ชายขอบของเขตปลอดภัยเป็พื้นที่ที่ล้าหลังอย่างยิ่ง
ความล้าหลังนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่บนท้องถนนหรือกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุก ๆ ด้าน
ตัวอย่างเช่น เื่การศึกษาที่ รัฐบาลสหภาพให้ความสำคัญมากที่สุดก็เช่นกัน
เนื้อหาการเรียนการสอนตลอดทั้งวันของนักเรียนมัธยมปลายปีสามที่ โรงเรียนจวีอันล้วนเป็เื่น่าเบื่อหน่ายอย่าง ประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของมนุษยชาติยุคโบราณ และทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ตกยุคไปแล้ว
ปัจจุบันโลกถูกปกครองโดยเหล่าเทพเ้า แต่ห้องเรียนที่นี่ยังคงสอนเื่ "การแบ่งแยกอำนาจสามฝ่าย" หรือ "การปฏิวัติสังคม" ซึ่งเป็เนื้อหาที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์อย่างฟังก์ชันและเรขาคณิต ฟิสิกส์อย่างการวิเคราะห์สนามพลัง หรือเคมีอย่างโครงสร้างโมเลกุล ก็ล้วนเป็สิ่งที่ไร้ประโยชน์
คำกล่าวที่ว่า "เรียนเก่งคณิต ฟิสิกส์ เคมี เดินทางไปทั่วโลกก็ไม่กลัว" ใช้กับยุคนี้ไม่ได้อีกต่อไป
ความรู้เหล่านี้เคยเป็กุญแจสำคัญในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและการทำงานก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง
แต่สำหรับโลกในปัจจุบัน มันได้สูญเสียความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
หาก้าพลิกชีวิต มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
นั่นคือการปลุกพลังลำดับ!
มีเพียงได้ความสามารถแห่งพลังลำดับเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้
หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับพลังลำดับนั้น โรงเรียนล้าหลังแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ชายขอบของเขตปลอดภัยไม่มีทางที่จะเปิดสอนได้
ในเขตปลอดภัยที่ยากจนแห่งนี้ แทบจะหาผู้มีพลังลำดับไม่เจอแม้แต่คนเดียว เหล่าอาจารย์ผู้สอนก็เป็เพียงคนธรรมดา ไม่เคยได้รับการศึกษาที่เกี่ยวข้อง แล้วจะนำความรู้มาสอนนักเรียนได้ยังไง?
แม้ฉินซือหยางจะไม่เคยศึกษาเื่นี้ แต่เขาเชื่อว่าในเมื่อเขตปลอดภัยก่อตั้งมาเป็เวลาสิบปีแล้ว
และการปลุกพลังลำดับก็มีประวัติศาสตร์มานานถึงห้าปี รัฐบาลสหภาพย่อมต้องมีหลักสูตรเกี่ยวกับผู้มีพลังลำดับเปิดสอนอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อมูลส่วนนี้ยังมาไม่ถึงโรงเรียนจวีอันเท่านั้นเอง
การขาดความรู้เกี่ยวกับระบบของโลกปัจจุบัน ทำให้ฉินซือหยางมองไม่เห็นอนาคตใด ๆ ที่นี่เลย
หลักสูตรที่เกี่ยวกับผู้มีพลังลำดับไม่ได้เปิดสอนสำหรับผู้ที่จะปลุกพลังเท่านั้น แต่ยังสามารถเปิดสอนให้คนธรรมดาได้ด้วย
เพราะการถือกำเนิดของผู้มีพลังลำดับ ย่อมก่อให้เกิดอุตสาหกรรมแขนงต่าง ๆ มากมาย และสร้างตำแหน่งงานขึ้นอีกนับไม่ถ้วน
หากคนธรรมดาได้เรียนรู้ หลังจากเรียนจบก็จะสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายขึ้น
แต่ทั้งโอกาสและทรัพยากรของโรงเรียนจวีอันล้วนอยู่ในระดับต่ำสุดของเขตปลอดภัย เส้นทางชีวิตของนักเรียนจึงคับแคบอย่างยิ่ง
ทางเลือกของพวกเขามีเพียงสอบแข่งขันชิงโควตาน้อยนิดเข้ามหาวิทยาลัย หรือไม่ก็รอให้สุสานบรรพบุรุษมีควันสีเขียวลอยขึ้นมา*[1] นั่นคือการปลุกพลังลำดับจนกลายเป็ผู้มีพลังลำดับ
แต่น่าเสียดาย ตลอดห้าปีที่ผ่านมา สุสานบรรพบุรุษของเหล่านักเรียนโรงเรียนจวีอันยังคงสงบนิ่ง
ความหวังเดียวของนักเรียนที่นั่งอยู่ในห้องเรียนคือ การทำคะแนนสอบให้ดีเยี่ยมเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันที่รัฐบาลสหภาพจัดตั้งขึ้นสำหรับคนธรรมดาโดยเฉพาะ
จากนั้นเมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็เ้าหน้าที่ธุรการหรือนักวิจัยในหน่วยงานของรัฐบาลสหภาพ
แต่เมื่อดูจากผลการเรียนของโรงเรียนในปีก่อน ๆ แม้แต่สิบอันดับแรกของระดับชั้นก็ยังยากที่จะสอบเข้าสถาบันแบบนั้นได้ ไม่ต้องพูดถึงฉินซือหยางที่อยู่ราวอันดับหลักร้อยของระดับชั้นเลย
บทเรียนที่เขาได้จากชาติก่อนในฐานะมนุษย์เงินเดือนก็คือ ‘อย่าทุ่มเทไปกับเื่ที่สูญเปล่า พักได้ก็พัก อย่าหาเื่ให้ตัวเองลำบาก’
ฉินซือหยางรอคอยเพียงเวลาอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อไปตักข้าวที่โรงอาหารเพิ่มหลาย ๆ ส่วนไว้เป็มื้ออาหารสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์
เขาไม่ทำการบ้านแม้แต่วิชาเดียว จนถูกอาจารย์ทุกวิชาตำหนิ
คนที่ถูกตำหนิแบบเดียวกันยังมีหลิงจิ้งเหวินและกลุ่มเพื่อนสนิทของเธอ
เพื่อนสนิทของหลิงจิ้งเหวินลอกการบ้านเธอมาตลอด และการบ้านของหลิงจิ้งเหวินก็คือฉินซือหยางที่เป็คนทำ
เมื่อฉินซือหยางหยุดให้บริการในฐานะเบ๊ มันก็ส่งผลกระทบเป็ลูกโซ่ ทำลายห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบทันที
ตลอดทั้งวันนี้ หลิงจิ้งเหวินคอยส่งสายตาตัดพ้อมาให้ฉินซือหยางเป็ระยะ แต่เขาก็ทำเป็มองไม่เห็น
ส่วนเพื่อนสนิทหลายคนที่อยู่ข้างกายหลิงจิ้งเหวินต่างก็ช่วยกันออกอุบาย
การที่ฉินซือหยางเป็เบ๊ของหลิงจิ้งเหวิน ทำให้พวกเธอได้รับผลประโยชน์ไปด้วย เช่น การวานให้ฉินซือหยางช่วยซื้อของหรือซื้อข้าวให้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยปฏิเสธ
ตอนนี้เมื่อฉินซือหยางเลิกเป็เบ๊ ผลประโยชน์ของพวกเธอก็พลอยได้รับความเสียหายไปด้วย
“จิ้งเหวิน อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ฉินซือหยางอาจจะเพิ่งเจอเื่อะไรมา ทำให้อารมณ์ไม่ค่อยดีก็ได้”
“ใช่ ๆ ดูสิ เขานั่งเหม่อตลอดเลย บางทีอาจจะเจอเื่กระทบกระเทือนจิตใจมา”
หลิงจิ้งเหวินกังวลใจ “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? ต่อไปนี้ฉันต้องทำการบ้านเองตลอดเลยเหรอ? วันนี้ตอนเช็กคำตอบการบ้านกับโจวหยาง ฉันบอกไปว่าป่วยเลยยังไม่ได้ทำ แต่เขาดันบอกว่าดูไม่ออกเลยว่าฉันป่วย ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป โจวหยางต้องรู้แน่ ๆ ว่าฉันมีปัญหา”
“อาของโจวหยางเพิ่งปลุกพลังลำดับได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ครอบครัวของพวกเขาก็คงจะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยแน่ ถ้าฉันได้คบกับโจวหยาง ฉันก็พอจะช่วยอะไรพวกเธอได้เยอะเลยนะ!”
เพื่อนสนิทของหลิงจิ้งเหวินอุทานอย่างใ “อาของโจวหยางปลุกพลังลำดับได้เหรอ?! ได้ยินว่าอาของเขาเป็ถึงหัวหน้าฝ่ายการศึกษาที่นี่เลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่า...”
คำชื่นชมของเพื่อนทำให้หลิงจิ้งเหวินรู้สึกพอใจอยู่ลึก ๆ
เธอเป็คนแรกที่รู้เื่อาของโจวหยางปลุกพลังได้ ซึ่งทำให้เธอเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวหยางนั้นใกล้ชิดกันมาก
แต่ตอนนี้ ตัวแปรที่เกิดจากฉินซือหยางกำลังทำให้เธอหงุดหงิดใจ
“อย่าเพิ่งพูดเื่ไกลตัวเลย เอาแค่เื่เฉพาะหน้าก่อน ถ้าฉินซือหยางไม่ช่วยฉันทำการบ้าน พวกเธอก็ไม่มีให้ลอกเหมือนกันนะ”
พอหลิงจิ้งเหวินพูดแบบนี้ เพื่อน ๆ ของเธอก็ยิ่งช่วยกันคิดแผนการอย่างแข็งขัน หากในอนาคตหลิงจิ้งเหวินได้ดิบได้ดี พวกเธอก็เชื่อว่าตนเองน่าจะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยบ้างไม่มากก็น้อย
“จิ้งเหวิน เอาแบบนี้สิ พอเลิกเรียนแล้ว เธอไปดักรอเขา แล้วก็บอกเขาว่า...”
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ฉินซือหยางทิ้งหนังสือทั้งหมดไว้บนโต๊ะ เพราะกระเป๋าเป้ของเขาอัดแน่นไปด้วยอาหาร
วันนี้ที่โรงอาหาร เขาทำตัวหน้าด้านเป็พิเศษและหยิบอาหารมาจำนวนมาก ป้าแม่ครัวก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา ขอเท่าไรก็ตักให้เท่านั้น
เพียงเท่านี้ ไม่ต้องพูดถึงแค่วันละสองมื้อใน่สุดสัปดาห์ ต่อให้เป็สามมื้อบวกมื้อดึกก็ยังมีพอ
เขาตัดสินใจแล้วว่าสองสามวันนี้จะสะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยอาหารไปนอนค้างใกล้ ๆ ทางออกของเขตปลอดภัย
ทันทีที่มีผู้มีพลังลำดับกลับมาจากการล่าเทพเ้า เขาก็จะเข้าไปเสี่ยงโชคดู
ถ้าโชคดี เขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาตัวเอง และหาโอกาสออกจากสถานที่อัปยศอย่างชายขอบของเขตปลอดภัยแห่งนี้!
ขณะที่เขากำลังกลับบ้านอย่างเบิกบานใจ หลิงจิ้งเหวินก็ปรากฏตัวขึ้นมาขวางทางของเขา
ฉินซือหยางขมวดคิ้วมองเธอด้วยความไม่เข้าใจ
หลิงจิ้งเหวินทำสีหน้าน่ารักน่าเอ็นดู “ฉินซือหยาง วันนี้ฉันได้ลองทบทวนตัวเอง ถามใจตัวเองดูแล้ว... จริง ๆ แล้ว ในใจของฉันก็มีนายอยู่นะ แค่ว่าตอนนี้เรายังเด็ก...”
“ไสหัวไป”
ฉินซือหยางไม่รอให้หลิงจิ้งเหวินพูดจบ เขาก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า แล้วเดินเลี่ยงเธอไปอย่างรังเกียจ ทิ้งให้หลิงจิ้งเหวินยืนมึนงงอยู่กลางสายลม
เธอคิดว่าการยอมอ่อนข้อของตัวเองจะทำให้ฉินซือหยางเปลี่ยนใจกลับมาได้ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะลงเอยแบบนี้!
ฉินซือหยางเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรอ?
แล้วต่อไปนี้ เธอจะหาใครมาช่วยทำการบ้าน หาใครมาซื้อข้าวเช้าไปเอาใจโจวหยาง?
ถ้อยคำหวานล้ำที่เตรียมมาเต็มท้อง บัดนี้กลับไม่มีผู้ฟังเสียแล้ว
ฉินซือหยางกลับถึงบ้าน อาบน้ำเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอน
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปดักรอที่ทางออกเขตปลอดภัยคืนนี้เลย แต่เนื่องจากเมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอ ตอนนี้ร่างกายจึงรู้สึกอ่อนล้า เขาจึงเปลี่ยนความคิด
คืนนี้จะพักผ่อนเก็บแรงที่บ้าน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง
ฉินซือหยางเหลือบมองหนอนั์สีดำที่กำลังคืบคลานอยู่บนหน้าต่าง แล้วดึงม่านปิดลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขาชินกับมันแล้ว
นอนดีกว่า!
…
รุ่งเช้า เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นปลุกฉินซือหยางให้ตื่น
วันเสาร์มาถึงแล้ว
เขารูดม่านเปิดออก แม้ข้างนอกจะยังคงมืดมิด แต่ตอนนี้ก็เป็เวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วจริง ๆ
ฉินซือหยางรีบกินอาหารเช้าอย่างลวก ๆ แล้วเตรียมตัวออกเดินทาง
เขาเหลือบมองปฏิทิน
[ศักราชดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปี 2010 วันที่ 2 เดือนมกราคม]
[ปฏิทินสากล วันเสาร์]
[ปฏิทินจันทรคติ ปีฉลู เดือนสิบเอ็ด วันที่สิบแปด ฤกษ์เหมาะแก่การฝังศพ]
“ฤกษ์เหมาะแก่การฝังศพงั้นเหรอ? ดูท่าวันนี้ปฏิทินจันทรคติคงไม่เกี่ยวกับเราแล้วล่ะ”
เนื่องจากไม่มีดวงอาทิตย์ อุณหภูมินอกเขตปลอดภัยจึงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนหนาวเหน็บผิดปกติ
ฉินซือหยางไม่มีเงินซื้อชุดกันหนาวราคาแพง จึงทำได้เพียงสวมเสื้อผ้าหนา ๆ ทับกันหลายชั้นจนตัวกลมเป็หมี ก่อนจะสะพายกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยอาหารแล้วเดินออกจากประตูไป
ทางออกของเขตปลอดภัยมีอยู่หลายแห่ง แห่งที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากบ้านของฉินซือหยางเพียงสิบนาทีเท่านั้น
แต่ทางออกแห่งนี้ไม่ใหญ่มากนัก ด้านนอกก็มีเทพเ้าเตร็ดเตร่อยู่ไม่มาก ดังนั้นจึงมีทีมผู้มีพลังลำดับออกเดินทางจากที่นี่ไม่บ่อยนัก
กว่าจะมีสักทีมก็กินเวลาหลายวัน
ทีมล่าน้อย ก็หมายความว่าโอกาสของเขายิ่งน้อยลง
ฉินซือหยางจึงตัดสินใจไปยังทางออกที่ใหญ่ที่สุดในละแวกที่พักของเขา นั่นคือ ทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514
ในเขตปลอดภัย มีเพียงทางออกขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะมีหมายเลขกำกับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เหล่าผู้มีพลังลำดับในการสื่อสารและระบุตำแหน่งสำหรับภารกิจล่าเป็ทีม
ยิ่งหมายเลขทางออกน้อยเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าเทพเ้าที่อยู่นอกทางออกแห่งนั้นมีจำนวนมากและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
อันตรายและโอกาสย่อมมาคู่กัน เทพเ้ามีมาก ก็หมายความว่าโอกาสในการสังหารเทพเ้าก็มากขึ้นด้วย
ดังนั้น ทีมผู้มีพลังลำดับที่มารวมตัวกันตามทางออกเ่าั้จึงมีจำนวนมากกว่า
ทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514 ดูเหมือนจะเป็หมายเลขที่ค่อนข้างท้าย ๆ เลขหลักแสนของทางออกแห่งนี้บ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่เป็ที่ให้ความสำคัญนักในเขตปลอดภัยที่ฉินซือหยางอาศัยอยู่
แต่ฉินซือหยางคิดว่า แม้ยุงจะตัวเล็กก็ยังเป็เนื้ออยู่ดี ยังไงก็ต้องมีทีมผู้มีพลังลำดับบางทีมมารวมตัวกันที่นี่บ้าง
ความรู้เหล่านี้ไม่มีสอนในโรงเรียนหรือตำราเรียน ฉินซือหยางเพิ่งได้อ่านมาจากกระทู้ให้ความรู้ในฟอรั่ม ค่ายสังหารเทพ ตอนที่เขาใช้อินเทอร์เน็ตครึ่งชั่วโมงเมื่อวานนี้
เมื่อนึกถึงว่าเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงที่ได้เล่นเน็ตกลับได้ความรู้ที่มีประโยชน์กว่าการเรียนในโรงเรียนมาหลายปี เขาก็อดบ่นในใจไม่ได้
‘การไปโรงเรียนนี่มันไม่มีประโยชน์จริง ๆ สู้เล่นเน็ตยังไม่ได้เลย’
“เฮ้อ แต่ค่าเล่นเน็ตมันแพงเกินไป แถมยังไม่มีข้าวให้กินเนี่ยสิ ไปโรงเรียนไม่ต้องเสียเงิน แล้วยังมีข้าวให้กินสองมื้อ ถ้าข้อดีของโรงเรียนกับร้านอินเทอร์เน็ตมารวมกันได้ก็คงจะดี”
ฉินซือหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
“แค่มีข้าวกินอิ่มท้องได้ก็ต้องขอบคุณนโยบายของรัฐบาลสหภาพแล้ว ยังจะมีหน้าไปรังเกียจโรงเรียนอีกเหรอ?”
การเดินทางไปยังทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514 ฉินซือหยางต้องใช้เวลาเดินกว่าสองชั่วโมง แต่เขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มที่
เขาเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคตของตัวเอง
[1] สุสานบรรพบุรุษมีควันสีเขียวลอยขึ้นมา เป็สำนวนจีน หมายถึง โชคดีสุดขีด