
แสงแดดของเช้าวันใหม่ตกกระทบกับผิวสีน้ำผึ้งของสาวสวยร่างอวบอิ่ม ที่นอนใส่เสื้อเชิร์ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีขาวอยู่บนเตียงนอนสีขาว-ไม้ ซึ่งห้องจะตกแต่งเป็สไตล์รัสติค (Rustic Style) ที่จะเผยให้เห็นพื้นผิวที่เป็เนื้อแท้หรือธรรมชาติของวัสดุนั้น ๆ การเคลื่อนไหวของทรวงอกที่ขึ้นลงเป็จังหวะช้า ๆ แสดงให้เห็นถึงการนอนหลับที่เต็มอิ่มของร่างอวบได้เป็อย่างดี
Wanwan's Part
ฉันยกมือบังแสงที่สาดมากระทบหน้า แล้วค่อย ๆ ลืมตาให้สายตาค่อย ๆ ชินกับแสงที่เจิดจ้าตรงหน้าจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ภาพวิวป่าเขาสีเขียวชอุ่มตรงหน้า ทำให้ฉันแปลกตาจนต้องค่อย ๆ เอาศอกผยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งและตั้งสติสักพัก
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่”
ดวงตาคมโตได้ไล่มองรอบห้อง ทางซ้ายเป็ชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ ที่ได้มีการจัดเรียงหมวดหมู่หนังสือ แต่ละเล่มก็จะมีที่คั่นหนังสือแบบแปลกตาที่คนปกติจะไม่นิยมนำมาใช้คั่นกัน เป็แท่งทองและเงินที่แกะสลักเป็ขนนกชนิดหนึ่งที่ฉันเองก็ยังนึกไม่ออก แต่ดูแล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เบื้องหน้าเป็กำแพงกระจกที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็สันเขาทอดยาวหลายร้อยเมตร และทะเลหมอกบางเบาที่ลอยเหนือสันเขาเล็กน้อย ทางขวาเป็ชุดเก้าอี้ไม้สีสบายตาสองตัว ซึ่งมองโดยรวมแล้วที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉันร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน! แต่ที่นี่กลับให้ความรู้สึกเสมือนเป็บ้านของฉันเอง
“ไหน ๆ ก็ได้มาที่นี่แล้ว ขอเดินดูหน่อยก็แล้วกัน” ขาอวบได้ก้าวลงจากเตียงนอนแล้วเดินตรงไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า
“ต้นไม้ที่นี่อยู่มากี่ปีแล้วน้า… ทำไมดูสูงได้ขนาดนี้เนี่ย อย่างต่ำต้องสูงห้าถึงเจ็ดเมตร หรือมากกว่านั้นต้องเป็สิบเมตรแน่ ๆ อ่ะ โหหหหห”
ฉันไล่มองป่าสีเขียวขจีที่อยู่ตรงหน้า ต้นไม้แทบทุกต้นล้วนแต่มีขนาดใหญ่และสูง มีบ้างที่เป็ต้นเรียวเล็ก แต่ฉันว่าเกินสามเมตรแน่ ๆ อดคิดไม่ได้ว่าที่นี่อาจจะไม่ใช่ประเทศของตัวเอง ด้วยพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยคุ้นตา และอากาศที่หนาวเย็นจนน่าใ แต่จะเป็ไปได้ยังไง เพราะฉันยังไม่เคยออกนอกประเทศนี้เลย แต่ก็ช่างมันเถอะวิวตรงหน้าสวยซะอย่าง ขอฉันมองต่อหน่อยแล้วกัน คิดได้อย่างนั้นฉันก็มองวิวด้านหน้าอย่างเพลิดเพลิน เจอทั้งฝูงกระต่ายและกระรอกหลากสี บลา ๆ
กริก….
เสียงคล้ายเซรามิกกระทบกัน ดึงสายตาของฉันให้หันไปทางด้านหลังตามที่มาของเสียง และทันใดนั้น… ฉันก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อยืดแขนยาวสีขาว กางเกงลำลองขายาวสีน้ำตาลเข้ม การมาของเขาให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ฉันมองเขาจัดวางแก้วกาแฟ ชาร้อน และขนมถั่วพิมพ์ที่อยู่ตรงเก้าอี้ไม้คู่นั้นโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ พอเขาจัดวางชุดของว่างเสร็จแล้ว สองเท้าได้ก้าวเข้ามาหาฉันอย่างช้า ๆ ส่วนสูงของเขาตอนที่ก้มจัดของอยู่นั้น ฉันคิดว่าเขาน่าจะสูงไม่ต่ำกว่าร้อยเจ็ดสิบห้าเซน แต่หลังจากที่เขายืดขึ้นเต็มตัวแล้วกำลังจะเดินมาหาฉัน ทำให้ฉันคิดใหม่ ว่าเขาน่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบเซนแน่ ๆ เพราะระดับสายตาของฉันมองเห็นเพียงอกของเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ฉันสูงร้อยห้าสิบแปดเซนเลยนะ ฉันเห็นแค่ระดับอกของเขาเองเหรอ -o- สายตาของฉันเลื่อนจากอกขึ้นไปเห็นไหล่ที่กว้างกว่ามาตรฐานผู้ชายทั่วไป พอกะสายตาดูแล้ว ความกว้างของไหล่น่าจะถึงห้าสิบเซนเลยด้วยซ้ำไป แต่ระหว่างที่ฉันสำรวจร่างกายของผู้ชายตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินนั้น ฉันก็ลืมคิดถึงระยะห่างระหว่างฉันกับเขาที่มันก็สั้นขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
"ตื่นแล้วเหรอเป่าเป้ย*"
เสียงทุ้มนุ่มหูของเขาได้กระซิบข้าง ๆ หูของฉัน และท่อนแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเืปูดนูนทั้งสองข้างที่เข้ามาโอบกอดฉันจากด้านหลังอย่างแแ่ นี่เขาจะให้ตัวของฉันจมเข้าไปในตัวเขาจริง ๆ ใช่ไหม แต่ทำไมฉันไม่รู้สึกอึดอัดเลยนะ ทำไมถึงได้รู้สึกดีขนาดนี้หล่ะ? ฉันปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือความคิดสักพัก พอหลังจากสติกลับมาแล้วก็สงสัยว่า…
‘ผู้ชายคนนี้เขาเป็ใคร? เมื่อกี้นี้เขาไม่ได้พูดภาษาไทย แล้วเราฟังเขาออกได้ยังไง?แล้วทำไมเราถึงรู้สึกว่า…ผู้ชายคนนี้เขาเป็คนพิเศษสำหรับเราเลย’
ฉันยื่นมืออวบ ๆ ทั้งสองข้างขึ้นไปช้า ๆ กะจะดึงแขนของเขาให้ออกห่างจากตัวฉัน เพื่อให้ตัวเองนั้นหลุดออกจาก อ้อมกอดของเขา แต่ยังไม่ทันได้ัั มือใหญ่ทั้งสองก็คว้ามือฉันไปประสานแล้วกระชับกอดให้แน่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับเอาคางของเขามาเกยบนหัวฉัน เหมือนล็อคไม่ให้ฉันขยับตัวไปไหนได้เลยแต่แทนที่ฉันจะรู้สึกกลัวหรือรำคาญ ฉันกลับรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมไปอีก
‘เอาวะ ไหน ๆ มันก็รู้สึกดีขนาดนี้แล้ว ของตรงหน้าก็งานเทพเ้าปั้นสร้างเบอร์นี้ ขอสักหน่อยก็แล้วกัน’
พอคิดได้อย่างนั้นแล้ว ฉันก็เริ่มผ่อนคลายตัวเองมากขึ้น และปล่อยให้ตัวเองเอนพิงไปกับเขาแล้วดูวิวข้างหน้าไปพร้อมกัน จนฉันเกิดความคิดที่ว่า อยากให้ความสุขนี้อยู่กับฉันนาน ๆ จังเลย
เวลาล่วงเลยไปสักพัก ฉันก็เพิ่งนึกได้ว่าฉันมัวแต่สำรวจร่างกายเขามากจนเกินไป จนลืมสังเกตไปเลยว่า ฉันยังไม่เห็นหน้าของเขาเลย แถมชื่อแซ่ก็ยังไม่รู้จักอีกต่างหาก คิดได้อย่างนั้นก็เริ่มขยับตัวไปมาเบา ๆ แต่อ้อมกอดของเขาก็ไม่ได้คลาย ลงเลย แถมรัดแน่นขึ้นไปอีก ทำให้ฉันเริ่มขยับตัวไปมาแรงกว่าเดิมอีกครั้ง เพราะฉันอยากจะหันกลับไปมองหน้าเขาให้ชัด ๆ จริง ๆ
“เป่าเป้ย คุณดิ้นแรงแบบนี้ผมก็ตื่นหมดสิ ผมเพิ่งนอนไปได้แค่สองชั่วโมงเองนะ คุณจะเริ่มมันอีกแล้วเหรอ”
เสียงทุ้มนุ่มหูของเขาพูดพร้อมกับจูบตรงต้นคอ ลากยาวผ่านหูและแก้มมาเรื่อย ๆ ตัวฉันแข็งทื่อและรู้สึกวาบหวามอย่างบอกไม่ถูก
‘ไม่ได้นะ ฉันอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เครื่องมันร้อนเกินไปแล้ว' คิดได้อย่างนั้นทำให้ฉันดิ้นหนักกว่าเดิม
“ห่าว! คุณปลุกมันสำเร็จเรียบร้อยแล้วครับเป่าเป้ย”
หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็ได้ช้อนอุ้มตัวฉันขึ้นมา ทำให้ฉันใจนเผลอหลุดเสียงกรี๊ดออกมาเล็กน้อย มือทั้งสอง
ของฉันก็รัดคอของเขาไว้แน่น หน้าของฉันก็ซบตรงซอกคอของเขาพร้อมส่ายหัวไปมา ทำให้จมูกและปากของฉันัักับ คอเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อา…” เสียงในลำคอของเค้าดังออกมา ทำให้ฉันหยุดส่ายหัวส่ายหน้า แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองเขาช้า ๆ
“อย่าหาว่าผมใจร้ายเลยนะครับ…เป่าเป้ย”
ยังไม่ทันที่ฉันจะเห็นหน้าของเขา เขาก็โยนฉันลงไปบนเตียงโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกเสียวซ่าน่ท้องน้อย ราวกับฉันกำลังขึ้นไปนั่งบนรถไฟเหาะก็กลับมาอีกครั้ง
"กรี๊ดดดดดดดดดด”
*เป่าเป้ย แปลว่า ที่รักในภาษาจีน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++เย้ๆ แต่งจบ 1 ตอนแล้วค่า^^