ภายในห้องลับที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานรัญจวนจิต แม่เฒ่าหงเริ่มถ่ายทอดศาสตร์ที่อันตรายที่สุดของสำนักบุปผาอาดูรให้แก่หลินชิงเหยา นั่นคือวิชา "มุกซ่อนกลีบ" ซึ่งไม่ใช่เพียงการร่วมรักธรรมดา หากแต่เป็การฝึกฝนเพื่อควบคุมกล้ามเนื้อภายในส่วนที่ลึกที่สุดของสตรีเพศให้สามารถขยับเขยื้อนได้ตามใจปรารถนา
ห้องลับแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกที่สุดในถ้ำใต้ดิน ผนังหินสีดำเรียบเนียนสะท้อนแสงเทียนที่ริบหรี่ ทำให้เงาเต้นระบำไปตามผนัง บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ตกจากหินงอกหินย้อย เพียงเสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงระฆังเงินเล็กๆ ที่แม่เฒ่าหงถืออยู่ในมือ
ชิงเหยาต้องนั่งสมาธิบนแท่นหินที่เย็นเฉียบ ความเย็นของหินซึมผ่านิัเข้าไปจนถึงกระดูก ทำให้ร่างกายของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่นางกัดฟันทนไว้ นางฝึกขยับร่างกายส่วนล่างตามจังหวะเสียงระฆังเงินที่แม่เฒ่าสั่นเป็จังหวะอย่างละเอียดอ่อน ทุกเสียงกังวานของระฆังหมายถึงการบีบรัดและการผ่อนคลายที่ต้องแม่นยำดุจจังหวะดนตรี เพื่อให้สามารถมอบความสุขสมที่รุนแรงจนบุรุษมิอาจลืมเลือนได้ตลอดชีวิต
"จังหวะแรก" แม่เฒ่าหงเอ่ยด้วยเสียงเ็า "คือการเรียกร้อง ให้บีบแน่นเหมือนกำลังกอดรัดสิ่งที่รักที่สุด แต่อย่าให้แน่นเกินไป เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกเ็ปแทนที่จะเป็ความสุข"
ชิงเหยาปิดตาลง พยายามสมาธิกับการควบคุมกล้ามเนื้อที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความเ็ปเริ่มต้นจากการบีบรัดที่ผิดจังหวะ กล้ามเนื้อที่ไม่เคยถูกใช้งานแบบนี้มาก่อนเริ่มปวดร้าว แต่นางไม่ยอมแพ้ ภาพของท่านพ่อที่ถูกดาบวงพระจันทร์ฟันเข้าที่อกยังคงชัดเจนในความทรงจำ
"จังหวะที่สอง" เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง "คือการยั่วยวน ผ่อนคลายเล็กน้อยแล้วบีบอีกครั้ง เหมือนกำลังเล่นเกมที่ไม่มีใครรู้กติกา เขาจะรู้สึกเหมือนกำลังจะได้อะไรสำคัญ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร"
การฝึกฝนในวันแรกทำให้ชิงเหยาเหงื่อออกเต็มตัว หยดเหงื่อไหลลงมาตามใบหน้าและคอ แต่นางไม่กล้าเช็ด เพราะแม่เฒ่าหงสั่งให้นางรักษาสมาธิไว้ตลอดเวลา กล้ามเนื้อภายในของนางปวดร้าวจนแทบจะสิ้นสติ แต่นางก็ยังคงฝึกต่อไป
"ความเสียวซ่านคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และราคะคือคุกที่ไร้กรงขัง" แม่เฒ่าหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าขณะที่เฝ้าดูการฝึกฝนของศิษย์รัก "เ้าต้องเข้าใจว่า การให้ความสุขแก่ผู้ชายไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็การควบคุม เมื่อเขาติดใจในความสุขที่เ้ามอบให้ เขาจะกลายเป็ทาสของเ้าโดยไม่รู้ตัว"
นางให้นางฝึกกับหุ่นไม้ที่สลักเสลาขึ้นมาเพื่อจำลองสรีระของบุรุษ หุ่นไม้นี้ทำจากไม้แกะสลักพิเศษที่มีความนุ่มนวลคล้ายิัมนุษย์ ผิวของหุ่นได้รับการเคลือบด้วยน้ำมันพิเศษที่ทำให้รู้สึกอุ่นเมื่อัั ชิงเหยาต้องฝึกฝนการใช้ศาสตร์มุกซ่อนกลีบกับหุ่นนี้เป็เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน
"อย่าคิดว่ามันเป็เพียงการฝึกฝนทางกาย" แม่เฒ่าหงเตือน "เ้าต้องใส่อารมณ์และจิตใจเข้าไปด้วย จินตนาการว่าเ้ากำลังควบคุมศัตรูของเ้า กำลังทำให้เขาอ่อนแอลงทีละนิด"
หลังจากฝึกกับหุ่นไม้เป็เวลาหลายสัปดาห์ แม่เฒ่าหงจึงขยับขึ้นไปฝึกกับ "หุ่นฝึก" ที่เป็มนุษย์จริงๆ ภายในสำนัก ซึ่งเป็เหล่านักโทษหรือทาสที่ถูกเตรียมไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ชายเหล่านี้ถูกให้ยาพิเศษที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ยังคงรู้สึกได้ พวกเขาถูกมัดไว้กับเตียงหินในห้องมืด ดวงตาถูกปิดด้วยผ้าดำ
ชิงเหยารู้สึกขยะแขยงในครั้งแรกที่เห็นชายเหล่านี้ แต่เมื่อนึกถึงการแก้แค้น นางก็กัดฟันทำใจ นางต้องเรียนรู้การใช้ร่างกายทุกส่วนเป็เครื่องมือในการปรนเปรอ ั้แ่การใช้ปลายนิ้วที่เรียวบางััจุดยุทธศาสตร์ที่ไวต่อความรู้สึก ไปจนถึงการใช้ลมหายใจที่ร้อนผ่าวและเสียงครางที่แ่เบาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ดิบในใจของบุรุษให้ตื่นตัวถึงขีดสุด
"การััด้วยปลายนิ้ว" แม่เฒ่าหงสอนขณะที่สาธิตบนแขนของชิงเหยา "ต้องเบาเหมือนขนนกที่ลอยมาััิั แต่ต้องมีความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว เ้าต้องรู้ว่าเ้ากำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร"
นางเรียนรู้ว่าการััที่คอ ที่หู และที่ข้อมือจะสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกัน การใช้เล็บเกาเบาๆ ที่หลัง การใช้ลิ้นเลียที่ใบหู และการกัดเบาๆ ที่ไหล่ ทุกอย่างต้องทำด้วยความประณีตและมีจุดประสงค์
"ลมหายใจของเ้าคืออาวุธที่ทรงพลัง" แม่เฒ่าหงอธิบาย "ลมหายใจร้อนที่เป่าใส่หู จะทำให้ผู้ชายรู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้ในใจ แต่ลมหายใจเย็นที่เป่าใส่คอ จะทำให้เขารู้สึกหวาดเสียวและตื่นเต้น"
ฉากการฝึกฝนนี้เต็มไปด้วยความละเมียดละไมของการเคลื่อนไหวที่เย้ายวนและซับซ้อน ชิงเหยาเรียนรู้ว่าการครองใจบุรุษไม่ได้อยู่ที่การยอมทอดกายให้โดยง่าย แต่อยู่ที่การ "ให้" และ "ถอน" ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด การทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา แต่ก็ไม่ให้เขาได้อย่างง่ายดาย
นางฝึกฝนการใช้สายตาที่ดูเหมือนจะยอมสยบแต่ทว่าแฝงไปด้วยความท้าทาย การมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แต่ก็มีความเศร้าโศกซ่อนอยู่ การกะพริบตาช้าๆ พร้อมกับการเลียริมฝีปากเบาๆ การยิ้มแบบครึ่งๆ กลึงๆ ที่ทำให้ผู้ชายอยากรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
"การขยับกายเพียงนิดเดียว" แม่เฒ่าหงสาธิตด้วยการเอนตัวเล็กน้อย "สามารถสร้างแรงสั่นะเืไปถึงขั้วหัวใจของฝ่ายตรงข้าม การโค้งหลังเล็กน้อยจะทำให้ทรวงอกดูโดดเด่นขึ้น การเอียงศีรษะจะทำให้คอดูยาวและสง่างาม การวางมือบนสะโพกจะทำให้ดูมีเสน่ห์และเชิญชวน ทุกการเคลื่อนไหวต้องดูเป็ธรรมชาติ แต่ก็ต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน"
ชิงเหยาเริ่มเข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสตร์นี้ว่า การทำให้บุรุษคลั่งไคล้นั้นไม่ใช่การมอบกายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้พวกมันรู้สึกว่าเป็เ้าของในสิ่งที่พวกมันไม่มีวันได้จริงอย่างสมบูรณ์ มันเป็เกมแห่งการควบคุมที่ผู้หญิงจะเป็ฝ่ายชนะเสมอ หากรู้วิธีเล่น
"เสียงครางของเ้าต้องเป็ดนตรีที่ไพเราะที่สุดในหูของเขา" แม่เฒ่าหงสอนขณะที่ให้ชิงเหยาฝึกการออกเสียงต่างๆ "เสียงครางที่เบาและหวาน จะทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็คนพิเศษที่ทำให้เ้าเสียงดัง แต่เสียงครางที่ลึกและเซ็กซี่ จะทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังสิ่งที่ต้องห้าม"
การฝึกฝนเสียงครางเป็ศิลปะที่ละเอียดอ่อน ชิงเหยาต้องเรียนรู้การควบคุมลมหายใจ การใช้กล้องเสียง และการปรับระดับเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นางฝึกฝนจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไม่ยอมหยุด
ความเ็ปจากการฝึกฝนกล้ามเนื้อภายในที่ต้องเกร็งและผ่อนคลายเป็เวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้ชิงเหยาแทบจะสิ้นสติในบางครั้ง กล้ามเนื้อที่ไม่เคยถูกใช้งานแบบนี้มาก่อนปวดร้าวจนรู้สึกเหมือนถูกไฟเผา เหงื่อไคลออกเต็มตัวจนเสื้อผ้าเปียกโชก แต่ภาพของท่านพ่อที่ถูกดาบวงพระจันทร์ฟันเข้าที่อก และเสียงกรีดร้องของท่านแม่ในกองเพลิงมักจะแวบเข้ามาในหัวเสมอ
มันเป็ดั่งยาชูกำลังที่ทำให้นางกัดฟันสู้ต่อ ทุกครั้งที่นางรู้สึกอยากจะยอมแพ้ ทุกครั้งที่ความเ็ปทำให้นางอยากจะหยุด ภาพเ่าั้จะผุดขึ้นมาเตือนใจ เตือนให้นางจำได้ว่าทำไมนางถึงต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
ร่างกายของนางค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามการฝึกฝนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การแช่ตัวในบ่อน้ำมันว่านบุปผาอาวรณ์ทุกคืนทำให้ผิวของนางขาวเนียนและเปล่งประกายแปลกๆ การบริโภคสมุนไพรพิเศษทำให้รูปร่างของนางเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทรวงอกที่อวบอิ่มรับกับเอวที่คอดกิ่ว และสะโพกที่ผุดผาดดุจผลท้อสุกปลั่ง ทุกส่วนโค้งเว้าของนางถูกเจียระไนมาเพื่อการล้างแค้นโดยเฉพาะ
"ร่างกายของเ้าตอนนี้เป็ผลงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบแล้ว" แม่เฒ่าหงกล่าวด้วยความพึงพอใจขณะที่ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของชิงเหยา "แต่ศิลปะที่แท้จริงอยู่ที่การใช้มันอย่างชาญฉลาด"
การฝึกฝนศาสตร์มุกซ่อนกลีบขั้นสูงต้องใช้ความอดทนและความแม่นยำสูงมาก ชิงเหยาต้องเรียนรู้การสร้างจังหวะที่ซับซ้อน การผสมผสานระหว่างการบีบรัด การผ่อนคลาย การหมุน และการสั่นเครือ แต่ละจังหวะมีชื่อเรียกเป็ของตัวเอง
"จังหวะ 'ดอกบัวผลิ'" แม่เฒ่าหงสอน "เป็การบีบรัดแบบเป็ชั้นๆ จากนอกเข้าใน เหมือนกลีบบัวที่ค่อยๆ บานออก มันจะทำให้ผู้ชายรู้สึกเหมือนกำลังถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นที่นุ่มนวล"
"จังหวะ 'คลื่นทะเลซัด'" นางสาธิตต่อ "เป็การสร้างการเคลื่อนไหวแบบคลื่น จากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง เหมือนคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง มันจะทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกพัดพาไปในกระแสที่ไม่สามารถต้านทานได้"
"และจังหวะ 'พายุหมุน'" แม่เฒ่าหงยิ้มเ็า "เป็จังหวะที่อันตรายที่สุด เป็การหมุนและบีบรัดพร้อมกัน เหมือนพายุหมุนที่ดูดทุกสิ่งเข้าไปในใจกลาง ผู้ชายที่ได้รับจังหวะนี้จะไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต"
การฝึกฝนจังหวะเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน ชิงเหยาต้องฝึกฝนจนกว่าจะทำได้โดยไม่ต้องคิด จนกว่าร่างกายจะจำได้เองโดยอัตโนมัติ กล้ามเนื้อของนางแข็งแรงขึ้นและควบคุมได้ดีขึ้นทุกวัน
"การใช้ศาสตร์มุกซ่อนกลีบไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางกาย" แม่เฒ่าหงเตือน "เ้าต้องใส่จิตใจเข้าไปด้วย ต้องรู้สึกถึงการตอบสนองของเขา ต้องอ่านสัญญาณจากร่างกายของเขา และปรับจังหวะให้เหมาะสม"
นางสอนให้ชิงเหยาสังเกตสัญญาณต่างๆ เสียงหายใจที่เปลี่ยนไป การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น การสั่นเครือของกล้ามเนื้อ และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย ทุกสัญญาณเหล่านี้จะบอกให้รู้ว่าควรจะเพิ่มความเข้มข้น หรือลดลง หรือเปลี่ยนจังหวะ
"ผู้หญิงที่เก่งกาจที่สุดคือผู้ที่สามารถทำให้ผู้ชายอยู่ในสภาวะที่เกือบจะถึงจุดสุดยอด แต่ไม่ให้เขาถึงจุดนั้น" แม่เฒ่าหงอธิบายด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "การควบคุมจังหวะเช่นนี้จะทำให้เขาเสพติดและอยากได้อีก"
ชิงเหยาเรียนรู้การเล่นเกมแห่งการให้และการถอน การทำให้ผู้ชายรู้สึกเหมือนกำลังจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา แต่ก็ไม่ให้เขาได้อย่างง่ายดาย มันเป็ศิลปะแห่งการทรมาน ที่ห่อหุ้มด้วยความสุขและความเสียวซ่าน
นอกจากการฝึกฝนทางกายแล้ว ชิงเหยายังต้องเรียนรู้การใช้คำพูดเป็ส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้ การกระซิบคำหวานใส่หู การพูดด้วยเสียงที่เซ็กซี่และเย้ายวน การใช้คำพูดที่มีความหมายซ่อนเร้น
"คำพูดของเ้าต้องเป็ดั่งน้ำผึ้งที่หยดลงบนแผล" แม่เฒ่าหงสอน "หวานชื่นแต่ก็แสบร้อน ทำให้เขาอยากได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้เขาเ็ปในเวลาเดียวกัน"
นางสอนให้ชิงเหยาพูดประโยคต่างๆ ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกัน "ฉันคิดถึงเธอ" สามารถพูดได้หลายแบบ พูดด้วยเสียงเศร้าโศกจะทำให้ผู้ชายอยากปลอบใจ พูดด้วยเสียงเย้ายวนจะทำให้เขาตื่นเต้น พูดด้วยเสียงเซ็กซี่จะทำให้เขาคลั่งไคล้
การฝึกฝนที่หนักหน่วงที่สุดคือการรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน การใช้ศาสตร์มุกซ่อนกลีบพร้อมกับการัั การพูด การมอง และการเคลื่อนไหว ทั้งหมดต้องประสานกันอย่างลงตัว เหมือนการแสดงที่ซับซ้อนที่ต้องใช้ทักษะหลายอย่างพร้อมกัน
"จำไว้ว่า เ้าไม่ใช่คนที่ถูก" แม่เฒ่าหงเตือนเสมอ "เ้าคือคนที่ แม้ว่าเ้าจะอยู่ใต้เขา แต่เขาคือคนที่อยู่ใต้อำนาจของเ้า"
ในที่สุด ชิงเหยาก็สามารถควบคุมศาสตร์มุกซ่อนกลีบได้อย่างคล่องแคล่ว นางสามารถสร้างจังหวะรักที่ซับซ้อนและรุนแรงจนแม้แต่บุรุษที่จิตใจแข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมสยบแทบเท้า นางสามารถผสมผสานจังหวะต่างๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็ซิมโฟนีแห่งความสุขที่ไม่มีใครต้านทานได้
การทดสอบครั้งสุดท้ายคือการใช้ศาสตร์นี้กับ "หุ่นฝึก" ที่เป็มนุษย์จริง ชายที่ถูกเลือกมาเป็นักโทษคนนี้เคยเป็นักรบที่แข็งแกร่งและมีจิตใจเข้มแข็ง แต่ภายใต้ศาสตร์ของชิงเหยา เขากลายเป็เหมือนเด็กที่ร้องไห้ขอความเมตตา
แม่เฒ่าหงมองดูความสำเร็จของศิษย์ด้วยแววตาที่พึงพอใจ การเปลี่ยนแปลงของชิงเหยาใน่เวลาที่ผ่านมาช่างน่าทึ่งมาก จากเด็กสาวผู้บอบบางและบอบช้ำ กลายเป็หญิงงามที่มีพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม
"เ้าพร้อมแล้วชิงเหยา" นางกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "ร่างกายของเ้าตอนนี้คืออาวุธที่ร้ายกาจกว่าดาบเล่มใดในใต้หล้า จงจำไว้ว่าความสุขที่เ้ามอบให้คือประตูสู่นรกที่งดงามที่สุดที่พวกมันจะไม่มีวันอยากกลับออกมา"
นางหยุดชั่วครู่ แล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาของชิงเหยา "เมื่อเ้าใช้ศาสตร์นี้กับศัตรู พวกเขาจะกลายเป็ทาสของเ้า พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อได้รับความสุขจากเ้าอีกครั้ง และนั่นคือจุดที่เ้าจะทำลายพวกเขาอย่างสิ้นเชิง"
ชิงเหยาก้มลงกราบอาจารย์ด้วยความเคารพ ร่างกายที่เคยบอบช้ำบัดนี้เต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ แต่ในดวงตาที่งดงามคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความเมตตาใดๆ นางไม่ได้มองว่าการร่วมรักคือการมอบความรัก หากแต่เป็การร่ายมนตร์ดำเพื่อจองจำิญญาของศัตรูให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของนาง
"ข้าจะไม่ผิดหวังในความคาดหวังของท่าน" ชิงเหยาพูดด้วยเสียงที่เ็าและมั่นคง "ข้าจะใช้ทุกสิ่งที่ท่านสอนให้ เพื่อทำลายศัตรูของเราให้ราบคาบ"
บทเรียนราคะนี้ได้เปลี่ยนเด็กสาวผู้บอบบางให้กลายเป็นางจิ้งจอกพันปีที่พร้อมจะออกล่าเหยื่อ ศาสตร์มุกซ่อนกลีบไม่ได้เป็เพียงเทคนิคทางกาย แต่มันคือศิลปะแห่งการควบคุมจิตใจและการทำลายล้างที่ซับซ้อนที่สุด
ในคืนที่เงียบสงัด ชิงเหยานั่งสมาธิในห้องของตนเอง นางรู้สึกถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย พลังที่จะทำให้นางสามารถทวงคืนความแค้นที่สั่งสมมานานหลายปี นางจินตนาการถึงวันที่จะได้ใช้ศาสตร์นี้กับสามอสูรแห่งราชสำนัก ลิงจื่อหาน หวังเจียิ และเฉินิซาน
นางจะทำให้พวกเขาหลงใหลในเสน่ห์ของนาง จนลืมตัวตนและหน้าที่ นางจะทำให้พวกเขาเสพติดความสุขที่นางมอบให้ จนพวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อได้รับมันอีกครั้ง และเมื่อพวกเขาอ่อนแอที่สุด นางจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง และทำลายพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
ความคิดเหล่านี้ทำให้รอยยิ้มเ็าผุดขึ้นที่มุมปากของนาง มันเป็รอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นหรือความเมตตา แต่เต็มไปด้วยความแค้นและความมุ่งมั่นที่จะทำลายล้าง
และทวงคืนความแค้นที่สั่งสมมานานหลายปีด้วยร่างกายที่เป็ดั่งกรงขังราคะที่ไร้ทางออกนี้เอง ศาสตร์มุกซ่อนกลีบจะกลายเป็กุญแจสำคัญในแผนการล้างแค้นของนาง และนางพร้อมแล้วที่จะใช้มันอย่างไร้ความปรานี