเขากำลังเดือดดาลอย่างหนักอยู่ภายใน
ไม่มีใครกล้าข้องเกี่ยวกับเขาแม้เพียงจะเอ่ยชื่อยังสะทกสะท้านต้องกระซิบแ่ไม่ใกล้ประตูอยู่ห่างไกลหน้าต่าง แต่นายบ่าวสองผู้นี้กลับโอหังคิดจะงัดไม้ซุงอย่างเขาขึ้นมาต่อกร
อยู่ดีไม่ว่าดีเสียแล้ว...!
“ในรายงานฉบับนั้นลงชื่อและลายนิ้วมือของชาวบ้านผู้ให้ปากคำ หากฝ่าาทรงคลางแคลงพระทัยในความน่าเชื่อถือสามารถเรียกบุคคลเ่าั้มาไต่สวนเพิ่มได้ อีกทั้งข้าพระองค์ยังมีรายชื่อของเหล่านักเลงอันธพาลที่ระรานไปทั่วต้าสุ่ยกว่าสามร้อยคน โดยพวกนี้ทำงานกันเป็โครงข่ายขยายอำนาจรีดนาทาเร้นและเอาเปรียบประชาชนเป็ขบวนการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย”
“และล้วนเป็คนของเสียนชินอ๋องทั้งสิ้นพะย่ะค่ะฝ่าา” กล่าวเสริมแล้วเหอซ่งจินก็นำเอกสารที่กำไว้ในมือนำไปมอบให้แก่มหาดเล็กเพื่อส่งถวายต่อองค์ฮ่องเต้
ทันทีที่ได้ทอดพระเนตรองค์จักรพรรดิหนุ่มก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความพิโรธ
“เลวร้ายยิ่งนัก! ยิ่งกว่ากองโจรป่าที่เคยบุกอาละวาดเมืองหลวงในอดีตกว่าสิบเท่า! จะต้องรวบตัวคนในรายชื่อพวกนี้มาไต่สวนที่ศาลอาญาเมืองหลิวหยางและจับมันรับโทษทั้งหมดให้ได้!”
“ฝ่าาจะทรงพระเนตรบอดพระกรรณดับไปหลงเชื่อมันสองคนนั้นไม่ได้นะพะย่ะค่ะ!”
“เสียนชินอ๋อง!”
“หลิวฮุ่ยิ! เหอซ่งจิน!”
บัดนี้คนถูกกล่าวหาควบคุมตัวเองไม่ได้เสียแล้ว เขาไม่สนเสียงคำรามจากเ้าแผ่นดินเลยแม้แต่น้อยกลับหมุนตัวไปเพื่อเผชิญหน้ากับอริด้วยใบหน้าโกรธจัดราวกับมีไฟแค้นลุกโชนไปทั่วร่างก่อนจะทำบางอย่างที่สร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งท้องพระโรงอย่างไม่เกรงกลัว
“หยุดนะเสียนชินอ๋อง!” ฮ่องเต้ทำได้เพียงตวาดปรามเมื่อเห็นผู้เป็น้องชายโผไปกระชากดาบจากนายทหารอารักขาแล้ววิ่งไล่ทำร้ายคู่อริ
“บังอาจใส่ความชินอ๋องอย่างข้า พวกเ้าก็ไม่สมควรจะมีหัวประดับบนบ่าอีก! ตายซะ!”
“...!”
[1] ยามซื่อ คือ่เวลา 09:00 น. – 10:59 น.