"แต้มวิวัฒนาการยังเหลืออีก 40แต้ม เก็บไว้ก่อนแล้วกัน เผื่อฉุกเฉิน"
อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดก่อนจะเลิกล้มความตั้งใจจะใช้แต้มวิวัฒนาการที่เหลือทั้งหมด 40แต้มนี้
แต้มวิวัฒนาการ 40แต้มนั้น จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
มันเหมือนกับสูตรโกงพิเศษที่สามารถเลือกวิวัฒนาการได้อย่างอิสระแต้มวิวัฒนาการ 40 แต้มนี้อาจมีประโยชน์มหาศาลในยามคับขันก็ได้
เผื่อในบางด้านอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกว่ายังไม่พอ และต้องการใช้แต้มวิวัฒนาการเพื่อพัฒนา
เมื่อเป็นเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็จะมีทางหนีทีไล่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง
ยิ่งไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากล่าวถึงคือ ความสามารถ ‘สร้างภาพหลอน’และ ‘ควบคุมม่านหมอก’ ที่อยู่ในเลเวล2 หากต้องการอัปเกรดสู่เลเวลถัดไปกลับต้องใช้แต้มวิวัฒนาการถึง 100 แต้ม
ข้อกำหนดอันน่าตกใจนี้กระตุ้นเส้นประสาทของอวี๋จื่ออวี๋อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม เขาก็พอจะจินตนาการได้ว่าหากความสามารถเหล่านี้ก้าวเข้าสู่เลเวล 3 ได้สำเร็จมันจะน่ากลัวเพียงใด
ยิ่งลงทุนมากเท่าไหร่ผลตอบแทนยิ่งคุ้มค่ามากเท่านั้น
แล้วแต้มวิวัฒนาการที่เป็นเหมือนสูตรโกงนี้ก็ไม่เคยทำให้อวี๋จื่ออวี๋ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย
และทันใดนั้นเอง
“ครืน... ครืน...”
จู่ๆ ท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำรามก่อนที่สายฝนจะโปรยปรายลงมา
สายฝนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในพริบตาเดียวเสียงรบกวนทั้งหมดในหุบเขาก็แทนที่ด้วยเสียงฝนกลบจนหมดสิ้นเหลือเพียงเสียงหอนแว่วมา ดังขึ้นเป็นพักๆ เท่านั้น
“เจ้าตัวเล็กพวกนี้”
เมื่อเห็นเหล่าสรรพสัตว์ในกรงต้นไม้กลายสภาพเป็นลูกหมาตกน้ำอวี๋จื่ออวี๋ก็เกิดความสงสาร
กิ่งก้านโบกสะบัดกลางอากาศรากไม้สีดำเลื้อยออกจากดิน
หากเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเห็นกิ่งก้านละเอียดถักทอเป็นรูปทรงร่มขนาดเท่าแท่นโม่หิน กางอยู่เหนือรังนก
ส่วนด้านล่างรากไม้สีดำจำนวนมากพันเกี่ยวกันราวกับมังกรดิน ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก มันค่อยๆเลื้อยขึ้นไปคลุมเหนือกรงต้นไม้ บังสายฝนให้อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้
“แฮ่กๆๆ...”
หมาป่าวายุต่างนั่งยองท่าทางเหมือนฮัสกี้หน้าโง่พลางแลบลิ้นสีแดง แล้วจ้องมองต้นหลิวในส่วนลึกของหุบเขาด้วยสายตาเทิดทูน
“มอ...”
เสียงวัวคำรามก้องอยู่ในหุบเขาอสูรกระทิงยักษ์สีดำที่มีเขาเสี้ยวจันทร์ขยับไปมา พลางถูตัวกับรากไม้ข้างๆใบหน้าของมันแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันแบบมนุษย์
“ใครว่าวัวสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้กันล่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของกระทิงตัวนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ยิ้มออกมา
ทว่าครู่ต่อมา ภายใต้สายตาประหลาดใจของเขาเจ้ากระทิงตัวนี้กลับส่ายหัว เดินออกจากร่มเงาของรากไม้ที่บังฝนให้มันแล้วเดินเข้าไปในม่านฝน
"อืม..."
อวี๋จื่ออวี๋ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับอึ้งไป
แต่ไม่นานเสียงใสปานกระดิ่งเงินก็ดังขึ้นข้างหูเขา "นายท่านฮ่าฮ่า วัวน่ะชอบวันฝนตกมาก..."
"อืม... ก็จริง"
อวี๋จื่ออวี๋พลันนึกถึงนิสัยของวัวควายขึ้นมาคาดว่ากระทิงตัวนี้ก็คงไม่ต่างกันมากนัก
อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก
.....
และในขณะนั้นเอง บริเวณเชิงเขาที่ห่างออกไป
ขบวนรถคันหนึ่งที่มาจากที่ใดไม่ทราบได้หยุดลงกะทันหัน
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสวมทับด้วยเสื้อกันฝนเปิดประตูรถลงมา เขามองไปทางภูเขาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาแล้วขมวดคิ้ว
"ทั้งฝนตก ทั้งหมอกหนานี่ไม่ใช่ลางดีเลย"
"นั่นสิครับ"
ชายหนุ่มตอบกลับชายวัยกลางคนหนวดเคราเข้มคนหนึ่งที่เพิ่งลงมาจากรถคันหลัง
เขาคือผู้พันที่ได้รับคำสั่งจากกองทัพให้ติดตามนายทหารหนุ่มเยี่ยนเกาหย่วนมาสำรวจภูเขาแห่งนี้
แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าสำรวจเรื่องอะไรแต่ในฐานะทหารผ่านศึก เขาย่อมเดาได้ไม่ยาก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเตรียมปืนกลสองกระบอกมาด้วย และยังขออนุญาตใช้กระสุนเจาะเกราะพิเศษอีกสี่นัดเผื่อกรณีฉุกเฉิน
ในขณะนั้นผู้พันมองดูพื้นดินที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขังแล้วมองไปทางภูเขาน่าขนลุกที่ปกคลุมไปด้วยหมอกท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาเขาก็เสนอแนะขึ้นมาว่า
"ผมว่าเราหาที่พักก่อนดีกว่าไหมอากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการสำรวจเลย"
พูดพลาง เขาก็หยิบแผนที่ขึ้นมาชี้ไปยังวงกลมสีแดงบนนั้น แล้วเสริมว่า "ไม่ไกลจากที่นี่มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเราน่าจะไปขอพักค้างคืนที่นั่นได้"
"ครับ"
เยี่ยนเกาหย่วนพยักหน้าเห็นด้วย
"ดีเหมือนกันเรื่องนี้พวกคุณที่มีประสบการณ์มากกว่า ผมจะไม่ก้าวก่ายคำสั่งครับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้พันก็ส่ายหน้าพลางพูดติดตลกว่า
"อย่าพูดอย่างนั้นสิกองทัพของเราเคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่าและในฐานะที่คุณคือผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ..."
คำพูดหยุดลงเพียงแค่นั้นแต่แววตาของผู้พันที่มองไปยังชายหนุ่มนั้นกลับเต็มไปด้วยความอิจฉา
ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ
นั่นคือความสามารถที่คนทั่วไปต่างถวิลหา
ในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นคืนจะมีคนบางส่วนที่ได้รับพรสวรรค์พิเศษร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับพลังวิญญาณได้ดีกว่าคนทั่วไป
และเมื่อคนเหล่านี้ตื่นรู้พวกเขาจะได้รับการเรียกขานว่าเป็น 'ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ'
แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะแต่แพร่หลายอยู่ภายในกองทัพและได้ยินมาว่าประเทศกำลังส่งคนไปรวบรวมคนกลุ่มนี้ในหมู่ประชาชนเป็นการลับ
และคนตรงหน้าเขานี้คือผู้มีพลังเหนือธรรมชาติคนหนึ่ง
ยิ่งกว่านั้นได้ยินมาว่าไม่ใช่ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติธรรมดา...
หากข่าวลือที่ได้ฟังมาเป็นจริงเขาน่าจะเป็นกลุ่มผู้ตื่นรู้รุ่นแรกในตำนาน...
ผู้พันส่ายหน้าสลัดความคิดฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นมาลงไป แล้วหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่งการว่า
"มุ่งหน้าไปทางเหนือพักแรมที่หมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่ จำไว้ว่าอย่าไปรบกวนชาวบ้านมากนักเราแค่ไปพักค้างคืน และถือโอกาสหาข่าวสารไปในตัวเท่านั้น"
"รับทราบครับท่านผู้บัญชาการ"
"ท่านครับเราขอไปล่าสัตว์มาเป็นมื้อเย็นได้ไหมครับ?"
ท่ามกลางเสียงตอบรับขบวนรถทั้งหมดก็เริ่มเคลื่อนตัวผ่านหลุมบ่อดินโคลนที่มีน้ำขังและมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของม่านหมอก