
ครึ่งชั่วโมงหลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่...ปรีดิ์รติสวมชุดผ้าไหมชีฟองอัดพลีตลายทางสีขาวดำมีลูกเล่นของเนื้อผ้าที่เบาพลิ้วตัดแบบซ้อนทับ่ปลายกระโปรงและแขนเสื้อยาวจรดข้อมือแต่งหน้าทาปากโฉบเฉี่ยว รับกับผมดัดหยิกเป็ขดเล็กๆฟูฟ่องซึ่งจับมูสเป็ลอนทรงตัวกระเป๋าถือและรองเท้าส้นสูง ปล่อยให้แมว สาวรับใช้ประจำตัวเป็คนถือตามหลังเตรียมพร้อมที่จะออกนอกบ้าน เมื่อหล่อนคิดว่าคุยธุระกับทุกคนเสร็จเรียบร้อย
เมื่อชะเง้อจากชั้นบนผ่านบันไดเวียนโครงสร้างเหล็กซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นที่รับแขกและนั่งเล่น เป็ทางสัญจรแนวตั้งอีกทางหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อไปยังห้องทำงานและอ่านหนังสือมองไปยังชุดรับแขกบุหนังสีครีมชั้นดีรูปตัวแอล ซึ่งตั้งชิดผนังห้องด้านหนึ่งมีฉากหลังตกแต่งด้วยงานไม้ตีซี่เล็กๆคล้ายบานเกล็ด ลงสีไม้โอ้คขัดเงา
ตู้วางโทรทัศน์ซึ่งใช้เป็ผนังกั้นห้องระหว่างพื้นที่นั่งเล่นกับห้องรับประทานอาหารออกแบบเป็บานเกล็ดแนวตั้งชิ้นใหญ่วางแนวเฉียงเพื่อให้เกิดความโปร่งและระบายช่องลมได้สะดวก...ขณะนี้หน้าจอทีวีกำลังฉายภาพเื่เล่าข่าวเช้าของโทรทัศน์ช่องหนึ่งเสียงผู้บรรยายกำลังเล่าข่าวอย่างตื่นเต้น แกมด้วยเสียงหัวเราะของคู่หูนักเล่าข่าวเสริมร่างกลมป้อมเ้าของฉายาตลกครองทีวี...การอ่านข่าวของทั้งคู่ เห็นจะเป็เื่ธรรมดาถ้าไม่บังเอิญว่า ภาพและเนื้อหาที่กำลังเล่าอยู่ในตอนนี้ก็คือเหตุการณ์เดียวกับภาพเมื่อครู่ที่อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์
ทุกคนที่กำลังนั่งรวมกลุ่มอยู่บนโซฟาต่างมองไปยังจุดเดียวที่โทรทัศน์เพื่อฟังอย่างตั้งใจ...แต่ดูเหมือนสาระในการเล่าของสองนักข่าวแทนที่จะเน้นหนักไปยังเื่ที่หล่อนถูกปองร้ายจนเกือบเสียโฉมเรียงลำดับความสำคัญในการนำเสนอที่ถูกต้อง กลับตรงกันข้ามเมื่อนักอ่านข่าวหนุ่มใหญ่ เพียงแค่เกริ่นถึงงานเปิดตัวแฟชั่นชุดชั้นในเมื่อคืนด้วยท่าทางตื่นเต้นคงแปลกตาที่วงการแฟชั่นในเมืองไทยมีการผลักดันเครื่องนุ่งห่มชิ้นเล็กกระจิ๋วจนกลายเป็ที่สนใจจนกระทั่งมีเสียงเล่าของคู่หูตัวอ้วนส่งเสียงฮู้ววว...นักอ่านข่าวคนแรกจึงทำเสียงปรามและเล่าข่าวต่อถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่มีชายชุดดำสองคนขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาสาดน้ำกรด
ปรีดิ์รติเองก็ยืนฟังอย่างตั้งใจอยู่บริเวณเชิงบันได...สาบานได้ว่าตอนนี้คนเล่าข่าวทั้งสองพูดแสดงความคิดเห็นในการนำเสนอเพียงแค่ไม่ถึงห้านาทีแล้วก็วกกลับไปเล่าถึงภาพตบจูบกลางวงล้อมฝูงชนอย่างสนุกปาก
หล่อนยืนมองภาพในโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกโกรธเหมือนควันจะออกหู ถึงแม้ว่าภาพที่ฉายหน้าจอจะเบลอใบหน้าจนมัว แต่ชื่อ นามสกุลหรืออะไรก็แล้วแต่ทั้งเนื้อข่าว มันฟ้องชัดเจนว่าผู้หญิงในข่าวคือหล่อน
หญิงสาวก้าวฉับๆลงบันไดกระแทกส้นเท้าแรงๆ จนพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาหันขวับมาพร้อมกัน...ปัจฉิมกดรีโมททีวีเปลี่ยนช่องกำลังจะเอ่ยทักบุตรสาว ผู้เป็ภรรยาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ทีนี้แกไม่ดังเฉพาะหนังสือพิมพ์แล้วนะยะรายการเื่เล่าข่าวเช้าคุณสอนยุทธ เขานำเสนอข่าวแกจนฉันที่นั่งดูั้แ่ต้นยังไม่เข้าใจเลยว่า ตกลงจะนำเสนออะไรกันแน่ทำแบบนี้ชื่อเสียงของฉันก็ยิ่งเสียหายเข้าไปใหญ่”
ผู้เป็สามีรีบปรามเมื่อภรรยาเริ่มเบิกโรงเล่นงิ้ว “คุณปานใจเย็นๆสิคุณ...ข่าวที่นำเสนอทั้งในทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ คุณก็รู้นี่นาว่าส่วนใหญ่ชอบนำเสนอแต่เื่เสียหาย หรือไม่อย่างนั้นถ้ามีอะไรตรงไหนให้ขุดคุ้ยขึ้นมา บางทีมีเื่จริงไม่ถึงครึ่งหนึ่งซะด้วยซ้ำคุณให้โอกาสลูกเราได้เล่าความจริงออกมาก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพาย”
เมื่อถูกตำหนิ...ปานเลขาก็หน้าหงิกทันควันโดยปกติแล้ว ทั้งคู่เป็สามีภรรยาที่คุยกันด้วยเหตุผล อะไรที่รอมชอมต่อกันแล้วทำให้ไม่มีปากเสียง ต่างตกลงกันไว้ั้แ่แต่งงานว่านั่นล่ะคือทางออกที่ดีที่สุด เื่ที่จะใช้แต่อารมณ์เป็ที่ตั้ง ฉันใหญ่เธอก็ใหญ่...ฉันเป็ไฟ เธอก็เป็ไฟนั้น ไม่เคยปรากฏเลยสักครั้งดังนั้นเมื่อฝ่ายภรรยาซึ่งเ้าอารมณ์กว่า มักจะบ่นบุตรสาวอยู่เนืองนิตย์ทั้งที่ยามใจดี ก็ตามอกตามใจจนเหลิง สามีจึงเป็ฝ่ายใช้น้ำเย็นเป็ ‘คนกลาง’เสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...ภาพที่ปรากฏตามสื่อมันอยู่นอกเหนือจากแผนการที่ทั้งคู่ตกลงกับบุตรชายคนรองเอาไว้
ปรีดิ์รติกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามพ่อกับแม่หยิบหมอนอิงสีน้ำตาลขึ้นวางบนตัก พลางชี้นิ้วสั่งให้แมววางกระเป๋าสะพายชาแนลหนังแก้วสีดำไว้ข้างตัวและให้เอารองเท้าไปวางไว้นอกบ้าน
“แม่นี่ยังไงกันคะเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนก็บ่นใส่จนหูหนูเกือบจะชาแล้ว นี่ลงมายังไม่ทันถึงห้านาทีแม่ก็บ่นเอาๆ...แม่คิดเหรอคะว่าหนูอยากจะให้มีข่าวฉาวโฉ่ทำนองนี้”
ท้ายประโยคหล่อนสะบัดเสียงติดจะงอนจนคนกลางเริ่มไกล่เกลี่ยอีกรอบ “แม่ลูกคู่นี้นี่ก็แปลกนะเวลาออกสื่อด้วยกันทีไร ก็เห็นออกจะรักกันกลมเกลียว”
ปานเลขาจึงหัวเราะเครียดๆ
“ใครบอกคุณล่ะว่าฉันดีกับลูกเฉพาะตอนออกสื่อลับหลังฉันก็ดีกับลูกจะตายไป แต่ดูซิ ตามใจกันมาั้แ่เล็กแต่น้อย แล้วพอโตขึ้นมาเป็ยังไงล่ะ”
ดูเหมือนกำลังจะค่อนขอดไปเรื่อย ‘คุณหนู’ของแม่ก็ถามถึงคนกลางอีกรายซึ่งเป็บุคคลที่น่าจะไขคำตอบของเื่เมื่อคืนนี้ได้ดีกว่าใคร
“แล้วนี่ป๋าเป็ดไปไหนล่ะคะ”
เมื่อถามถึงบุคคลที่สามของวงสนทนาจึงเดินเข้ามาทางห้องรับประทานอาหาร ในมือถือถ้วยกาแฟส่งกลิ่นหอมควันโชยมาแตะจมูก เ้าตัวทำเป็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ลงนั่งข้างๆน้องสาวขณะที่มือจับช้อนคนกาแฟในถ้วยเบาๆ
“วันนี้แปลกนะครับผมเห็นอาหารบนโต๊ะยังตั้งสำรับอยู่เหมือนเดิมไม่มีพร่องสักอย่าง...ไม่หิวกันเหรอครับ”
ผู้พูดจิบกาแฟอย่างใจเย็นทั้งที่ในถ้วยนั้นร้อนพอๆกับน้ำเดือดในอกของมารดาซึ่งแทบจะปริออกจากกันเฉกเดียวกับน้องสาว
“ว่ายังไงล่ะตาเป็ดเมื่อคืนแม่สั่งให้ดูแลน้อง พาตัวน้องกลับมาบ้านอย่าปล่อยให้ไปเที่ยวดึกดื่นกลับมืดค่ำแล้วทำไมมันถึงมีข่าวทำให้น้องเสียหายกับผู้ชายคนนั้น ไหนทีแรกบอกกับแม่ว่า...”
ปานเลขากำลังพูดเจื้อยแจ้วด้วยความคลางแคลงใจหลายประการ ครั้นจะเอ่ยถึงชายหนุ่มปริศนาผู้นั้นซึ่งท่านเองรู้ดีเพียงส่วนหนึ่ง ว่าเขาเป็ใครจากการแนะนำของบุตรชายแต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดตอนนี้ ต่อหน้าปรีดิ์รติเท่าไหร่นัก
เขาจึงรีบขัดขึ้น วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ“โธ่...แม่ครับ มันเป็เื่สุดวิสัย”
ปริญญาโทเริ่มเล่าั้แ่ตอนที่พ่อกับแม่ออกจากงานเดินทางกลับบ้านไปแล้ว โดยลุงจืดซึ่งคอยอยู่บริเวณลานจอดรถเป็ผู้ขับรถกลับมิใช่นายคนแปลกหน้าขับให้อย่างขามาทีแรก เล่ารวบรัดมาจนถึงตอนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสาดน้ำกรดใส่น้องสาว
“ตอนนั้นมันชุลมุนมากเลยครับเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็ว ผมคิดว่าถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ช่วยปูจ๋าเอาไว้ เผลอๆป่านนี้ลูกสาวของแม่คงไม่ได้มานั่งฝอยอยู่ตรงนี้แล้วครับ”
นิ่งไปพักหนึ่งผู้เป็พี่ไม่ยอมเล่าต่อ ปรีดิ์รติจึงหยิกหมับเข้าที่ต้นแขนพี่ชาย “ทำไมไม่เล่าต่อล่ะคะว่านายนั่นมันถือโอกาสตอนช่วยปูจ๋าแต๊ะอั๋งหน้าอกปูจ๋า”
มารดายกมือทาบอก “ตายจริง! ผู้ชายคนนั้นลวนลามลูกสาวของแม่หรือ”
“ใช่สิคะถ้าแม่เป็หนู จะโกรธไหมคะ จู่ๆผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาทำทะลึ่งหนูก็เลยตบสั่งสอนนายนั่นไม่กี่ทีเอง ตอนนั้นมันก็เลยฉวยโอกาส...”
หล่อนพูดคำว่า ‘จูบ’เสียงเบาราวกระซิบ
ปานเลขาขึงตาใส่บุตรชายทันควัน “ตาเป็ดต้องจัดการเื่ของผู้ชายคนนั้นให้เรียบร้อยนะอย่าปล่อยให้เขามาเอาเปรียบน้องแบบนี้ แล้วนี่ปูจ๋าแจ้งความกลับหรือยังลูก”
เมื่อมารดาเริ่มถือหางเป็พวกเดียวกับหล่อนปรีดิ์รติจึงเริ่มแผลงฤทธิ์ โทษฐานที่เมื่อคืน พี่ชายเข้าข้างนายนั่นเป็คนกลางไกล่เกลี่ยให้หล่อนอย่าไปถือโทษ แจ้งความให้วุ่นวาย
“แม่ต้องจัดการให้หนูด้วยนะเมื่อคืนป๋าเป็ดเข้าข้างไอ้ลามกคนนั้น ขอร้องอย่าให้หนูเอาเื่เขาแล้วบอกให้ถือว่าเจ๊ากันไป ชดเชยเื่ที่เขาช่วยชีวิตหนู”
ฝ่ายพี่ชายยักไหล่เบาๆหยิบกาแฟขึ้นดื่มต่อ เหมือนเื่ที่สนทนากันอยู่หาใช่ธุระสำคัญไม่...จนน้องสาวนึกโมโห จึงดึงถ้วยกาแฟในมืออีกฝ่ายออก
ความแรงในการดึงพอตัวทำให้น้ำสีน้ำตาลเข้มในถ้วยกระฉอกจนหกเลอะกางเกง รวมถึงบนพื้น เสียงของแม่อุทานคล้ายเอ็ดแทรกขึ้น“ทำอะไรน่ะปูจ๋า ค่อยๆคุยกับพี่เขาก็ได้”
ฤทธิ์คุณหนูกำลังจะอาละวาดแต่เช้าอีกแล้วเมื่อไม่ได้ดั่งใจ...ถูกพี่ชายยียวนด้วยมาดนิ่งเฉย หล่อนจึงลุกพรวดขึ้นไม่ได้สำนึกผิดสักนิดว่าอารมณ์นั้นร้ายเอาแต่ใจ
“แม่ก็ดูป๋าเป็ดสิคะนอกจากจะไม่เข้าข้างน้อง...ยังกวนประสาทที่สุดเลย”
เมื่อไม่ได้ดั่งใจหล่อนจึงหันไปฟ้องบิดาซึ่งนั่งตีหน้าขรึม “อีกอย่างนะคะพ่อบอดีการ์ดที่พ่อจ้างมาคุ้มกันหนู บอกตรงๆเลยว่าไม่อยากได้ นายลีโออะไรนั่นวันๆเอาแต่หลีหญิง เป็บอดีการ์ดที่ห่วยแตกสุดๆ ถ้าลีโอทำหน้าที่ดูแลหนูได้ดีกว่านี้เมื่อคืนก็คงไม่เกิดทั้งเื่ที่มีคนสาดน้ำกรดแล้วก็เื่ที่หนูโดนลวนลามนั่นด้วย เพราะฉะนั้นหนูยื่นคำขาดกับพ่อ ว่าต่อไปนี้หนูไล่บอดีการ์ดของพ่อออก ไม่ต้องหาใครมาแทนทั้งนั้น หนูเบื่อ”
ผู้เป็พ่อลอบสบตากับบุตรชายคนรองยิ้มมีเลศนัยก่อนจะเกริ่น “เื่บอดีการ์ด ลูกไม่ต้องเป็ห่วงนะพ่อจัดการส่งตัวลีโอกลับไปที่สำนักงานั้แ่เช้ามืดแล้ว...แต่เื่ที่ลูกจะไม่เอาใครมาแทนนั้นพ่อไม่เห็นด้วย ลูกก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้มีคนคิดร้ายกับลูกพูดกันเป็การเป็งานเลยนะ เรายังไม่รู้แน่ชัดเลย ว่าคนที่สาดน้ำกรดใส่ลูก มันเป็พวกของใครแล้วเป้าหมายที่แน่ชัดของมันคืออะไรบางทีมันอาจจะเกี่ยวพันกับเื่ธุรกิจของครอบครัวเราก็ได้ เกิดเื่อย่างนี้แล้วบอกตามตรงว่าพ่อยิ่งเป็ห่วง”
ลูกสาวหน้างอเป็จวักไม่ว่าเสนออะไรไปก็ถูกขัดใจ ไม่ได้ดั่งคิดสักอย่าง “ถ้าพ่อจะหาคนใหม่มาแทนหนูขอแบบที่มันไม่ขี้หลี ไม่ลามก ไม่ซื่อบื้อแบบลีโอแล้วก็ไม่เอานะคะพวกที่ใหญ่แต่ตัว หุ่นเป็นักกล้าม แถมหน้าตายังกับโจรห้าร้อยเวลาเดินไปไหนมาไหน มีแต่คนมองหนูเต็มไปหมด...แล้วพวกที่ผอมกะหร่อง หุ่นอ้อนแอ้นเดินตามก้นแล้วนึกว่านายแบบขี้โรค ก็อย่าเลือกมานะคะ...ถ้าให้ดี ก็ขอเสป็กเดิมคือเป็ฝรั่ง ไม่ก็ลูกครึ่งเท่านั้น ต้องจบปริญญาตรีเป็อย่างต่ำถ้าฐานะทางบ้านไม่รวยมาก แต่ก็ต้องไม่จน รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวบ้างไม่ใช่ร้อยวันพันปีก็ใส่แต่เสื้อสูทผูกเนคไทชุดดำ สวมแว่นตาดำตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเวลาเดินตามหนูไปไหนมาไหน จะได้ไม่แปลกแยกจนคนมองเหลียวหน้าเหลียวหลังเต็มไปหมด”
หล่อนร่ายสรรพคุณบอดีการ์ดยาวเป็หางว่าวทั้งที่รู้ว่าคงไม่มีใครพร้อมด้วยคุณสมบัติอย่างที่้า แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีข้อต่อรอง ถึงเวลาที่บิดาหาคนใหม่มาแทน ถ้าไม่ถูกใจผิดจากข้อกำหนดสักข้อ หล่อนจะได้โยเย
หล่อนจึงยิ้มกริ่มไม่ต่างจากผู้มีชัยหารู้ไม่ว่า ต่อให้เรียกร้องไปกี่ร้อยกี่พันข้อ ทั้งพ่อ ทั้งพี่ไม่ได้สนใจจะฟังสักนิด
เพราะบอดีการ์ดคนใหม่พร้อมจะเป็คนคุ้มกันให้หล่อนอยู่หน้าบ้านแล้ว!
....................................................จบตอนที่ 4