บทที่ 9
ทะลวงขอบเขต
ถ้าเกิดว่าจางหยุนไม่รู้เกี่ยวกับเวลาในความรวดเร็วในการทะลวงของซากเทวะ เขาคงจะคิดว่าตัวเองนั้นบำเพ็ญแล้วก็ฝึกฝนผิดทางแล้ว
ในความทรงจำของจางหยุน วิชาซากเทวะมีความพิเศษ นั่นก็คือการฝึกฝนที่ทรงพลังแล้วก็รวดเร็ว เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถทะลวงขีดจำกัดของตนเองได้นี่คือข้อเสียอย่างนึง
ความรวดเร็วในการพัฒนาของซากเทวะ ประจักษ์ให้เห็นอยู่ด้านหน้า เพียงแค่หนึ่งเดือนมันก็พัฒนาการซากเทวระดับทองแดงขั้นต่ำ เลื่อนขึ้นสู่ระดับทองแดงค่ำกลาง แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่ามันจะสามารถเลื่อนและพัฒนาไปได้เรื่อยๆ
เป็เพราะว่าซากเทวะระดับทองแดงที่อยู่ด้านหน้า มากที่สุดมันก็สามารถพัฒนาไปได้จนถึงระดับซากเทวะระดับทองแดงเท่านั้น
ไม่มีทางที่มันจะสามารถเลื่อนขึ้นไปสู่ระดับเงินได้ เพราะแบบนั้นจะพูดว่าซากเทวะฝึกฝนได้รวดเร็วก็ใช่ แต่ทว่าข้อเสียก็คือมันเองก็มีขีดจำกัดที่ไม่สามารถก้าวผ่านได้
ส่วนเกี่ยวกับเื่ว่าในอนาคต จะมีความสามารถหรือว่ามีเคล็ดลับอะไร ที่ทำให้ซากเทวะก้าวข้ามระดับได้หรือไม่ เื่นี้จางหยุนเองก็ไม่รู้ ต้องรู้ก่อนว่าในตอนนี้วิชานี้เป็เพียงแค่ระดับแรกที่จางหยุนศึกษาเท่านั้น
เกี่ยวกับเื่วิชาพวกนี้ในส่วนที่เหลือ จางหยุนยังรู้สึกว่ามันถูกปิดผนึกอยู่ภายในส่วนลึกของความทรงจำ ยังไม่สามารถเปิดอ่านได้ในตอนนี้
จางหยุนมั่นใจว่าด้วยความสามารถที่แสดงออกมาในตอนนี้ น่าจะไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดของวิชาซากเทวะ
ถึงแม้ว่าซากเทวะระดับทองแดงที่อยู่ด้านหน้า มันน่าจะถึงขีดจำกัดในอีกไม่นาน แต่สำหรับจางหยุนนี่ถือว่าเป็เื่ดี
ในตอนนี้ตัวของเขาเป็เพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต่ำ ถ้าเกิดว่าได้ข้ารับใช้ที่เป็ตัวตนที่มีความสามารถเทียบเท่ากับขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลายมา เช่นนี้ก็เทียบเท่ากับว่าพลังรบของเขาจะเพิ่มพูนหลายเท่า
จางหยุนเริ่มสั่งการให้ซากเทวะที่พัฒนา เป็ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลาง ลองทดสอบความสามารถ
ความสามารถของมันยังคงเป็เหมือนเดิม
เป็การสร้างร่างเงามนุษย์สองร่างขึ้นมา และร่างเงาที่สร้างขึ้นมาในตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลง ระดับพลังของพวกมันเพิ่มขึ้น แข็งแกร่งขึ้นเทียบเท่ากับระดับผนึกตันเถียนขั้นกลางเลย
ด้วยวิชาที่พัฒนาขึ้นจางหยุนลองให้มันชกต้นไม้ใหญ่ดูอีกครั้ง คราวนี้พลังเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล เพียงแค่ปล่อยหมัดครั้งเดียวก็ทำให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นได้อย่างง่ายดาย
จางหยุนพึงพอใจกับพลังนี้มาก เขามั่นใจว่าต่อให้เป็ตัวของเขาในตอนนี้ ออกแรงต่อยอย่างเต็มแรงก็ไม่มีทางที่จะทำให้ ต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้หักโค่นอย่างแน่นอน
เขาเก็บซากเทวะกลับเข้าไปในโลงศพสีดำเช่นเดิม ก่อนที่จะเริ่มทำการฝึกฝนอีกครั้ง
จางหยุนเริ่มโคจรวิชากลืนมรณะเพื่อฝึกฝนต่อ เพราะในตอนนี้เขาััได้ถึงขอบเขตของตนเองที่พัฒนาขึ้นเช่นกัน
จางหยุนมั่นใจว่าอีกไม่นาน เขาก็ต้องสามารถทะลวงผ่านขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นแรกได้อย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นเลยจึงได้ตั้งใจฝึกฝนอีกครั้ง
จนกระทั่งผ่านไปอีกหลายวัน ในที่สุดจางหยุนก็ััได้ถึงโอกาสในการพัฒนาของตนเอง
สายลมหวีดหวิวท่ามกลางผืนป่า ปราณิญญาภายในอากาศ ถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกายของจางหยุนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
จำนวนของปราณิญญาที่หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกมันราวกับว่าเป็กระแสน้ำที่ถูกพายุน้ำวนขนาดใหญ่ดึงดูดเข้ามา
เหตุการณ์นี้ดำเนินอยู่หลายลมหายใจ จนกระทั่งมันก็ค่อยๆสงบลง พลังที่ถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกายดูควบแน่นอยู่บริเวณกลางหน้าอก
มันค่อยๆหล่อเลี้ยงตันเถียนห่อหุ้มมันราวกับเปลือกขนาดใหญ่ จนกระทั่งตันเถียนที่ได้รับปราณิญญาหนาแน่นมากพอ ในที่สุดก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
ตันเถียนหลอมรวมพลังิญญาจำนวนมากมาย ขนาดใหญ่ของมันขึ้น ปราณิญญาที่ถูกดึงดูดเข้ามาภายในตันเถียนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ตึง!! เสียงดังกังวานออกมาจากภายในร่างกาย ตันเถียนที่ขยายตัวในที่สุดก็เสถียรมั่นคง สถิตอยู่บริเวณกลางหน้าอกแผ่ซ่านแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นออกมาจากร่างของจางหยุน
จางหยุนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้น เขาสูดหายใจเข้าออก ในขณะที่กำลังสูดหายใจปราณิญญาเองก็ขยับตามลมหายใจของเขา
ผ่านไปครู่นึงปราณิญญาภายในร่างกาย มันก็ค่อยๆมั่นคงหลังจากที่ขอบเขตพัฒนาขึ้น
“ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสองแล้ว” จางหยุนพึมพำออกมา
ตอนนี้เข้าััได้ถึงพลังภายในร่างกายที่เพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่าพลังที่เพิ่มขึ้นของเขา ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับซากเทวะที่เขาหล่อมเลี้ยงอยู่ดี
ซากเทวะตนนั้นพัฒนาการเป็ซากเทวาระดับทองแดงขั้นกลาง ถ้าเกิดว่าให้ลองเปรียบเทียบ มันน่าจะมีระดับเทียบเท่ากับผนึกตันเถียนขั้นสี่ขั้นห้า เพราะแบบนั้นจางหยุนในยามนี้แม้จะก้าวเข้าสู่ขั้นสอง ก็ยังไม่สามารถเทียบกับซากเทวะของตนเองได้
แต่จางหยุนไม่ได้รู้สึกแย่อันใด ต่อให้ซากเทวะในตอนนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่การพัฒนาของมันต้องไปถึงขีดจำกัดในสักวันหนึ่ง เพราะแบบนั้นในยิ่งระยะเวลาผ่านไป เขาย่อมต้องแข็งแกร่งกว่ามันแน่นอน
เมื่อทำขอบเขตของตนเองให้มั่นคงแล้ว เขาก็เริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
คราวนี้เมื่อเริ่มฝึกฝนจางหยุนััได้ถึงการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่ขอบเขตของตนเองพัฒนาขึ้น
การเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่บังเกิดขึ้นเลยก็คือ เขาััได้ว่าซากเทวะมีการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นอีกแล้ว
จางหยุนคิดว่าด้วยพลังของตนเองได้เพิ่มขึ้น วิชากลืนมรณะเองก็สามารถดูดกลืนพลังบริเวณรอบๆได้เพิ่มขึ้น เพราะแบบนั้นพลังที่สามารถไปหล่อเลี้ยงซากเทวะได้ มันก็ต้องมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเลยทำให้ซากเทวะมีการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นอีก
จางหยุนย่อมต้องรู้สึกพึงพอใจเกี่ยวกับเื่นี้อย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นตัวของเขาก็เลยตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนไปอีก
แน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัยของตนเอง จางหยุนต้องหวังให้ซากเทวะพัฒนาไปถึง ขอบเขตทองแดงขั้นสูงอย่างรวดเร็ว ถ้าเกิดว่ามันพัฒนาไปถึงระดับนั้นได้ เขาเองก็จะมีพลังรบมากขึ้น ความปลอดภัยของตัวเองก็ต้องเพิ่มขึ้น
ผ่านไปอีกสี่วัน
ระดับของซากเทวะยกระดับขึ้นอีกแล้ว ที่บอกว่าพัฒนาขึ้นไม่ใช่ว่ามันทะลวงไปถึงระดับทองแดงขั้นสูง เพียงแต่ว่าระดับพลังของมันเพิ่มขึ้น ยังอยู่ในระดับทองแดงขั้นกลาง เพียงแต่ว่าเหมือนว่าจะมีพลังเพิ่มขึ้นเหมือนเป็การทะลวงระดับย่อย
จางหยุนััได้ถึงพลังของซากเทวะที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆและรวดเร็ว เมื่อลองเปรียบเทียบกับตนเองมันเองก็ยิ่งทำให้ ตัวของเขารู้สึกว่าบางทีตัวเองอาจจะเป็คนที่ไม่มีพร์
ถึงอย่างไรในตอนนี้เขาก็ยังแทบไม่เคยเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรเลย เลยไม่รู้ว่าสำหรับความรวดเร็วในการฝึกฝนของเขา เทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นแล้วเป็อย่างไรบ้าง
ในตอนนี้สิ่งที่เขาสามารถเทียบได้ก็คือซากเทวะที่ตนเองหล่อเลี้ยงเท่านั้น เพราะแบบนั้นในใจของเขาย่อมรู้สึกว่าตนเองนั้นบำเพ็ญเพียรช้าไม่ได้
เพราะถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับซากเทวะแล้วมันทะลวงขอบเขตราวกับเป็การดื่มน้ำกินข้าว ไม่กี่วันก็มีพลังเพิ่มขึ้นอีกแล้ว นี่ย่อมทำให้ตัวของเขารู้สึกอึดอัดแปลกๆ