ไอหมอกสีเทาขมุกขมัวลอยอ้อยอิ่ง ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณราวกับผ้าคลุมผืนใหญ่ บดบังทัศนียภาพจนเหลือเพียงเงารางๆ กลิ่นอายเย็นเยียบะเืแทรกซึมผ่านเสื้อผ้า เข้าไปกัดกินถึงกระดูกสันหลัง มันไม่ใช่เพียงความหนาวเย็นของอากาศ หากแต่เป็ ไอสังหาร อันแหลมคมที่แผ่ซ่าน กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ท่ามกลางความสลัวรางนั้น ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏขึ้น เนื้อตัวของเขาอาบชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงสด เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นาแฉกรรจ์หลายแห่ง เขากำลังพยายาม คลาน ไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเ็ปและสิ้นหวัง ปลายทางของเขาคือร่างของชายหญิงสูงวัยคู่หนึ่ง ซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น สภาพไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก
"เสด็จพ่อ... เสด็จแม่..." เสียงของชายหนุ่มแหบพร่า เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเวทนา
"ไท่เซวียน..." เสียงแห้งเหือดของผู้เป็บิดาดังขึ้นแ่เบา ดวงตาฝ้าฟางพยายามมองบุตรชาย "...เ้า...หนีไป..."
"ไม่! ลูกไม่ไป! ลูกจะอยู่กับท่าน!" ไท่เซวียนปฏิเสธทั้งน้ำตา เขาพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทาไปัับิดามารดา หวังเพียงอ้อมกอดสุดท้าย แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะได้ัั...
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง มันเป็เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอ แต่กลับหนักแน่นและ กดดัน ราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนจิตใจของผู้ที่ได้ยิน ไท่เซวียนตัวแข็งทื่อ ความกลัวอันเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจ
"โอ้... ยังมีมดปลวกเหลือรอดอยู่อีกหรือนี่?" เสียงหวานใสดุจระฆังแก้วดังขึ้น แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเ็าและดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง "กลัวงั้นรึ? ...ช่างน่าสมเพช... ทรมานหรือไม่?"
ไท่เซวียนแข็งใจหันกลับไปมองช้าๆ ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ
สตรีงดงามผู้หนึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เส้นผมสีทองสุกปลั่งราวกับทองคำบริสุทธิ์ ดวงตาคู่โตของนางเป็สีทองเรืองรองลึกล้ำ นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง ในมือถือดาบสีเงินเล่มงามที่อาบย้อมไปด้วยเืสดๆ ราวกับเพิ่งผ่านการสังหารมาหมาดๆ นางกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวสง่างามราวกับเทพธิดา แต่บรรยากาศรอบตัวนางกลับเต็มไปด้วยไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัว... ราวกับมารปีศาจในคราบนักบุญ
"นางฟ้า...หรือปีศาจ..." ไท่เซวียนพึมพำ เขาตกตะลึงกับภาพลักษณ์อันขัดแย้งตรงหน้า สตรีผู้นี้งดงามราวกับเทพธิดาจำแลงอย่างที่เขาเคยจินตนาการถึง แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากนั้นกลับเ็าและแฝงความอำมหิต เสียงหัวเราะ "หึ" ในลำคอของนางยิ่งฟังดูน่าขนลุกราวกับมาจากขุมนรกที่ลึกที่สุด
"จะ...เ้า...เป็ใครกัน?" ไท่เซวียนเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ ความกลัวกัดกินหัวใจจนแทบไม่เหลือความกล้า
สตรีผมทองผู้นั้นไม่ได้ตอบ นางเพียงแค่เหลือบมองเขาด้วยหางตาราวกับมองเศษธุลี ก่อนจะหันไปสนใจร่างของบิดามารดาของเขาที่นอนหายใจรวยรินอยู่ นางก้าวเข้าไปใกล้ แล้วยกดาบในมือขึ้นสูง...
"ไม่!!!!!" ไท่เซวียนอยากจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง อยากจะพุ่งเข้าไปขวาง แต่ร่างกายกลับชาวาบราวกับถูกแช่แข็ง ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองภาพอันโหดร้ายนั้น
ฉึก! ฉึก!
ดาบสีเงินแทงทะลุร่างของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเขาอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี เสียงสุดท้ายขาดหายไปพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไท่เซวียนมองภาพนั้นด้วยใจที่แตกสลาย สติของเขาแทบจะหลุดลอยไปกับความช็อกสุดขีด
แล้วนางก็หันกลับมา... ใบหน้าอันงดงามที่แสนอำมหิตนั้นก้มลงมองเขา ดวงตาสีทองคู่นั้นไร้ซึ่งแววปรานี นางย่อตัวลงช้าๆ ยกดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เปื้อนเืขึ้น... แล้วค่อยๆ แทงมันลงมาที่หน้าอกของเขาอย่างบรรจง ราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะ
"อ๊ากกกก!!!!!" ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไท่เซวียนกรีดร้องออกมาอย่างทุรนทุราย เืทะลักออกจากาแ
"โอ๋..." เสียงหวานใสดังขึ้นข้างหู ขณะที่ดาบกำลังกดลึกลงมาเรื่อยๆ
"...น่าสงสาร..." นางกระซิบแ่เบา "...ข้าคือ...ณิ...า..." เสียงสุดท้ายขาดห้วงและเลือนราง
ดาบถูกกดลงมาจนจมหายเข้าไปทั้งเล่ม!
"ว๊ากกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
เสียงกรีดร้องสุดเสียงดังลั่น ปลุกร่างขององค์ชายไท่เซวียนให้สะดุ้งพรวดขึ้นมาจากเตียงนอน!
เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วร่าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เขารีบยกมือกุมหน้าอก ััได้ถึงความว่างเปล่า...ไม่มีาแ...ไม่มีดาบ... มีเพียงไออุ่นจากร่างกายและความเหนียวเหนอะของเหงื่อเท่านั้น
"องค์ชาย!" เสียงใดังขึ้นพร้อมกันจากข้างเตียง
ไท่เซวียนหันขวับไปมอง พบกับสหายคนสนิทสองสามคน และ หญิงสาวในชุดกิโมโน กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตื่นใและเป็ห่วง
องค์ชายไท่เซวียนยังคงหอบหายใจหนักหน่วง ภาพความโหดร้ายในความฝันยังคงติดตา... ใบหน้าอันงดงาม... ดวงตาสีทอง... ดาบเปื้อนเื... และรอยยิ้มอันเย็นเยียบนั้น... มันช่างสมจริงเหลือเกิน เขายังเอามือกุมหน้าอก ที่เหมือนมันยังคงเจ็บอยู่
"องค์ชาย... พระองค์... ทรงเป็อะไรไปพ่ะย่ะค่ะ? ฝันร้ายหรือ?" หญิงสาวในชุดกิโมโน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงความกังวล
องค์ชายไท่เซวียนปาดเหงื่อบนหน้าผาก พยายามระงับอาการสั่น
"ไม่มีอะไร...แค่ฝันร้ายนิดหน่อย" เขาตอบเสียงพร่า พยายามปั้นหน้าให้เป็ปกติ แต่แววตายังคงฉายความตื่นตระหนกอยู่ลึกๆ
"โถ่ องค์ชาย!" สหายชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล หัวเราะออกมาเบาๆ
"ฝันร้ายหรือว่าฝันถึงเื่เมื่อคืนกันแน่พ่ะย่ะค่ะ? สงสัยจะ 'หนัก' ไปหน่อยล่ะสิ ถึงเก็บไปฝัน!" เขาขยิบตาอย่างรู้กัน
"หรือว่าเมาค้างจากเหล้าชั้นดีที่เราเพิ่งดื่มกันไป?" สหายอีกคนเสริมอย่างคะนองปาก
หญิงสาวอีกสองนางที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับเข้ามาใกล้ไท่เซวียนอย่างเอาใจ
"ให้พวกหม่อมฉันช่วยปลอบพระขวัญนะเพคะองค์ชาย" นางหนึ่งพูดเสียงออดอ้อน พลางทำท่าจะเอนกายเข้าซบ
"บางที การผ่อนคลายด้วยร่างกาย อาจจะช่วยให้ลืมฝันร้ายได้นะเพคะ..." อีกนางเสริมด้วยสายตาเชื้อเชิญ
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!" สหายคนแรกกล่าวต่อ
"อย่าไปใส่ใจฝันร้ายเลย ไปหาความสำราญกันต่อดีกว่า พวกเราไปต่อกันที่หอคณิกาทองคำที่เพิ่งเปิดใหม่ดีหรือไม่?"
แต่ไท่เซวียนกลับส่ายหน้าช้าๆ ความรู้สึกผวาจากฝันร้ายยังคงติดอยู่ในใจ เขาไม่มีอารมณ์จะเสพสุขหรือดื่มกินอะไรอีกต่อไปแล้วในตอนนี้
"พอแล้วสำหรับวันนี้" เขาเอ่ยเสียงเรียบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"ข้าจะกลับวัง พวกเ้าจะทำอะไรต่อก็เชิญ" เขาโยนถุงเงินหนักๆ ลงบนโต๊ะเป็ค่าใช้จ่าย
"ไม่ต้องตามมา"
พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องพักไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ทิ้งให้สหายและหญิงสาวเ่าั้มองตามด้วยสีหน้าหลากหลาย
ทันทีที่ร่างขององค์ชายไท่เซวียนลับหายไปจากสายตา บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มเอาใจและท่าทีเป็ห่วงเมื่อครู่มลายหายไป กลายเป็แววตาดูถูกและน้ำเสียงถากถาง
"เหอะ! ทำเป็สำออยไปได้ แค่ฝันร้าย" สหายคนแรกแค่นเสียง
"ข้าว่าทรงไม่ได้ฝันร้ายหรอก แต่เป็ฝีมือพวกเราเมื่อคืนต่างหาก ทำให้องค์ชายทรง 'ฝันดี' จนสะดุ้งตื่น!" หญิงสาวนางหนึ่งหัวเราะคิกคักอย่างไม่อายปาก
"น่ารำคาญชะมัด อารมณ์เสียง่ายจริง" สหายอีกคนบ่น
"ดีแต่ใช้เงิน กับทำตัวเป็ภาระให้พวกเราต้องมาคอยเอาใจ"
"ก็นะ... ถ้าไม่ใช่เพราะเป็ถึง 'องค์ชาย' ใครจะอยากมาเสวนากับคนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้" หญิงสาวในชุดกิโมโนที่ตอนแรกดูเป็ห่วงที่สุด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ
"หวังว่าค่าตอบแทนวันนี้จะคุ้มค่าเหนื่อยหน่อยก็แล้วกัน" นางหยิบถุงเงินที่ไท่เซวียนโยนไว้ขึ้นมาพิจารณา
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำพูดนินทาดูแคลนดังขึ้นระงม บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันจอมปลอมที่เคลือบแฝงอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความภักดีและมิตรภาพจอมปลอม