อีจุนฮักออกมาที่สวนลอยฟ้าบนชั้นสิบหกเขาหยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนแล้วคาบไว้
หลังพยายามค้นกระเป๋าอยู่ครู่หนึ่งอีจุนฮักก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา
จังหวะนั้นคิมชอลซูก็หยิบไฟแช็กที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อออกมาอย่างคล่องแคล่ว
“นี่ครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
ระหว่างที่อีจุนฮักก้มหน้าเอาบุหรี่ไปจุดไฟสายตาข้างหนึ่งของคิมชอลซูก็เหลือบไปเห็นไฟแช็กที่นูนออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านขวาของชุดสูทสลิมฟิตของอีจุนฮัก
จะแกล้งลูกน้องอย่างไรจะหาเื่ด่าอย่างไร คิมชอลซูเรียนรู้เื่ทั้งหมดนี้จากอีจุนฮัก
“สูบบุหรี่ไหม”
สำหรับคนที่ร้องเพลงแล้วบุหรี่ถือเป็ศัตรูร้ายที่ทำลายเส้นเสียง
“ไม่เป็ไรครับ”
“ทำงานบริษัทแต่ดันสูบบุหรี่ไม่เป็เนี่ยนะ”
อีจุนฮักไม่ได้บังคับให้สูบบุหรี่เนื่องจากเขาเองก็อยากจะเลิก เพราะภรรยาเป็ห่วงและนึกถึงพ่อที่เสียไปแต่ดูเหมือนจะเป็เื่ยากตราบใดที่ยังไม่เลิกทำงานบริษัท
อีจุนฮักดูดบุหรี่ด้วยแรงทั้งหมดราวกับจะดูดไปจนถึงก้นกรองก่อนพ่นควันออกมา
“อายุเท่าไหร่”
วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เหมือนกันหมดและแต่ละแผนกก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหัวหน้าแผนก แม้การพูดจาห้วน ๆกับพนักงานใหม่ั้แ่แรกจะไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ที่นี่เป็อย่างนี้เสมอ
นี่คือวัฒนธรรมแบบทหารทำไมน่ะหรือ เพราะแผนกนี้ไม่เคยมีพนักงานหญิงเข้ามาเลยสักคนเดียว
“ยี่สิบห้าปีครับ”
“จบจากที่ไหน”
“มหาวิทยาลัย KD ครับ”
อีจุนฮักเอียงศีรษะเล็กน้อยให้กับชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“มหาวิทยาลัยนั่นอยู่ที่ไหนน่ะ”
“อยู่จังหวัดคยองกีครับ”
“งั้นเหรอ เอกอะไร”
“จบเอกดนตรีประยุกต์ครับ”
“ฮะ ดนตรี...ประยุกต์เหรอ”
สีหน้าของอีจุนฮักที่เคยเรียบเฉยกลับมาบึ้งตึงอีกครั้ง
เฮ้อฉันมันโง่เองที่ไปคาดหวัง
มีเพียงควันบุหรี่และลมหายใจยาวเหยียดออกมาจากปากของอีจุนฮัก
“แล้วทำไมไม่ทำงานด้านดนตรี มาที่นี่ทำไม”
“เพราะสถานการณ์ทางบ้านบังคับ เลยต้องรีบหางานทำครับ”
“คะแนนโทอิกล่ะ”
“เจ็ดร้อยห้าคะแนนครับ”
“คะแนนผ่านแบบคาบเส้นพอดีเลยนะ แล้วพูดได้หรือเปล่า”
“กำลังตั้งใจศึกษาอยู่ครับ”
“แล้วรู้เื่เกี่ยวกับการค้าขนาดไหน”
“กำลังตั้งใจศึกษาอยู่ครับ”
“จะบ้าเหรอตอนนี้แผนกเรา้าพนักงานใหม่ที่มีศักยภาพสามารถทำสัญญาปีละสามแสนล้านวอนได้สามารถเจรจาต่อรองกับผู้ซื้อได้ จัดการข้อร้องเรียนและแก้ปัญหาคนเดียวได้ไม่ได้้าเด็กใหม่ที่มาเพื่อเรียนรู้งานหรอกนะ ถ้าเป็แบบนั้นก็ลาออกไปเถอะ”
อีจุนฮักโพล่งออกมาอย่างไม่ลังเลแนวทางของเขาคือทำลายสิ่งที่จะเป็อุปสรรคขวางทางตัวเองออกไปให้เร็วที่สุด
เพราะถ้างานผิดพลาดเพราะรุ่นน้องจนเขาโดนลงโทษขึ้นมาจะกลายเป็เื่ใหญ่
เหมือนเดิมเลยเหมือนเดิมจริง ๆ นี่ฉันทนนิสัยแบบนี้มาได้ไงวะ
คิมชอลซูหัวเราะในใจขณะเดียวกันก็พูดออกมาด้วยสีหน้าเป็กังวล
“ไม่ได้ครับ วันหนึ่งผมจะต้องเป็ประธานบริษัทนี้ให้ได้ครับ”
คำพูดนั้นทำให้อีจุนฮักะเิหัวเราะออกมาขำเป็บ้าเป็หลังเหมือนจะขาดใจอยู่ตรงนั้น
ที่บอกว่าเรียนจบเอกดนตรีประยุกต์จากมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนนั้นทำให้เขาอารมณ์เสียสุดๆแต่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้ากับการพูดอย่างมั่นใจว่าตัวเองจะเป็ประธานของบริษัทนี้ทำให้เขาหัวเราะอย่างลืมตัวและอารมณ์ดีขึ้นมาได้นิดหน่อย
เอกดนตรีประยุกต์มหาวิทยาลัย KD แย่
คะแนนโทอิกแย่
การไม่แสดงออกทางสีหน้าโอเค
ความมุ่งมั่นแรงกล้าโอเค
จุดสูงสุดที่สามารถสั่งพนักงานหลายพันคนรวมถึงคนที่ประจำอยู่ต่างประเทศได้ด้วยการชี้นิ้วเพียงครั้งเดียวเป้าหมายสุดท้ายที่พนักงานทุกคนใฝ่ฝัน
แต่ทุกวันนี้คนที่เข้ามาทำงานมักจะกังวลว่าควรทำอย่างไรจึงจะอยู่ที่บริษัทไปได้นานๆ พากันเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็ข้าราชการกันไปหมด
“ประธานเหรอ คิดว่าตำแหน่งประธานมันง่ายเหมือนหมาเดินไปเดินมางั้นเหรอ”
อีจุนฮักหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้งเขามองนาฬิกาพลางดับบุหรี่แล้วพูดขึ้น
“ภายในสองเดือนนายต้องทำคะแนนโทอิกให้ได้เก้าร้อย ไม่อย่างนั้น ฉันจะทำให้นายรู้ว่าทำไมชีวิตการทำงานบริษัทถึงได้ถูกเรียกว่านรก”
“ครับ! ผู้ช่วยผู้จัดการอี!”
“บริษัทคือที่ทำงาน ไม่ใช่ที่เรียนหนังสือ ถ้าฉันเห็นว่าอ่านหนังสือโทอิกนะนายตายแน่”
“ครับ! ผู้ช่วยผู้จัดการอี!”
“และห้ามแตะโทรศัพท์เด็ดขาดจนกว่าฉันจะอนุญาต!”
เจอแบบนี้ปกติพวกพนักงานใหม่ก็จะตอบแค่ ‘ครับ’ เท่านั้น
“แล้วตอนที่ผมอยู่คนเดียวล่ะครับ”
อีจุนฮักซึ่งตั้งใจจะต้อนให้จนมุมด้วยคำถามว่า‘แล้วตอนที่นายอยู่คนเดียวจะทำยังไง’ กลับถูกคิมชอลซูชิงถามคำถามนั้นเสียก่อนทำเอาเขาพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
เอ๊ะไอ้หมอนี่
อีจุนฮักรู้สึกมีความหวังในตัวคิมชอลซูขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอให้ทีมอื่นช่วยแทน ถ้ารับโทรศัพท์ลูกค้าแล้วบอกข้อมูลผิดเดี๋ยวจะเป็เื่ใหญ่ได้”
“รับทราบครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
คิมชอลซูโค้งศีรษะจนถึงเอวเพื่อแสดงให้เห็นว่าจะตั้งใจเชื่อฟังเป็อย่างดีขณะเดียวกันก็แอบยิ้มกริ่มในใจ
โทอิกเก้าร้อยเหรอตลกแล้ว ล้อเล่นหรือเปล่าครับ กรรมการผู้จัดการอี
อีจุนฮักทิ้งก้นบุหรี่ลงถังขยะพลางมองคิมชอลซูพร้อมพูดว่า
“ไปกัน”
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุด อีจุนฮักสาละวนทำงานจนดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้สั่งงานอะไรคิมชอลซูได้แต่การคิดอย่างนั้นคือความผิดมหันต์
ไม่ว่าจะยุ่งวุ่นวายเพียงใดแต่เขาก็คอยสังเกตอยู่ตลอดว่าคิมชอลซูกำลังทำอะไรด้วยสายตาอันเฉียบคม
ดูเหมือนคิมชอลซูจะจำเบอร์โทรศัพท์ภายในได้หมดแล้วเขาจึงเปิดหนังสือคู่มือการทำงานและเข้าระบบเพื่อตรวจสอบเอกสารของทีม
เนื่องจากไม่อาจรับมือกับงานที่ถาโถมเข้ามาด้วยตัวคนเดียวได้อีจุนฮักซึ่งรอผู้จัดการพโยอิลซูออกไปประชุมอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจเรียกคิมชอลซู
“เด็กใหม่”
“ครับ! ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
“มานี่”
เมื่อคิมชอลซูเข้าไปใกล้อีจุนฮักก็เปิดลิ้นชักโต๊ะตัวเองแล้วหยิบใบเสร็จจำนวนมากออกมา
“นี่เป็ใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่ต้องยื่นให้ฝ่ายธุรการภายในพรุ่งนี้จัดการให้ดีล่ะ เดี๋ยวต่อไปจะกลายเป็งานของนาย”
“ครับ รับทราบครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี เอ่อ แล้วกาวล่ะครับ”
“หาเอาเองสิ ยุ่งจะตายอยู่แล้ว”
“ครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
คิมชอลซูกวาดสายตามองออฟฟิศจากนั้นจึงเดินไปที่ห้องถ่ายเอกสาร เพื่อนร่วมรุ่นยังคงฝึกจ้องผนังอยู่ที่โต๊ะทำงานพวกเขาส่งสายตามองคิมชอลซูที่ได้เดินเข้าออกโถงทางเดินด้วยความอิจฉา
หลังจากไปเอากระดาษเอสี่มาแล้วคิมชอลซูก็หยิบกาวและไม้บรรทัดออกมาจากลิ้นชักอุปกรณ์ของทีมขายห้าเขานั่งลงที่โต๊ะเริ่มจัดเรียงใบเสร็จตามวันที่แล้วติดลงบนกระดาษเอสี่ราวกับเครื่องจักร
มุมปากของอีจุนฮักที่มองอยู่ยกขึ้นเล็กน้อยปรากฏรอยยิ้มที่มักจะโผล่มาเมื่อเขาอารมณ์ดี
ไอ้หมอนี่ก็ใช้ได้เหมือนกันแฮะ
คิมชอลซูเองก็แอบมองอีจุนฮักเช่นกันพอเห็นว่ามุมปากของเขายกยิ้มขึ้นจึงคลายความกังวลลง
เพราะแปลว่าเขาจะไม่มายุ่งอีกจนกว่างานนี้จะเสร็จ
มีอยู่เกมหนึ่งที่เคยเล่นในสมัยเด็ก
‘เกมชิงเก้าอี้’
เกมที่วางเก้าอี้ไว้หนึ่งตัวจากนั้นให้เดินวนไปรอบ ๆ และเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดก็ต้องวิ่งไปนั่งให้เร็วที่สุด
ตอนแรกอาจจะคิดว่านี่มันเกมอะไรแต่พอสนุกแล้วก็จะเริ่มจริงจัง
ทำให้ลืมมิตรภาพระหว่างเพื่อนไปทิ้งความสุภาพเรียบร้อยที่เคยรักษาไว้ ทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เคลื่อนไหวราวกับสัตว์ป่าที่จ้องเหยื่อและเมื่อเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มเหวี่ยงหมัด ข่วน ดึงทึ้งผม ร้องเอะอะโวยวาย เพื่อให้ได้นั่งเก้าอี้
เหมือนกับการต่อสู้ในที่ทำงานซึ่งเกิดขึ้นเพื่อเก้าอี้เพียงหนึ่งเดียวที่เรียกว่า‘ประธาน’
เหตุผลที่พัคจุนฮยองเขี่ยอันจองกยูทิ้งก็เพื่อทำลายทุกเมล็ดพันธุ์ที่จะเข้าร่วมเล่นเกมชิงเก้าอี้
แค่พัคจุนฮยองได้เลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไปจนไม่น่าเชื่อไม่ได้หมายความว่าอันจองกยูจะช้า
รองผู้อำนวยการอันจองกยูเป็คนที่คอยปกป้องดูแลคนใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตัวดีต่อผู้บังคับบัญชาและทำงานเก่งแม้จะได้รับความไม่ยุติธรรมจากฝ่ายบุคคลซึ่งทำให้เขาไม่ได้เลื่อนตำแหน่งแต่เขาก็ยังได้รับการประเมินที่ดีมากในบริษัท
และการที่อีจุนฮักสามารถนั่งตำแหน่งนั้นได้ก็เพราะรองผู้อำนวยการอันจองกยู
แต่หากจะไปให้ถึงตำแหน่งประธานก็จำเป็ต้องใช้เส้นสายที่ใหญ่กว่าของรองผู้อำนวยการอันจองกยู
เส้นสายที่ใหญ่มากๆ
ภายในบริษัทที่ถูกกำหนดแผนกไว้แล้วการสร้างความสัมพันธ์กับคนใหญ่โตแบบนั้นจึงไม่ใช่เื่ง่ายแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็ไปไม่ได้
คิมชอลซูนึกถึงบุคคลคนหนึ่งขึ้นมาในหัว
เวลาประมาณสองทุ่ม
“โอเค เหนื่อยหน่อยนะ กลับไปพักผ่อนกันเถอะ”
“สวัสดีครับรองผู้อำนวยการ!”
อันจองกยูโบกมือแล้วขึ้นรถเมล์ไปก่อนผู้จัดการพโยอิลซูหันมาพูดกับอีจุนฮัก
“จุนฮัก วันนี้ไปดื่มกันสักหน่อยไหม”
“โห! ดีเลยครับ ผู้จัดการ”
พโยอิลซูพูดเสร็จก็หันหลังไปอีจุนฮักจึงพูดกับคิมชอลซู
“เด็กใหม่ก็กลับได้แล้ว และภายในสองเดือนใช่ไหม”
“ครับ สวัสดีครับผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ”
คิมชอลซูโค้งศีรษะกล่าวลาพอเงยขึ้นมาอีกที พโยอิลซูกับอีจุนฮักก็เดินไปไกลแล้ว
สถานการณ์แบบนี้พนักงานใหม่ทั่วไปอาจจะคิดว่า‘นี่โดนควํ่าบาตรเหรอเนี่ย’ หรือ ‘วันนี้ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า’แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น
เห็นชัดว่าวันนี้สองคนนั้นคงจะไปชนแก้วกันพร้อมทั้งเมาท์มอยเื่ตัวเขาและเพราะได้สร้างความประทับใจที่ดีให้อีจุนฮักไปแล้วทำให้เดาเื่ที่จะพูดในวงเหล้าได้ไม่ยาก
คิมชอลซูหันหลังกลับพลางยิ้มมุมปาก
ไม่เหนื่อยเลยแฮะ
ตอนอายุเข้าปลายสามสิบพอถึงเวลาเลิกงานเมื่อไรก็จะรู้สึกอึดอัดเหมือนกระดาษชุ่มนํ้า สมองเบลอและพอตื่นเช้ามาก็จะปวดตึงที่คอ แต่สภาพร่างกายในตอนนี้ดีกว่ามากขนาดที่ว่าให้ไปวิ่งมาราธอน 42.195กิโลเมตรตอนนี้ก็ยังไหว
รู้สึกได้ถึงพลังของวัยหนุ่มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง
คิมชอลซูเดินไปยังจุดหมายพลางหยิบกระเป๋าเงินออกมาข้างในมีเงินอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นวอน
เนื่องจากบริษัทมีอาหารเช้ากลางวัน และเย็นให้ ดังนั้นถ้าไม่ออกไปกินข้างนอกก็ไม่จำเป็ต้องใช้เงิน ทว่าเงินที่พนักงานบริษัทหาได้นั้นมีขีดจำกัด
ด้วยเงินเดือนพนักงานบริษัทหากต้องส่งเสียน้องที่เรียนเก่งให้เรียนหนังสือเขาคงได้อดอยากปากแห้งแน่ แถมยังต้องแต่งงานช้าอีก
สิบแปดปีก่อนคิมชอลซูไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เขาทุ่มเททุกอย่างให้กับการทำงานบริษัทแต่ตอนนี้สถานการณ์นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
คิมชอลซูคิดว่าจะทำงานเสริมอะไรก็ได้เพื่อหาเงินขอแค่ไม่ให้ประกันสังคมทับซ้อนกันเป็พอ
ไม่จำเป็ต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการทำงานที่บริษัทเหมือนเมื่อก่อนแล้วเพราะในตอนนี้เขามีความสามารถแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือเส้นสาย
สถานที่ที่คิมชอลซูมาหยุดอยู่นั้นเหมือนว่าเพิ่งก่อสร้างเสร็จจึงมีอุปกรณ์ก่อสร้างวางกระจัดกระจาย ร้านนี้คือไลฟ์คาเฟ่[1] ที่มีชื่อว่า‘บลูเฮาส์’
และเมื่อลงไปชั้นใต้ดินด้านหน้าประตูก็มีประกาศรับสมัครงานแขวนอยู่
‘รับสมัครนักร้องดนตรีสด มีออดิชัน’
คนคนนั้นเคยมีข่าวลืออยู่่หนึ่งว่ามีความสัมพันธ์อย่างว่ากับเ้าของร้านนี้และการจะมีความสัมพันธ์แบบนั้นได้ก็ต้องมีโอกาสเจอกันเสียก่อน
หรือก็คือเขาคนนั้นจะมาที่นี่สินะ
[1] คาเฟ่ที่มีการแสดงสด เช่น เล่นดนตรี ร้องเพลง หรืออื่น ๆ มักมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายสบายๆ พร้อมด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้เลือกมากมาย