บทที่6 ท่องปฐี
เสียงฝนสาดกระเซ็นซ่า ท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิดดวงดารานับพันนับหมื่นที่แข่งขันกันสาดส่องประกายแสง กลับต้องแพ้พ่ายให้กับพยัพเมฆก้อนใหญ่ที่บดบังรัศมีพวกมันจนหมดสิ้นตอนนี้วันเวลาก็ได้ล่วงเลยมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ นับแต่เฟยหลงได้รับาเ็จากการสัประยุทธ์กับบุรุษชุดดำนามหยางเค่อถึงแม้อาการของมันจะสาหัส แต่ไม่ถึงกลับมิอาจรักษาได้ ผ่านมาถึงตอนนี้อาการของมันจึงทุเลาขึ้นมากแล้ว
“ศิษย์น้องเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
เสียงปาอุ่ยเก้อกล่าวถามอย่างห่วงใยเฟยหลงเหยียดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวตอบ
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว”
ถังเทียนเจ๋อ ที่กำลังปรุงโอสถอยู่พลันกล่าวขึ้น
“โชคดีที่เ้าโดนโจมตีไม่ถูกจุดสำคัญมิเช่นนั้นเ้าคงไม่รอด”
“ไม่ใช่ข้าโชคดี แต่เป็เพราะมันไว้ชีวิต”
ปาอุ่ยเก้อกล่าว
“บุรุษชุดดำนั่นกลับแข็งแกร่งยิ่ง แต่ดูเหมือนมันมิได้สนใจเื่การทำาแม้แต่น้อยหากมันยังอยู่ต่อไม่แน่ชนเผ่าอุยฮูเราคงจบสิ้นแล้ว”
“มิผิด เท่าที่ข้าประมือกับมันได้ไม่นานก็พอทราบถึงความตั้งใจของมัน มันเพียงเป็บุรุษที่บ้าคลั่งการต่อสู้ผู้หนึ่ง มิสนใจถึงเื่ราวใดเช่นนั้นมันจึงปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอด”
“เ้าทราบหรือไม่ว่ามันเป็ใคร”
“ชื่อของมัน หยางเค่อ”
มือของถังเทียนเจ๋อที่กำลังปรุงโอสถอยู่พลันสั่นไหวมันครุ่นคิด เป็วังัฟ้าจริงๆ ขนาดที่ต้องใช้ยอดยุทธ์มาร่วมา เื่นี้ต้องมีลับลมคมนัยมากแล้วคิดเช่นนี้ ท่านจึงกล่าวกับเฟยหลงว่า
“เื่นี้มันไม่ใช่เพียงการทำาแย่งชิงชนเผ่าธรรมดาๆแล้ว ข้าคิดว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่ ั์ตา์ที่ท่านจูกั๊กม่อ อาจารย์เ้าทำนายไว้แต่ข้าก็คิดมิตกว่าเหตุใดวังัฟ้าถึงได้มาเกี่ยวข้องด้วย”
เฟยหลง และปาอุ่ยเก้อ อุทานออกมาอย่างพร้อมเพียงน้ำเสียงปนไปด้วยความตระหนก
“วังัฟ้า……. อาจารย์ท่านมั่นใจว่าเป็พวกมันจริงหรือ”
“มิผิด ด้วยวิชาที่พวกมันใช้ออกและเื่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ หยางเค่อ นี่เป็ตัวยืนยันชั้นดี”
ปาอุ่ยเก้อกล่าว
“ถ้าเื่นี้เกี่ยวพันธ์ถึงพรรคใหญ่อันดับต้นๆ ของแผ่นดินใหญ่จริง มิใช่ว่าอุยฮูเราต้องจบสิ้นแล้วหรือ”
ถังเทียนเจ๋อกล่าว
“นั่นก็ไม่แน่ ใน่หลายปีที่ผ่านมาพวกมันยังส่งแค่ผู้ฝึกญาณที่ฝีมือต่ำต้อยมาเนื่องเพราะคิดว่าจะจัดการกับอุยฮูได้ง่ายๆแต่ถึงตอนนี้ใกล้เวลาที่ั์ตา์ปรากฏยังจัดการพวกเราไม่ได้ ถึงได้เริ่มส่งผู้ที่มีฝีมือมา”
ปาอุ่ยเก้อรีบกล่าวอย่างรุ่มร้อนใจ
“อาจารย์ ท่านพอมีหนทางชี้แนะทางออกให้ชนเผ่าอุยฮูเราหรือไม่”
ถังเทียนเจ๋อหันหน้าไปมองเฟยหลงเฟยหลงกลับรีบตอบขึ้นมาทันควัน
“ข้าเคยกล่าวขอให้อาจารย์(จูกั๊กม่อ) ช่วยเหลือแล้ว แต่ท่านผู้เฒ่ากลับบอกว่านี่เป็ลิขิตฟ้าท่านมิอาจยุ่งเกี่ยวได้”
ถังเทียนเจ๋อส่ายหน้า แล้วกล่าว
“นี่ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเฒ่าพยากรณ์แต่เกี่ยวข้องกับเ้า”
“เกี่ยวข้องกับศิษย์ อาจารย์หมายความว่า”
“ข้าจะให้เ้านำเื่นี้ไปแจ้งต่ออารามเทพซีเซี่ย”
“แล้วถ้าอารามเทพไม่เชื่อเล่า”
“ข้ามีวิธีที่จะทำให้เ้าอารามเชื่อได้และเื่นี้มีแต่เ้าที่มีความสามารถพอที่จะไปถึงตัวเ้าอารามได้”
“ข้าเคยเห็นท่านส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่มิได้รับการตอบกลับมาซักครา เช่นนี้อารามเทพจะมาช่วยเราจริงหรือ”
“เื่นี้ข้าจึงต้องพึ่งเ้าไงข้ามั่นใจหากเ้าอารามได้รับเื่จากข้าท่านต้องมาแน่นอน เว้นแต่เื่จะไปไม่ถึงท่านเท่านั้น”
“เช่นนั้นศิษย์จะพยายาม”
“ดี แต่เ้าจงระวังบุรุษที่ถูกเรียกว่าผู้าุโใหญ่แห่งอารามเทพ ไว้ให้ดี”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
ปาอุ่ยเก้อกล่าว
“ศิษย์น้อง ชนเผ่าอุยฮูคงต้องหวังพึ่งเ้าแล้ว”
รุ่งเช้าของวันใหม่ เฟยหลงลุกขึ้นมาจากเตียงหลังจากที่มันได้พักผ่อนมาหนึ่งสัปดาห์เต็มร่างกายก็เริ่มคืนสู่สภาพสมบูรณ์เกือบสิบส่วนแล้ว มันจัดแจงใส่เสื้อผ้าเสร็จสรรพ แล้วออกมาจากที่พักมุ่งตรงเข้าไปหาถังเทียนเจ๋ออาจารย์ของมัน
“อาจารย์ศิษย์เฟยหลงมาแล้ว”
“เข้ามา”
เฟยหลงผลักประตูเข้าไป แล้วเดินเข้าไปหาอาจารย์ของมันถังเทียนเจ๋อเมื่อเห็นศิษย์ตนเข้ามาแล้ว คนก็ได้กล่าวขึ้น
“นั่งก่อน”
“ขอรับ”
“วันนี้เ้าต้องออกท่องโลกกว้างแล้วสินะแม้นเ้าจะเก่งกาจขึ้น แต่อาจารย์ก็อดเป็ห่วงเ้ามิได้ อาจารย์ขออวยพรให้เ้าประสบผลสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้และจงจำไว้ให้ขึ้นใจ อันใจคน ลึกล้ำเกินหยั่งถึง อย่าได้หลงไว้ใจใครง่ายๆ”
“ศิษย์ทราบแล้ว อาจารย์มิต้องเป็ห่วง”
“ดี และจงจดจำว่าการเดินทางของเ้าในครั้งนี้มีเวลาไม่เกินหนึ่งปี ภายในหนึ่งปีเ้าต้องรีบส่งข้อความฉบับนี้ให้ท่านเ้าอารามให้ได้”
หลงเหอยื่นมือรับแผ่นกระดาษขนาดเท่าสองฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์จากถังเทียนเจ๋อจากนั้นมันก็ม้วนเก็บกระดาษแผ่นดังกล่าวแล้วยัดเก็บไว้ในอกเสื้อ
“ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มความสามารถ”
“ขอให้เ้าจงโชคดี”
เฟยหลงเดินทางออกจากชนเผ่าอุยฮู มันมุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันออกเป้าหมายของมันคือแคว้นซีเซี่ยที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ อันเป็มาตุภูมิแผ่นดินเกิดของมัน นี่เป็การท่องปฐีครั้งแรกของชายหนุ่มแต่การเดินทางครั้งนี้ มันกลับต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของคนทั้งชนเผ่า นี่จึงเป็การท่องปฐีครั้งแรกที่ไม่ง่ายดายนัก
เฟยหลงข้ามเขาเถาิซานจนมาถึงขอบชายแดนแคว้นเว่ยที่แห่งนี้แม้จะอยู่ไกลถึงขอบชายแดนแต่กลับดูเจริญ มั่งคั่งกว่าชนเผ่าหลังเขานัก ผู้คนที่นี่ดูจอแจคับคั่งบ้านเรือนน้อยใหญ่เรียงรายตามสายทาง ดูอึกทึกครึกโครมยิ่ง เฟยหลงเดินเลียบไปตามถนนชมดูร้านค้าที่ขายสินค้าต่างๆมากมายอย่างเพลิดเพลิน เดินมาสุดหัวมุมถนนต้องสะดุดตากับร้านค้าอาวุธร้านหนึ่ง ด้วยการที่ชายหนุ่มต้องฝึกเคล็ดวิชาที่สองที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ปัจจัยหลักของเคล็ดวิชานี้คือกระบี่ มันจึงต้องมองหาอาวุธคู่กายซักเล่มสองเล่ม เฟยหลงเดินเข้าไปในตัวร้านพลันมีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“มิทราบว่าคุณชายท่านนี้ประสงค์ที่จะรับอาวุธชนิดใดทางร้านเรามีพร้อมทุกสิ่งสรรพ เชิญเลือกหาได้ตาม้า”
สิ้นเสียงปรากฏเป็ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีมันสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เฟยหลงจึงกล่าวตอบ
“เถ้าแก่ ข้าพเ้า้าหากระบี่ซักหนึ่งคู่”
“อ้อ เช่นนั้นเชิญด้านนี้”
เฟยหลงเดินตามชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของร้านเข้าไปภายในห้องอีกห้องที่อยู่ถัดไปจากห้องนี้เมื่อเข้าไปถึง กลับพบว่ามีสตรีที่ใช้ผ้าปิดใบหน้าผู้หนึ่งกำลังชมดูกระบี่มากมายที่แขวนเรียงรายอยู่สตรีนางนั้นเหลือบมองเฟยหลงแวบหนึ่งก่อนมิได้สนใจมันอีก นางหันไปชมดู และเลือกกระบี่ต่อไปเฟยหลงเองก็กวาดตามองกระบี่ที่อยู่รอบๆ ห้อง กระบี่แต่ละเล่มกลับมีลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างกันออกไป ที่แห่งนี้ถึงกลับมีกระบี่ชั้นดีมากมายถึงเพียงนี้ เฟยหลงลองััพลังธรรมชาติของกระบี่แต่ละเล่มยิ่งรู้สึกถึงพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากกระบี่ว่ามิธรรมดามันปล่อยจิตััได้ครู่หนึ่งสายตาของชายหนุ่มก็ตกไปอยู่กับกระบี่เล่มหนึ่งที่มุมห้องเฟยหลงจึงเดินตรงไปที่ผนังห้องมุมนั้นแล้วจับลงที่ด้ามกระบี่สีเงินยวงที่ถูกแขวนเอาไว้ ทันทีที่มือจับด้ามกระบี่ชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของร้านก็กล่าวชมเชยขึ้น
“คุณชายช่างตาแหลมคมนัก นี่คือกระบี่กระเรียนขาวซึ่งถือว่าเป็หนึ่งในอาวุธชั้นดีในยุทธภพแห่งนี้”
เฟยหลงหยิบกระบี่กระเรียนขาวขึ้นมากวัดแกว่งชั่วครู่แล้วกล่าวถามขึ้น
“เถ้าแก่เล่มนี้ท่านคิดราคาเท่าไหร่”
ชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของร้านเหลียวซ้ายแลขวาสีหน้าปรากฏแววละโมบขึ้นจากนั้นกล่าวเสียงแ่เบากับเฟยหลงว่า
“คุณชายกระบี่เล่มนี้ข้าคิดราคาไม่มากไม่น้อยเอ่อ ราคาอยู่ที่ สิบเผิง”
เฟยหลงทวนคำ
“สิบเผิงเลยรึ”
“มิผิด”
“สิบเผิง มีค่าเท่ากับ สองพันฮั่วเป่ยทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีเพียงสองร้อยหั่วเป่ยเท่านั้น เถ้าแก่ผู้ประเสริฐท่านลดราคาลงกว่านี้ไม่ได้หรือ”
ชายวัยกลางคนซึ่งเป็เ้าของร้านพอรับทราบว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเฟยหลงมีเงินเพียงเท่านั้น คนก็พลันเปลี่ยนน้ำเสียงทันควัน
“อาวุธที่เ้าถืออยู่นั่น นับเป็อาวุธชั้นดีปรากฏอยู่ในโลกนี้เพียงไม่กี่เล่ม ฉะนั้นหากเ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็จงออกไปหาซื้อกระบี่ชั้นเลวตามแผงลอยข้างถนนเถอะไปชิ้ว ชิ้ว”
เฟยหลงเหมือนครุ่นคิดอะไรออก มันล่วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากนั้นยื่นส่งให้ชายเ้าของร้าน แล้วปากก็กล่าวว่า
“แล้วสิ่งนี้พอจะตีเป็ราคาได้หรือไม่”
ชายเ้าของร้านเหลือบมองด้วยหางตาทันใดดวงตาอันเ้าเล่ห์ของมันกลับเป็ประกายวิบวับขึ้น ก่อนจะซุกซ่อนประกายตาเก็บไว้ในทันใดแล้วคนก็กล่าวขึ้น
“ดูท่าเ้าจะมาจากหลังเขาสินะเอาเถอะถือว่าข้าทำบุญด้วยจิตอันเป็กุศลก็แล้วกัน เช่นนั้นเอาแร่หินของเ้าแลกกับกระบี่ของที่นี่ได้หนึ่งเล่มเล่มในมือเ้าก็ได้”
เฟยหลงไม่ทราบว่าแร่หยกในมือของมันเป็ของที่มีราคาสูงในแผ่นดินใหญ่เพราะสิ่งนี้ในแถบชนเผ่ากลับมีราคาไม่มากนัก มันจึงยื่นแร่ในมือให้ชายเ้าของร้านแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นข้าขอเลือกกระบี่เล่ม……...”
คำว่า นี้ ยังไม่หลุดจากปากทันใดนั้นเฟยหลงกลับรู้สึกถึงพลังสายหนึ่งที่คมกริบ ส่งผ่านประสาทรับรู้พลังธรรมชาติของมันชายหนุ่มพลันหันขวับมองไปยังจุดกำเนิดของรัศมีพลังดังกล่าวที่ส่งมา มันพบว่าพลังนี้กลับแฝงอยู่ในกลุ่มของกองกระบี่เก่าๆกองใหญ่กองหนึ่ง เฟยหลงจึงวางกระบี่กระเรียนขาวลงแล้วเดินตรงเข้าไปดูกองกระบี่เก่าๆกองนั้น ชายเ้าของร้านจึงกล่าวขึ้น
“กองกระบี่พวกนี้ล้วนเป็อาวุธระดับชั้นเลวจนถึงชั้นพื้นฐานที่เก่าผุพังเตรียมที่จะเอาไปหลอมทำกระบี่ใหม่แล้ว เ้าอย่าใส่ใจเลย รีบหยิบกระบี่กระเรียนขาว แล้วไปได้แล้ว”
เฟยหลงไม่ได้สนใจคำพูดของชายเ้าของร้านมันทำการค้นหาบางสิ่งบางอย่างในกองกระบี่เก่าๆ จากนั้นมันก็ดึงกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาจากกองกระบี่เ่าั้กระบี่เล่มที่ดึงขึ้นมากลับมีลักษณะที่เก่ามีสนิมเกาะ แต่กระบี่ยังคงมีความคมไม่เสื่อมคลายตัวกระบี่นี้กลับแปลกประหลาดยิ่ง กระบี่ทั้งเล่มเป็สีดำมะเมื่อม ยาวเพียงครึ่งวา และมีความหนามากกว่ากระบี่ทั่วไปถึงสองเท่าชายเ้าของร้านเห็นเช่นนั้นต้องสั่นสะท้าน ละคนหวาดกลัว สตรีที่เลือกกระบี่อยู่ในห้องจากที่เคยไม่สนใจคนทั้งสองนางกลับมองมายังเฟยหลงและกระบี่ในมือของมันโดยที่ตาไม่กระพริบ เป็เฟยหลงที่กล่าวขึ้น
“แร่หยกเมื่อครู่ แลกกระบี่เล่มนี้ได้หรือไม่”
ชายเ้าของร้านกล่าวเสียงสั่นสะท้าน
“จะจะเ้ารู้หรือไม่ นั้นคือกระบี่ปริศนาที่ไม่สามารถจัดให้อยู่ในประเภทอาวุธชั้นใดได้ผู้ที่เคยถือครองต่างชิพหาย ล้มตายอย่างอนาถ กระบี่เล่มนี้จึงถูกขนานนามเป็กระบี่อาถรรพ์ขนาดยอดยุทธ์ที่มีพลังฝีมือระดับต้นๆ แห่งตำหนักเทพสรรพวุธ ยังตกตายเพราะถือครองกระบี่เล่มนี่”
สตรีนางนั้นไหล่พลันสั่นสะท้านก่อนที่จะสงบนิ่งลง โดยที่ชายเ้าของร้านยังกล่าวต่อ
“ข้าได้กระบี่เล่มนี้มาก็เพราะโดนบังคับจากตำหนักเทพสรรพวุธนี่ล่ะ พวกนั้นสั่งให้ข้านำไปทำลายข้าจึงจะนำไปหลอมทำลายในไม่ช้านี้ ที่ข้าบอกกับเ้าก็เพราะข้าหวังดี เ้าพึ่งออกท่องยุทธภพใหม่ล่ะสิท่าทิ้งมันลงไปเถอะ”
เฟยหลงหลังจากฟังเื่ราวจากชายเ้าของร้านมันพลันถือกระบี่สีดำเล่มนั้นเดินไปยังมุมห้องที่อยู่ห่างออกไป ชายเ้าของร้านและสตรีนางนั้นต่างมองไปที่เฟยหลงเป็จุดเดียวกันเฟยหลงพลันเอ่ยขึ้น
“กระบี่เอ๋ย เ้าจะยอมรับข้าหรือทำลายข้าก็จงแสดงออกมา”
ทันใดนั้นเฟยหลงพลันยกกระบี่ชูขึ้นเหนือศีรษะคนหลับตาส่งจิตเข้าไปในตัวกระบี่มีคำกล่าวไว้ว่าตามตำนานนักดาบนักกระบี่มักเลือกอาวุธตามความชอบ แต่หากเมื่อใดที่พวกมันอยากรู้ว่ากระบี่หรือดาบนั่นจะยอมรับในตัวมันหรือไม่พวกมันจะส่งจิตเข้าไปสื่อสาร แต่วิธีการนี้น้อยนักที่เหล่าคนท่องยุทธภพจะกระทำกันเนื่องเพราะหากกระบี่ไม่ยอมรับในตัวมันขึ้นมา มรรคจิตของมันจะถูกทำลายในทันทีบ้างถึงกลับพิการทางสมอง บ้างก็เข้าสู่ห้วงนิทรามิอาจฟื้นตื่น หนักกว่านั้นจิตถูกทำลายตกตายก็มี
เมื่อเ้าของร้านเห็นการกระทำของเฟยหลงเช่นนั้นคนก็ตื่นตระหนก มันจึงตะคอกเสียงใส่เฟยหลงทันที
“เ้าบ้าไปแล้วรึ ทำเช่นนั้นได้เป็คนพิการหรือไม่ก็ตกตายในร้านข้ากันพอดี”
ตัวกระบี่สีดำมะเมื่อมส่งเสียงอึงอนหัวคิ้วของเฟยหลงเองก็ขมวดเป็ปมแน่น เม็ดเหงื่อขนาดใหญ่ก็เริ่มผุดออกเต็มใบหน้าของมันจนชายเ้าของร้านรีบหรี่ตามอง เพราะเกรงว่าสมองของชายหนุ่มอาจจะะเิออกมา ปรากฏกระบี่สีดำมะเมื่อมเล่มนั้นกลับแน่นิ่งคล้ายสุนัขที่เชื่องเชื่อดูไม่เหมือนกระบี่อาถรรพ์ที่เล่าลือซักเพียงใด ส่งให้ชายเ้าของร้านต้องปากอ้าค้างอย่างตกตะลึงส่วนเฟยหลงได้ลืมตาขึ้นแล้วยกยิ้มอย่างพึงพอใจ พร้อมทั้งกล่าวว่า