Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 กลุ่มผู้ตื่นรู้รุ่นแรก

            "แต้มวิวัฒนาการยังเหลืออีก 40แต้ม เก็บไว้ก่อนแล้วกัน เผื่อฉุกเฉิน"

            อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดก่อนจะเลิกล้มความตั้งใจจะใช้แต้มวิวัฒนาการที่เหลือทั้งหมด 40แต้มนี้

            แต้มวิวัฒนาการ 40แต้มนั้น จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย

            มันเหมือนกับสูตรโกงพิเศษที่สามารถเลือกวิวัฒนาการได้อย่างอิสระแต้มวิวัฒนาการ 40 แต้มนี้อาจมีประโยชน์มหาศาลในยามคับขันก็ได้

            เผื่อในบางด้านอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกว่ายังไม่พอ และต้องการใช้แต้มวิวัฒนาการเพื่อพัฒนา

            เมื่อเป็นเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็จะมีทางหนีทีไล่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง

            ยิ่งไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากล่าวถึงคือ ความสามารถ ‘สร้างภาพหลอน’และ ‘ควบคุมม่านหมอก’ ที่อยู่ในเลเวล2 หากต้องการอัปเกรดสู่เลเวลถัดไปกลับต้องใช้แต้มวิวัฒนาการถึง 100 แต้ม

            ข้อกำหนดอันน่าตกใจนี้กระตุ้นเส้นประสาทของอวี๋จื่ออวี๋อย่างรุนแรง

            อย่างไรก็ตาม เขาก็พอจะจินตนาการได้ว่าหากความสามารถเหล่านี้ก้าวเข้าสู่เลเวล 3 ได้สำเร็จมันจะน่ากลัวเพียงใด

            ยิ่งลงทุนมากเท่าไหร่ผลตอบแทนยิ่งคุ้มค่ามากเท่านั้น

            แล้วแต้มวิวัฒนาการที่เป็นเหมือนสูตรโกงนี้ก็ไม่เคยทำให้อวี๋จื่ออวี๋ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

            และทันใดนั้นเอง

            “ครืน... ครืน...”

            จู่ๆ ท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำรามก่อนที่สายฝนจะโปรยปรายลงมา

            สายฝนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในพริบตาเดียวเสียงรบกวนทั้งหมดในหุบเขาก็แทนที่ด้วยเสียงฝนกลบจนหมดสิ้นเหลือเพียงเสียงหอนแว่วมา ดังขึ้นเป็นพักๆ เท่านั้น

            “เจ้าตัวเล็กพวกนี้”

            เมื่อเห็นเหล่าสรรพสัตว์ในกรงต้นไม้กลายสภาพเป็นลูกหมาตกน้ำอวี๋จื่ออวี๋ก็เกิดความสงสาร

            กิ่งก้านโบกสะบัดกลางอากาศรากไม้สีดำเลื้อยออกจากดิน

            หากเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเห็นกิ่งก้านละเอียดถักทอเป็นรูปทรงร่มขนาดเท่าแท่นโม่หิน กางอยู่เหนือรังนก

            ส่วนด้านล่างรากไม้สีดำจำนวนมากพันเกี่ยวกันราวกับมังกรดิน ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก มันค่อยๆเลื้อยขึ้นไปคลุมเหนือกรงต้นไม้ บังสายฝนให้อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้

            “แฮ่กๆๆ...”

            หมาป่าวายุต่างนั่งยองท่าทางเหมือนฮัสกี้หน้าโง่พลางแลบลิ้นสีแดง แล้วจ้องมองต้นหลิวในส่วนลึกของหุบเขาด้วยสายตาเทิดทูน

            “มอ...”

            เสียงวัวคำรามก้องอยู่ในหุบเขาอสูรกระทิงยักษ์สีดำที่มีเขาเสี้ยวจันทร์ขยับไปมา พลางถูตัวกับรากไม้ข้างๆใบหน้าของมันแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันแบบมนุษย์

            “ใครว่าวัวสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้กันล่ะ”

            เมื่อเห็นท่าทางของกระทิงตัวนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ยิ้มออกมา

            ทว่าครู่ต่อมา ภายใต้สายตาประหลาดใจของเขาเจ้ากระทิงตัวนี้กลับส่ายหัว เดินออกจากร่มเงาของรากไม้ที่บังฝนให้มันแล้วเดินเข้าไปในม่านฝน

            "อืม..."

            อวี๋จื่ออวี๋ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับอึ้งไป

            แต่ไม่นานเสียงใสปานกระดิ่งเงินก็ดังขึ้นข้างหูเขา "นายท่านฮ่าฮ่า วัวน่ะชอบวันฝนตกมาก..."

            "อืม... ก็จริง"

            อวี๋จื่ออวี๋พลันนึกถึงนิสัยของวัวควายขึ้นมาคาดว่ากระทิงตัวนี้ก็คงไม่ต่างกันมากนัก

            อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก

            .....

            และในขณะนั้นเอง บริเวณเชิงเขาที่ห่างออกไป

            ขบวนรถคันหนึ่งที่มาจากที่ใดไม่ทราบได้หยุดลงกะทันหัน

            ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสวมทับด้วยเสื้อกันฝนเปิดประตูรถลงมา เขามองไปทางภูเขาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาแล้วขมวดคิ้ว

            "ทั้งฝนตก ทั้งหมอกหนานี่ไม่ใช่ลางดีเลย"

            "นั่นสิครับ"

            ชายหนุ่มตอบกลับชายวัยกลางคนหนวดเคราเข้มคนหนึ่งที่เพิ่งลงมาจากรถคันหลัง

            เขาคือผู้พันที่ได้รับคำสั่งจากกองทัพให้ติดตามนายทหารหนุ่มเยี่ยนเกาหย่วนมาสำรวจภูเขาแห่งนี้

            แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าสำรวจเรื่องอะไรแต่ในฐานะทหารผ่านศึก เขาย่อมเดาได้ไม่ยาก

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงเตรียมปืนกลสองกระบอกมาด้วย และยังขออนุญาตใช้กระสุนเจาะเกราะพิเศษอีกสี่นัดเผื่อกรณีฉุกเฉิน

            ในขณะนั้นผู้พันมองดูพื้นดินที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขังแล้วมองไปทางภูเขาน่าขนลุกที่ปกคลุมไปด้วยหมอกท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาเขาก็เสนอแนะขึ้นมาว่า

            "ผมว่าเราหาที่พักก่อนดีกว่าไหมอากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการสำรวจเลย"

            พูดพลาง เขาก็หยิบแผนที่ขึ้นมาชี้ไปยังวงกลมสีแดงบนนั้น แล้วเสริมว่า "ไม่ไกลจากที่นี่มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเราน่าจะไปขอพักค้างคืนที่นั่นได้"

            "ครับ"

            เยี่ยนเกาหย่วนพยักหน้าเห็นด้วย

            "ดีเหมือนกันเรื่องนี้พวกคุณที่มีประสบการณ์มากกว่า ผมจะไม่ก้าวก่ายคำสั่งครับ"

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้พันก็ส่ายหน้าพลางพูดติดตลกว่า

            "อย่าพูดอย่างนั้นสิกองทัพของเราเคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่าและในฐานะที่คุณคือผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ..."

            คำพูดหยุดลงเพียงแค่นั้นแต่แววตาของผู้พันที่มองไปยังชายหนุ่มนั้นกลับเต็มไปด้วยความอิจฉา

            ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ

            นั่นคือความสามารถที่คนทั่วไปต่างถวิลหา

            ในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นคืนจะมีคนบางส่วนที่ได้รับพรสวรรค์พิเศษร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับพลังวิญญาณได้ดีกว่าคนทั่วไป

            และเมื่อคนเหล่านี้ตื่นรู้พวกเขาจะได้รับการเรียกขานว่าเป็น 'ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ'

            แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะแต่แพร่หลายอยู่ภายในกองทัพและได้ยินมาว่าประเทศกำลังส่งคนไปรวบรวมคนกลุ่มนี้ในหมู่ประชาชนเป็นการลับ

            และคนตรงหน้าเขานี้คือผู้มีพลังเหนือธรรมชาติคนหนึ่ง

            ยิ่งกว่านั้นได้ยินมาว่าไม่ใช่ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติธรรมดา...

            หากข่าวลือที่ได้ฟังมาเป็นจริงเขาน่าจะเป็นกลุ่มผู้ตื่นรู้รุ่นแรกในตำนาน...

            ผู้พันส่ายหน้าสลัดความคิดฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นมาลงไป แล้วหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่งการว่า

            "มุ่งหน้าไปทางเหนือพักแรมที่หมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่ จำไว้ว่าอย่าไปรบกวนชาวบ้านมากนักเราแค่ไปพักค้างคืน และถือโอกาสหาข่าวสารไปในตัวเท่านั้น"

            "รับทราบครับท่านผู้บัญชาการ"

            "ท่านครับเราขอไปล่าสัตว์มาเป็นมื้อเย็นได้ไหมครับ?"

            ท่ามกลางเสียงตอบรับขบวนรถทั้งหมดก็เริ่มเคลื่อนตัวผ่านหลุมบ่อดินโคลนที่มีน้ำขังและมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของม่านหมอก