"ข้าพระเจ้า เจ้าหาญแห่งเวียงสรวง นำบรรณาการแลใจภักดิ์มาถวายต่อพระองค์...แลยังมีหมายลับสำคัญส่วนพระองค์ที่พี่นางซอมพอฝากข้าพระเจ้านำมาถวาย เพื่อร่วมไว้อาลัย แลสรรเสริญต่อพระองค์เจ้าหลวงเหนือหัวแห่งสุวรรณโคมคำ" เจ้าหาญพูดราวกระซิบต่อพระองค์ ด้วยมันไม่ต้องการให้เจ้าเหนือหัวเมืองอื่นล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์อันดีของสองแคว้น ที่มีสตรีเพียงหนึ่งเป็นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงใจ
เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อทรงได้ยินชื่อนั้นจากเจ้าหาญ พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้พับผ้าขึ้นมา...มันคือ ผ้าสไบพาดบ่าทอลายซอมพอ (ดอกหางนกยูง) ยกเส้นทอง พร้อมกับกลิ่นร่ำแป้งที่คุ้นเคย กลิ่นที่พระองค์ทรงคะนึงหาทุกค่ำคืน
ท่ามกลางขุนนางและเจ้าเมืองที่เฝ้าสังเกตการณ์ เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงกำผ้าผืนนั้นไว้แน่น แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงครู่หนึ่ง พระองค์ทรงทราบดี ว่านี่คือคำมั่นสัญญาว่านางจะรอ ภายใต้กฎเหล็กหนึ่งปีที่พระองค์ทรงประกาศออกไป
"เจ้าหาญ...กลับไปบอกพี่สาวมึง" เจ้าหลวงองค์ใหม่ตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและแผ่วเบาที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้คำเหล่านี้ ตกไปถึงหูผู้อื่น "กูนั้นขอบใจในไมตรีของนาง แผ่นดินสุวรรณโคมคำจักบ่ลืมไมตรีนี้ แลเมื่อครบกำหนดไว้อาลัย... กูจักเร่งไปรับบรรณาการล้ำค่าแห่งเวียงสรวง มาประดับยอดฉัตรทองของสุวรรณโคมคำด้วยตัวกูเอง"
คำตรัสนั้นประหนึ่งสายฝนที่ชโลมใจเจ้าหาญและคนจากเวียงสรวง แม้แผ่นดินจะอยู่ในความเศร้า แต่ไฟแห่งความหวังระหว่างสองแว่นแคว้น กลับเหมือนถูกจุดให้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง ในใจของเจ้ามหาชีวิตพระองค์ใหญ่
ท่ามกลางความสงบเงียบอันวังเวงของสุวรรณโคมคำในยามราตรีกาล เจ้านางจันทร์แดงลอบเร้นซ่อนกายผ่านเงามืดของกำแพงเวียงชั้นใน มุ่งหน้าสู่คุ้มร้างท้ายเวียง ที่ถูกทอดทิ้งให้ทรุดโทรมจนหญ้าคาขึ้นรกชัฏ สถานที่แห่งนี้กลายเป็นกรงทองขึ้นสนิม มันใช้เพื่อกักขังเจ้าอินทร์สรง โอรสผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนาง
เสียงหัวเราะในความมืดทำเอาผู้คนไม่กล้าผ่านทาง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้พระนางแทบสิ้นสติ นานแล้วที่ไม่ได้แวะเวียนมาดูลูก เพียงผ่านไปไม่กี่เดือนเจ้าอินทร์สรงที่เคยสง่างาม บัดนี้เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายาวรุงรัง ตามเนื้อตัวเริ่มเป็นแผลพุพองจากแมงกัดกินเลือด แววตาว่างเปล่าไร้ร่องรอยแห่งสติสัมปชัญญะ เขานั่งอยู่บนพื้นไม้ที่เริ่มผุพัง เดี๋ยวก็หัวเราะร่าดั่งคนขวัญดี เดี๋ยวก็ร้องไห้โฮปานจะขาดใจดั่งคนขวัญเสีย พลางชี้นิ้วไปที่ความว่างเปล่าด้วยอาการหวาดผวา
"ออกไป! อย่าเข้ามา! พญายักษ์...พญายักษ์ตัวใหญ่ มันจะกินกู! มันจะกินกูแล้ว…" เสียงกรีดร้องของบุตรชายบาดลึกเข้าไปยังขั้วหัวใจของเจ้านางจันทร์แดง
บ่าวไพร่ที่แสนเป็งส่งมา พอนานวันเข้าพวกมันก็สุดแสนจะเบื่อหน่าย ต่อเจ้าหน่อเนื้อที่สิ้นสติเป็นผีบ้าใบ้พูดจาบ่รู้ความ พวกมันต่างพากันละเลยไม่ใส่ใจ ปล่อยให้เจ้าอินทร์สรงนั่งแช่ขี้เยี่ยวจนเนื้อตัวเน่าเหม็นโสโครก ยิ่งกว่าผีเน่าในห่อสาด (เสื่อ)
นางทรุดกายลงในเงามืด น้ำตาไหลพรากด้วยความสมเพชแลโกรธแค้น "ลูกแม่...เพราะมัน! เป็นเพราะไอ้อินทร์ถวาย! มันชิงบัลลังก์มันชิงอำนาจ แล้วมันยังสาปแช่งให้เจ้า ต้องกลายเป็นผีบ้าเช่นนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะมันเป็นเหตุ"
ความโศกเศร้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นไฟแค้นที่เผาผลาญจิตใจ พระนางมองไปยังหอคำหลวงที่สว่างไสวด้วยแสงไฟแห่งอำนาจของเจ้ามหาชีวิตพระองค์ใหม่ ที่กำลับพบปะสมาคมกับเจ้าแคว้นพันธมิตร นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สาบานกับตัวเองว่า
‘ความทุกข์ของลูกกู ต้องถูกชำระด้วยเลือดของอินทร์ถวาย’
ไม่กี่วันต่อมา การนัดหมายในกระท่อมลับย่านตลาดบ้านฮ้อจึงเกิดขึ้น เจ้านางจันทร์แดงปรากฏกายในชุดอำพรางเช่นชาวบ้านเดินตลาด เพื่อมาพบกับท้าวเสือฟ้าผู้เป็นบิดาจากเมืองหนองแส แลไอ้พะตี่เซอเก พรานกะเหรี่ยงเฒ่าผู้มีวิชาอาคมที่กำลังหลบหนีอาญาแผ่นดิน แลการตามล่าของเหล่านักรบเสือดำ
"ไอ้อินทร์ถวายมันเพิ่งขึ้นครองราชย์ บารมียังไม่แกร่งกล้ามากพอ หากเหล่าขุนนางหัวเมืองหนองแส และพวกพ้องของเราในราชสำนักสุวรรณโคมคำ ช่วยกันกราบทูลสนับสนุนเรื่องช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง ว่ามีคนพบเจอปรากฏตัวอยู่ในป่าลึกด้านทิศตะวันออก มันย่อมมิอาจปฏิเสธได้" ท้าวเสือฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “มันต้องการสร้างอำนาจแลบารมี การคล้องเอาช้างเผือกมาประดับฉัตรทอง คือการสร้างอำนาจต่อใจของผู้คน”
“หากเป็นเช่นนั้น ไอ้อินทร์ถวายมิเท่ากับได้ของดีมาคู่กายดอกฤา”
ไอ้พรานกระเหรี่ยงหัวเราะขึ้น "ช้างเผือกนั้นบ่มีจริงดอกเจ้านาง...จะมีก็แต่กรงเล็บเสือร้ายพรายสมิง แลมนต์ดำ ของข้าที่วางกับดักรอมันไว้ในป่าดงดำ" พะตี่เซอเกสำรอกคำพูดออกมาพร้อมแสยะยิ้ม "ขอเพียงให้มันก้าวเท้าออกจากกำแพงเวียงสุวรรณโคมคำ ข้าจะทำให้มันไม่ได้กลับมาเห็นแสงตะวันบนแผ่นดินนี้อีกตลอดไป"
เจ้านางจันทร์แดงมองดูแผนที่ป่าลึกในมือพรานเฒ่าที่ถูกกางออก แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความพยาบาท
"ดี...ให้มันออกไปตายในป่าหมอกดำนี่เสีย ให้ศพมันถูกแร้งรุมทึ้งจนจำเค้าหน้าเดิมมิได้ เมื่อแผ่นดินไร้ผู้นำเยี่ยงมัน ขุนนางทางฝั่งพ่อท่านทั้งเมืองหนองแสแลพวกที่แทรกซึมอยู่ราชสำนักสุวรรณโคมคำ ก็จักได้ลุกขึ้นเชิดชูชื่อเจ้าอินทร์สรงลูกกูขึ้นมาแทนที่มัน ถึงตอนนั้น ข้าเจ้าก็คงจักรักษาลูกข้าให้หายดีได้ แลข้าเจ้าก็จักขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ อยู่เบื้องหลังม่านวิสูตรบัลลังก์ทอง แทนที่ของไอ้อินทร์ถวาย!" แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยมองเห็นชัยชนะอยู่เพียงเอื้อม
เจ้านางโมเลียง เดินนำหน้าสาวใช้ผู้ถือถ้วยยาบำรุง เดินเข้ามายังพิมานของเจ้าขุนอินทร์ถวาย คุณท้าวบัวแก้วเพิ่งออกมาจากห้องบรรทมมองเห็นนางผู้มาเยือนเข้าพอดี สตรีสูงศักดิ์ชาวเยว่ พร้อมนางกำนัลรับใช้ เดินตรงมายังหญิงวัยกลางคนผู้มีหน้าที่ดูแลส่วนพระองค์
“ค่ำมืดแล้ว เจ้านางมาถึงที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” คุณท้าวบัวแก้วเอ่ยถามนางขึ้น
“ข้า…เห็นว่า เจ้าขุน…เออไม่ใช่สิ ข้าควรเรียกว่า ขุนหลวง ข้าเห็นว่าพระองค์เหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน วันนี้สิ้นสุดแล้ว ข้ามียาบำรุงชั้นดีติดตัวมาด้วย ข้าให้คนตุ๋นตั้งแต่เช้า รบกวนคุณท้าว ช่วยนำไปถวายเจ้ามหาชีวิตแทนข้า พอจักได้หรือไม่”
นางยิ้มแย้มให้แก่นางกำนัลรับใช้ ด้วยไมตรีที่อ่อนน้อม ทำให้คุณท้าวบัวแก้วรู้สึกเอ็นดูนางขึ้นมาเล็กน้อย แม้สำเนียงการพูดของนาง จะใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับคนสุวรรณโคมคำ แต่หลายคำที่ยังคงฟังดูประหลาดหู แต่ก็พอจับใจความได้ไม่ยาก
“มีอันใดกันฤา…” เสียงคนในห้องเอ่ยถามขึ้น พร้อมเงาภายใต้แสงประทีป ที่ค่อย ๆ เคลื่อนองค์มาหยุดยืนอยู่หน้าประตู “เป็นแม่ญิงเองฤา…” ขุนหลวงอินทร์ถวายมองใบหน้าของแม่ญิงโมเลียง สตรีชาวเยว่ที่ทรงนำนางกลับมาพำนักอยู่ในสุวรรณโคมคำ แต่ผ่านมาหลายเดือน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหน้านาง โมเลียงแค่เพียงเห็นหน้าของพระองค์ นางก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจเปิดเผย
ดอกกระดังงากลิ่นหอมบนโตกน้อย ส่งกลิ่นหอมกล่อมจิตที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันให้ผ่อนคลาย แม่ญิงจากหนานเยว่มองดูเจ้าดอกไม้กลีบยาวสีเหลืองนวลด้วยความใคร่รู้
“มาหาพี่ยามนี้ แค่เพราะสิ่งนี้ฤา”
คนร่างสูงเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นโมเลียงเอาแต่จ้องมองดอกไม้ที่คุณท้าวบัวแก้ว มักจัดหามาประดับโต๊ะตั่งภายในพิมาน ด้วยแม่ท่านมักพูดอยู่เสมอ ว่าบุตรชายของนางคนนี้แข็งกระด้างเกินไป ให้จัดหาดอกไม้กลิ่นหอมสีงาม มาจัดตกแต่งเรือนพิมานอย่าได้ขาด จักได้ลดทอนพลังให้อ่อนโยนลง
“เจ้าข้า น้องเห็นพี่ท่านเหนื่อยยากมาหลายเพลา พอดีมีของดีติดตัวมาบ้าง จึงไคร่ทำมาถวาย ของสิ่งนี้จักช่วยให้หลับสบายตื่นมาจักสดชื่นไม่อ่อนเพลีย”
“ขอบใจเจ้านัก แต่ต่อไปอย่าได้ลำบากเช่นนี้เลย สุวรรณโคมคำของพี่ ก็มีของดีไม่น้อย น้องนางเก็บของเหล่านี้ไว้ใช้เองเถิด ดูท่าแล้วเจ้าคงมิได้มาพบพี่แค่เพียงเรื่องนี้ดอกกระมัง ต้องขอโทษเจ้าด้วยหนา มาถึงสุวรรณโคมคำหลายเดือนแล้ว แต่พี่ยากลับไม่มีเวลาดูแลเจ้าเลย”
“ข้าเข้าใจพี่ท่านดี เรื่องยุ่งยากมากมายต้องจัดการ ไหนเลยจะมีเวลามาดูแลข้า แค่ที่อยู่ที่พักที่ทรงจัดการให้ ก็นับว่าดีมากแล้วเพคะ เพียงแต่ข้าพักร่วมกับเจ้านายนางหนึ่ง ที่พูดกันมิใคร่รู้ความ นางเองเลยมักหลบหน้าหนี ข้าทาสเหล่านี้จากหนานเยว่ ก็ถูกจัดให้ไปอยู่เสียอีกที่หนึ่ง บางคราเลยเหงาใจนัก แลข้าก็คิดถึงพ่อท่านเหลือเกิน สงครามที่ผ่านมายืดเยื้อยาวนาน พ่อท่านมักเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ข้าจากมาไกลเช่นนี้เลยให้ถวิลหา”
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH