บทที่ 6 เปิดทางให้สหายเต๋า
ลู่อิงเจา ผู้ที่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] ชำเลืองมองไปทางจิงอวี่อย่างครุ่นคิด แล้วจึงถามว่า "จะปรับเปลี่ยนอย่างไร? สหายเต๋าชวยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยเถิด"
เสวียนชิงจื่อไม่กล้าที่จะละเลยต่อท่านผู้ยิ่งใหญ่ที่โผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ผู้นี้ รีบประสานมือคำนับพลางอธิบายว่า
"ขอให้สหายเต๋าหลู่ ข้าทราบมว่า แม้ปัจจุบันในดินแดนเซียนโจวจะไม่มีผู้วรยุทธ์ที่เก่งกาจ แต่พวกท่านทั้งหลายที่จะกลับชาติมาเกิดก็ต้องเริ่มต้นจากความเป็สามัญชน อีกทั้งยังไม่รู้จักดินแดนนี้เลยแม้แต่น้อย เจตนาในคำสั่งของท่านเ้าวิหารเมื่อครู่นี้ คือ้าให้ทุกท่านผลัดกันไปเกิด
โดยร้อยปีแรกของการกลับชาติมาเกิดของแต่ละคนจะถูกกระจกวิเศษฉายภาพให้ปรากฏในวิหาร เพื่อให้ผู้ที่จะมาเกิดในภายหลังได้ศึกษา นับเป็การทำความรู้จักกับดินแดนนี้ หากผู้ที่มาก่อนสามารถสร้างความสำเร็จในดินแดนเซียนโจวได้ ผู้ที่มาทีหลังที่มีความตั้งใจก็จะได้มีที่พึ่งพิงให้ไปหา"
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ชั่วขณะนั้นภายในวิหารฉางเซิงกลับเงียบกริบไร้เสียงใด ๆ
ในที่สุดลู่อิงเจาก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "เวลาร้อยปี ทุกเื่ไม่ว่าเล็กใหญ่จะถูกฉายในวิหาร? เช่นนั้นผู้ที่ไปก่อนก็ไม่มีความลับใด ๆ เหลืออยู่เลยน่ะสิ"
"หาได้เป็เช่นนั้นไม่ ในหนึ่งร้อยปีนี้ไม่ได้ฉายภาพทุกรายละเอียดปลีกย่อย จะเลือกฉายเฉพาะ่เวลาสำคัญเท่านั้น อีกทั้งกระจกวิเศษรู้ชะตาได้กระตุ้นชะตากรรมของทุกท่าน จึงเชื่อมโยงกับชะตาของทุกท่านแล้ว
ดังนั้นหากกระจกวิเศษจะทำการตรวจสอบ ผู้ที่ถูกตรวจสอบย่อมรู้สึกได้เอง เมื่อถึงเวลานั้นหากไม่้าให้ผู้อื่นเห็นภาพเหตุการณ์นั้น เพียงแค่คิดในใจก็สามารถตัดการเชื่อมต่อได้"
"เมื่อทุกท่านอายุครบหนึ่งร้อยปี กระจกวิเศษก็จะไม่ติดตามตลอดเวลาอีกต่อไป จะตรวจสอบเป็ระยะห่างหลายร้อยปีครั้งเพื่อยืนยันว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนจะสามารถขึ้นสู่แดนเซียนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละท่านแล้ว"
เย่ซิงอวิ๋นลูบแก้มพลางถาม "ท่านเซียนาุโ เช่นนั้นผู้ที่มาทีหลังไม่ต้องรออยู่ในวิหารเป็เวลาหลายร้อยปีก่อนจึงจะได้กลับชาติมาเกิดหรือ นี่ช่างทรมานเหลือเกิน…"
"สหายเต๋าเย่ไม่ต้องกังวล ข้ามีวิชาลับ ิญญาที่อยู่ในวิหารจะรู้สึกว่าเวลาร้อยปีผ่านไปเพียงชั่วพริบตา อีกทั้งเมื่อดวงิญญายังไม่ได้กลับชาติมาเกิดและรวมกับร่างกาย และก็จะไม่สิ้นเปลืองอายุขัย รออยู่หลายร้อยปีแล้วค่อยกลับชาติมาเกิดก็ไม่เสียหายอะไร"
"ไม่ทราบว่าสหายเต๋าท่านใดจะเป็ผู้แรกที่เกิดใหม่"
ในยามนี้โถงวิหารจมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
‘ก็ไม่แปลกอะไร กฎเกณฑ์เช่นนี้ ยิ่งได้ไปเกิดใหม่ทีหลังก็ยิ่งได้เปรียบ เพราะยิ่งอยู่ลำดับหลัง ก็ยิ่งได้รู้เื่ราวลับ ๆ ในดินแดนเซียนโจวมากขึ้นมิใช่หรือ?’ จิงอวี่คิดในใจ
อีกอย่าง เวลาเป็เครื่องพิสูจน์ใจคน หนึ่งร้อยปีนั้นเพียงพอที่จะมองเห็นนิสัยใจคอของผู้คนได้มากมาย หากกลับชาติมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังสามารถเลือกไปพึ่งพาผู้าุโที่มีคุณธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือได้
ในทางกลับกัน ผู้ที่ไปเกิดใหม่เป็คนแรกย่อมเสียเปรียบที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีใครเต็มใจที่จะเป็ผู้บุกเบิกให้ผู้อื่นได้เหยียบย่ำข้ามไป
"ข้าจะไปเอง
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ก็เห็นว่าเป็หญิงสาวที่ปลุกชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] นั่นเอง
ลู่อิงเจายิ้มสง่าผ่าเผยให้กับสายตาที่มองมา แล้วกล่าวว่า "การเดินทางไปยังดินแดนเซียนนั้นยังไม่อาจคาดเดาได้ ข้าลู่มีสภาวะที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ จึงขอนำทางให้พวกท่านสหายเต๋าทั้งหลายก่อน!"
เสวียนชิงจื่อพยักหน้า และโบกแขนเสื้อ
ทันใดนั้นกลางโถงวิหารก็ปรากฏประตู์ที่สลักลวดลายงดงามขึ้นมา ทว่าภาพในประตูนั้นพร่าเลือน มองไม่ชัดเจน
ลู่อิงเจาไม่พูดพล่ามอีก เดินเชิดหน้าอย่างองอาจมุ่งหน้าไปยังประตู์ เพียงแต่ก่อนจะจากไป นางหันไปมองทางทิศที่จิงอวี่อยู่ ส่งยิ้มให้พร้อมผงกศีรษะเบา ๆ
หลังจากลู่อิงเจาเข้าไปในประตู์แล้ว กระจกทองแดงในมือของเสวียนชิงจื่อก็ลอยขึ้นไปเหนือประตู์ในทันที
ภายในกระจกเริ่มปรากฏภาพของทารกน้อยในผ้าอ้อม และที่ขอบกระจกทองแดงก็มีตัวอักษรเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น…
ปีที่ 1 แห่งยุคฉางเซิง
ในเวลาเดียวกัน เสวียนชิงจื่อก็ร่ายอาคามเซียน พลางท่องคาถาว่า "ร้อยปีเป็ดั่งพริบตา..."
ลู่อิงเจาเกิดในจวนแม่ทัพเจิงเป่ยในราชวงศ์สามัญแห่งหนึ่ง นางมีพี่สาวและพี่ชายหนึ่งคน ฮูหยินแม่ทัพเสียชีวิตจากการคลอดยาก แม่ทัพเจิงเป่ยและฮูหยินรักใคร่กันลึกซึ้ง หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้แต่งงานใหม่อีก ลู่อิงเจาจึงกลายเป็บุตรีคนเล็กของตระกูล
เนื่องจากมารดาเสียชีวิตขณะคลอดลู่อิงเจา บิดาจึงไม่ค่อยรักใคร่นางเท่าไรนัก เพราะคิดว่าบุตรีคนเล็กผู้นี้ทำให้ภรรยาที่รักต้องตาย พี่ชายและพี่สาวก็มีอายุห่างกับนางมากก็ไม่ได้สนใจนางเช่นกัน
แต่โชคดีที่ลู่อิงเจาไม่รู้สึกว่าเป็เื่ใหญ่โตอะไร แม้ว่าในครอบครัวจะไม่มีใครสนใจนาง แต่จวนแม่ทัพเจิงเป่ยก็นับเป็ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง
ดังนั้นปัจจัยในการกินอยู่ไม่เคยขาดแคลน นางไม่ชอบเรียนบทกวีและงานฝีมือั้แ่เด็ก แต่กลับเลือกหยิบตำราวิชายุทธ์จากห้องสมุดในจวนมาฝึกฝนร่างกายและขัดเกลาวิชายุทธ์
ราชวงศ์สามัญที่ลู่อิงเจาอาศัยอยู่ไม่มีผู้ฝึกบำเพ็ญเซียนปรากฏตัว แต่ฮ่องเต้บนราชบัลลังก์กลับไม่ใช่คนปกติ ทรงแสวงหาวิถีเซียนทุกวัน ในเมืองหลวงเลี้ยงดูพวกนักเวทมายาหลอกลวงมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรับสั่งให้แม่ทัพนำทหารออกรบในทั้งสี่ทิศเพื่อแสวงหาวิถีเซียน
บิดามักถูกเรียกตัวออกจากเมืองหลวงบ่อยครั้ง แต่นั่นไม่เกี่ยวกับลู่อิงเจามากนัก นางเพียงแต่ฝึกวิชายุทธ์อย่างเงียบ ๆ ในจวนแม่ทัพเท่านั้น
ปีที่ 13 แห่งยุคฉางเซิง
แม่ทัพเจิงเป่ยเดินทางกลับจากนอกด่าน แล้วเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างลับ ๆ หลังจากนั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย
ค่ำวันนั้น วังหลวงออกคำสั่งให้กวาดล้างจวนแม่ทัพเจิงเป่ย โดยอ้างว่าแม่ทัพเจิงเป่ยคิดฏ คืนนั้นเืไหลนองทั่วจวนแม่ทัพ บุตรชายคนโตและบุตรสาวคนโตถูกตัดหัวประจาน มีเพียงบุตรสาวคนเล็กที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ข่าวลือในเมืองเล่าว่า การเดินทางไปนอกด่านครั้งนี้ แม่ทัพเจิงเป่ยได้พบร่างของเซียนจริง ๆ ซึ่งภายในนั้นซ่อนตำราวิชาเซียนเอาไว้ ฮ่องเต้จึงตรัสให้ลงมือสังหารเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วไหล
อย่างไรก็ตาม เมื่อพระวรกายของฮ่องเต้ทรุดโทรมลงทุกวัน และไม่เคยปรากฏวิชาเซียนใด ๆ ให้เห็น ข่าวลือจึงค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา
ปีที่ 21 แห่งยุคฉางเซิง
คืนวันนั้นพอดีเป็ปีที่แปดหลังจากจวนแม่ทัพเจิงเป่ยถูกล้างตระกูล ร่างไร้ิญญาของฮ่องเต้ถูกพบอยู่บนบัลลังก์ในตำหนักหย่างซิน พระศพถูกตัดพระเศียรด้วยกระบี่เพียงคมเดียว
พระเศียรขององค์ฮ่อเต้ถูกตรึงไว้บนกรอบประตูตำหนักหย่างซินด้วยกระบี่ยาวที่เต็มไปด้วยสนิม
ขันทีบางคนจำได้ว่ากระบี่เป็สนิมเล่มนี้ดูคล้ายกับกระบี่ประจำกายของแม่ทัพเจิงเป่ย ทุกคนต่างขวัญผวา
ภายใต้การคุ้มกันอย่างแ่าหลายชั้นในวังหลวง กลับไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของมือสังหาร นี่ทำให้พวกเขาต่างเข้าใจว่าเป็ิญญาอาฆาตจากจวนแม่ทัพที่มาเรียกร้องความยุติธรรม
แต่ผู้ที่มาแก้แค้นไม่ใช่ิญญาอาฆาต หากแต่เป็ลู่อิงเจาผู้ซึ่งวรยุทธ์ได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดในใต้หล้าแล้ว!
สมัยนั้นบิดาของนางได้ไปพบตำราวิชาเซียนสองเล่มที่นอกด่าน
หนึ่งในนั้นมีชื่อว่า ‘วิชาชักนำลมปราณ’ ใช้สำหรับชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่เป็สามัญชน เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน อีกเล่มมีชื่อว่า ‘วิชาหายใจเข้าออก’ เป็วิชาที่ผู้บำเพ็ญทุกรากฐานสามารถฝึกฝนได้โดยไม่จำกัดธาตุ
ในวิหารฉางเซิง จิงอวี่และคนอื่น ๆ ต่างเบิกตากว้างพยายามจะอ่านเนื้อหาวรยุทธ์ในตำรา แต่กลับพบว่าตัวอักษรในภาพนั้นพร่าเลือนไม่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามันถูกทำให้เบลอไว้
เนื่องจากฮ่องเต้ไม่มีรากฐานิญญา ตลอดแปดปีเต็มจึงไม่สามารถชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้ แม้จะมีตำราวิชา แต่ก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่ประตูเซียนได้
ในวันนั้น ลู่อิงเจานั่งขัดสมาธิ ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็สามารถชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ลมปราณหมุนเวียนครบรอบ กลายเป็ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณระดับหนึ่ง
ปีที่ 28 แห่งยุคฉางเซิง
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ลู่อิงเจาอาศัยเพียงวิชาพื้นฐานของผู้บำเพ็ญเซียนที่เรียกว่า ‘วิชาหายใจเข้าออก’ ด้วยการดูดซับพลังวิเศษจาก์และดินแดนเพียงอย่างเดียว นางก็สามารถก้าวะโไปถึงขั้นฝึกลมปราณระดับสี่ได้แล้ว
ใน่เจ็ดปีนี้ นางได้ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า จนในที่สุด่ปลายปีก็พบร่องรอยของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่น และได้มาถึงตลาดการค้าของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียน
ในตลาดการค้า นางได้ทำการทดสอบรากฐานิญญาของตน และพบว่าตนเองมีรากฐานิญญาแปรผันประเภทสายฟ้า นางจึงเปลี่ยนมาฝึกวรยุทธ์ธาตุสายฟ้าที่มีชื่อว่า ‘วิชาอสนีสะท้านฟ้า’
นับแต่นั้นมา ลู่อิงเจาก็พำนักอยู่ในตลาดการค้า ในยามปกตินางจะหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์อสูรบริเวณรอบตลาดเพื่อแลกเปลี่ยนเป็เสบียงในการบำเพ็ญเซียน
ปีที่ 36 แห่งยุคฉางเซิง
แปดปีผ่านไป หลังจากที่ลู่อิงเจามีทรัพยากรสำหรับบำเพ็ญเพียร และได้เปลี่ยนวิชายุทธ์ให้เข้ากับรากฐานิญญาประเภทสายฟ้า นางแทบจะไม่เคยพบอุปสรรคใด ๆ และสามารถบำเพ็ญจนถึงขั้นก่อปราณระดับเก้าขั้นสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม การก้าวจากขั้นก่อปราณไปสู่ขั้นสร้างฐานนั้นเป็เหมือนธรณีประตู จำเป็ต้องใช้ยาลูกกลอนสร้างฐานจึงจะมีโอกาสทะลวงขั้น
แม้ว่าลู่อิงเจาจะรู้สึกราง ๆ ว่าตนเองมีโอกาสสูงที่จะทะลวงขั้นได้แม้ไม่มียาลูกกลอนสร้างฐาน แต่เพื่อความรอบคอบ นางก็ยังคงตัดสินใจที่จะขอยาเม็ดนี้
โชคดีที่ผู้ก่อปราณมีอายุขัยถึงร้อยปี หากดูแลตัวเองได้ดี โอกาสในการสร้างฐานก่อนอายุแปดสิบปีก็จะไม่ลดลงเพราะความชราภาพ ลู่อิงเจาจึงยังมีเวลาเหลือเฟือ
ปีที่ 38 แห่งยุคฉางเซิง
ยาลูกกลอนสร้างฐานเป็สิ่งที่หาได้ยากสำหรับผู้ฝึกฝนอิสระ ลู่อิงเจาไม่อยากเข้าร่วมสำนัก จึงต้องคอยหลบซ่อนตัวต่อไปและรอคอยโอกาสอันเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นขณะที่นางฝึกฝนวิชาอย่างต่อเนื่อง จู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงบางสิ่ง ราวกับมีด่านกั้นในใจแตกสลายออก
ณ ปีที่ 38 นี้เอง นางก็ได้บรรลุถึงขั้นก่อปราณขั้นที่สิบ
ซึ่งนี่ไม่เคยมีบันทึกในประวัติศาสตร์ของตลาดนักเซียนมาก่อน!