บทที่ 87 เต็มไปด้วยความคิดแย่ๆ
คำตอบนั้นเกินกว่าที่เล่อเวยคาดหวังเอาไว้ “นายช่วยไม่ได้งั้นเหรอ”
แล้วจะเรียกเธอเข้ามา ปิดหน้าต่างประตู ทำเหมือนกลัวว่าใครจะได้ยินไปทำไม
“ฉันไม่มีวิธีการแก้ปัญหาแบบถาวร” เล่อตงปรับถ้อยคำของเขา “แต่ถ้าเป็นวิธีป้องกันพวกสกุลเติ้งแบบชั่วคราว ฉันมีหลายวิธี”
“บอกตามตรง ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาทั้งหมดของพี่ต่งได้เหมือนกัน” เล่อเวยถอนหายใจ “ลองบอกของนายมา ฉันจะฟัง”
“ถ้ามีเลือดของเติ้งหยาง ฉันสามารถวาดเขตหมอกได้ ตราบใดที่คนคนนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด พวกเขาจะติดอยู่ในวงกต และไม่สามารถหาบ้านของเราเจอ”
เล่อเวยเลิกคิ้ว “แล้วพี่ต่งกับเติ้งหยางเองล่ะ”
“เอ่อ” เล่อตงเกาท้ายทอย “ถ้าพวกเขาออกจากบ้านแล้ว จะกลับเข้ามาอีกไม่ได้ ยกเว้นจะทำลายเขตหมอกทิ้ง”
เล่อเวยขำเขา “นายคิดว่ามันใช้ได้เหรอ”
“ฉันแค่บอก เธอก็แค่ฟังไง”
“มีอย่างอื่นอีกไหม”
“เราสามารถวาดเส้นเตือนไว้ที่ประตูทางเข้าลานบ้านได้ ถ้ามีคนเข้ามา เธอกับฉันจะรู้ทันที”
เล่อเวยส่ายหน้าอีกครั้ง ถ้ารู้แล้วยังไงต่อ สองพี่น้องออกไปขายซาลาเปากันแต่เช้า แล้วถ้าเริ่มขายเสื้อผ้าในอนาคต ก็ต้องขายช่วงกลางคืน พวกเขาสองคนไม่ได้อยู่บ้านเกือบทั้งวัน ไม่ต้องพูดถึงว่าสัญญาณเตือนจะดังทุกครั้งเวลาที่มีเพื่อนบ้านมาหา มันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะกลับมาดูทุกครั้ง
“มีอีกไหม”
“มีแค่สองอย่างนี้เท่านั้นที่ถูกกฎหมาย นอกนั้นผิดกฎหมายหมด”
“งั้นไม่ต้องพูด เก็บไว้ในใจละกัน” เล่อเวยยิ้มเจื่อนๆ “นอกจากนิ้วทองคำแล้ว นายมีความเห็นอย่างอื่นไหม”
ไม่ว่าเล่อตงจะเป็นเฉินหย่งหมิงหรือไม่ก็ตาม เขาเป็นนักเดินทางข้ามมิติเวลา เป็นใครบางคนที่เคยใช้ชีวิตมาก่อน ดังคำกล่าวที่ว่าช่างรองเท้าอัปลักษณ์สามคน เหนือกว่าขงเบ้ง[1] นี่สองพี่น้องรวมกัน เท่ากับสี่คนเชียวนะ!
เล่อตงก้าวเดินไปมาในห้อง เล่อเวยเองก็ไม่ได้รีบร้อน เธอแค่รินน้ำให้ตัวเองกับน้องชาย ในขณะที่ดื่ม ก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาไปด้วย
เล่อเวยคิดว่าตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดก็คือการซ่อนตัว!
ยิ่งซ่อนตัวได้ไกลเท่าไร สกุลเติ้งยิ่งหาไม่พบ!
“ฉันคิดอะไรบางอย่างได้” เล่อตงค่อยๆ บอก “แต่กลัวว่าจะเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดี”
“บอกมาก่อน”
“ที่สกุลเติ้งหมกมุ่นกับตัวเติ้งหยางมาก ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากจะได้หลานชายหรอกเหรอ แล้วถ้าเติ้งหยางไม่ใช่หลานชายของสกุลเติ้งล่ะ”
“นายหมายถึง...” เล่อเวยคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เข้าใจ “จะให้พี่ต่งบอกว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเติ้งซานเป่างั้นเหรอ วิธีของนายไม่ใช่แค่ดีไม่ดีแล้ว มันดูจะต่ำช้าไปหน่อย!”
ถ้าเป็นอีกสิบปีข้างหน้าในเมืองใหญ่ วิธีการนี้ก็พอจะใช้ได้ เพราะในเมืองใหญ่ ไม่มีใครสนใจเรื่องแบบนี้นัก ผู้คนไม่สนใจเรื่องของกันและกัน ในเมื่อต่งเซียงไม่มีงานประจำ ก็ไม่ต้องกังวลถึงชื่อเสียงขององค์กร เธอสามารถใช้วิธีนี้แก้ปัญหาของสกุลเติ้งได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ตอนนี้มันต่างกัน นี่คือยุค 80 และครอบครัวของต่งเซียงมาจากในหมู่บ้าน!
ทันทีที่เรื่องพวกนี้แพร่กระจายออกไป มันจะกลายเป็นตราบาปติดตัวต่งเซียงไปตลอดชีวิต!
ให้ต่งเซียงทำแบบนั้น เธอจะยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า
เล่อตงยิ้มแห้งๆ “ฉันรู้ว่าที่ฉันพูดมามันไม่ได้เรื่อง แต่จะให้ฉันทำยังไง หรือจะให้แกล้งปลอมศพเติ้งหยาง ไปบอกว่าเด็กตายแล้ว ให้พวกสกุลเติ้งยอมแพ้ไปเองเหรอ”
...น้องชายคนนี้ ชาติที่แล้วนายเคยมีประสบการณ์อะไรกับเขาบ้างไหม เล่อเวยอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดหน้า “ลืมมันไปเถอะ แกล้งทำเป็นว่าฉันไม่เคยถามนายก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวสิ ฉันยังมีอีกวิธี รับรองได้ผลแน่!”
บทที่ 88 การให้ค่าเด็กผู้ชายมากกว่า นั่นคือโศกนาฏกรรม
เล่อเวยจะพูดอะไรได้อีก เธอทำได้เพียงยิ้มเจื่อนและปล่อยให้เล่อตงพูดอะไรก็ตามที่เขาอยากจะพูด ถึงยังไง ในห้องนี้ก็มีแค่พวกเขาสองพี่น้อง และน่าจะยังอ่านหนังสือไม่ได้ไปอีกพักใหญ่ ตำรวจพวกนั้นยังอยู่กันเต็มลานบ้าน ออกไปก็มีแต่จะถูกสายตาหลายคู่จับจ้อง
แม้ว่าเล่อเวยพยายามมองโลกในแง่ดีอย่างมีสติ แต่ใจของเธอก็ยังปล่อยวางแบ่งสมาธิไปที่หนังสือไม่ได้ ในเมื่อยังมีแรงกดดันจากปัญหาของต่งเซียงอยู่ อย่างน้อยๆ หลังจากเรื่องนี้คลี่คลาย เธอถึงจะพอวางภาระลงได้บ้าง
“เรากลัวเรื่องอะไรมากที่สุดตอนนี้ กลัวว่าพวกสกุลเติ้งจะทำตัวไม่มีเหตุผล แล้วมาชิงตัวเด็กไปใช่ไหม”
“ประมาณนั้น” เล่อเวยพยักหน้า “ฉันถึงคิดว่าซ่อนตัวตอนที่เราทำได้ เป็นทางออกที่ดีและไร้ปัญหาที่สุด”
“แต่หลังจากตำรวจอ้วนคนนั้นเข้ามา เราก็รู้ว่าแค่ซ่อนตัวยังไม่พอ อาจจะมีคนเจอพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้ และชีวิตมั่นคงที่สร้างกันมาจนถึงตอนนี้อาจจะพังทลายโดยไม่รู้ตัว”
เล่อเวยพยักหน้าเบาๆ “ฉันรู้ว่าชีวิตอาจจะเป็นแบบนี้ แต่ชาติก่อนพี่ต่งดีกับฉันมาก ถ้าฉันสามารถช่วยเรื่องเติ้งหยางได้ ฉันก็อยากจะทำให้ได้ให้มากที่สุด”
เล่อตงกล่าวว่า “ฉันคิดว่าคนเดียวที่อยากได้ตัวเติ้งหยางมากที่สุด คงมีแค่ยายเฒ่าเติ้งเท่านั้น เพราะเติ้งหยางเป็นผู้ชายคนเดียวในตระกูลของรุ่นถัดไป นอกจากยายเฒ่าแล้ว ญาติคนอื่นๆ ไม่น่าจะสนใจเขาเพราะไม่ใช่ลูกของตัวเอง ถ้าฉันเป็นสะใภ้หรือน้องสาวบ้านนั้น การไม่มีเติ้งหยางอยู่ที่นั่นอาจจะดีกว่า อีกอย่างตอนนี้เติ้งซานเป่าถูกควบคุมตัวอยู่ หลังปล่อยตัว เขาคงใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนั้นไม่ได้ง่ายๆ มีความเป็นไปได้มากที่เขาจะต้องออกไปทำงานด้วยตัวเอง แล้วใครจะดูแลเติ้งหยาง ยายเฒ่าดูแลเองได้เหรอ แน่นอนว่าญาติผู้หญิงเหล่านั้นต้องเป็นคนดูแลทั้งหลานและหญิงชราพร้อมกัน”
“นายพูดถูก” เล่อเวยเข้าใจในเรื่องนั้นเช่นกัน “ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านไม่ใช่น้อยๆ ใครจะไปอยากเลี้ยงลูกของเติ้งซานเป่า เสียทั้งเงิน เสียทั้งแรงกาย แล้วนิสัยอย่างยายเฒ่าเติ้ง ไม่มีทางจดจำหรือซาบซึ้งกับน้ำใจของลูกสาวลูกสะใภ้อยู่แล้ว ใจยายเฒ่าคงคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่ต้องทำ ถ้าหากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา คงได้ด่ากระเจิง แบบนี้ใครจะไปอยากเลี้ยงให้”
“คนมันเห็นแก่ตัว เธอคงได้ยินที่ตำรวจอ้วนคนนั้นพูด เป็นยายเฒ่าเติ้งกับเติ้งเอ้อเป่าที่ไปโรงพัก เติ้งเอ้อเป่าคงแค่ตามยายเฒ่าไปเท่านั้น เต็มใจไหมไม่รู้”
“ครั้งสุดท้ายที่ไปบ้านสกุลเติ้ง พวกผู้ชายกับผู้หญิงที่ฉันเห็นอายุยังไม่มาก ตอนนั้นพี่ต่งบอกว่าทั้งหมดเป็นญาติสกุลเติ้ง” เล่อเวยพยักหน้ารัวเร็ว “ครอบครัวที่มีผู้ชายอาจคิดว่า พวกเขาก็สามารถให้กำเนิดหลานชายได้เหมือนกัน ถึงตอนนั้นถ้ามีหลานแบบเติ้งหยางเพิ่มมาอีกคน มรดกก็ต้องถูกแบ่งออก”
“ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งภายในสกุลเติ้ง ทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหาของตัวเอง หญิงชราอย่างยายเฒ่าถ้าถูกทิ้งไว้ตามลำพัง จะก่อปัญหาอะไรได้ ตราบใดที่ลูกชายบ้านนั้นไม่เต็มใจช่วยเหลือหรือออกเงินให้ ยายเฒ่าคงไม่สามารถตามหาต่งเซียงกับเติ้งหยางได้แน่ๆ นอกจากนี้ หากยายเฒ่ามาหาถึงหน้าบ้านคนเดียว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้ยายเฒ่าจากไปได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว”
เล่อเวยกับเล่อตงไม่ได้คาดเดาเรื่องนี้กันอย่างไร้เหตุผล แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านส่วนใหญ่ ทั้งสองเกิดมาในครอบครัวที่เห็นลูกชายดีกว่าลูกสาว ย่าที่รักและเทิดทูนหลานชายอย่างยายเฒ่าเล่อหรือยายเฒ่าเติ้งนั้น เธอรู้จักดีกว่าใคร
ไม่ต้องพูดถึงใครอื่น อย่างเล่อฟางผิง ในฐานะลูกชายคนเดียวของสกุลเล่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสกุลเล่อโชคดีหรือเพราะเขาได้รับอิทธิพลดีๆ จากเพื่อนบ้านพี่น้องตระกูลเฉียวที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เล่อฟางผิงถึงได้ไม่มีนิสัยน่ารังเกียจ เขาซื่อสัตย์ อ่อนโยน และพร้อมที่จะปกป้องภรรยากับน้องสาว ถึงกระนั้น เล่อฟางฟางก็ยังคงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในบ้านสกุลเล่อ หลังแต่งงานเธอจึงออกจากหมู่บ้านเฟิงเล่อทันที และติดต่อพี่ชายผ่านพี่สะใภ้เท่านั้น เธอมักจะใช้ข้ออ้างในการไปเยี่ยมญาติฝ่ายสามีเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะกลับมาเยี่ยมแม่ที่หมู่บ้านในช่วงวันหยุด
[1] ช่างรองเท้าอัปลักษณ์สามคน เหนือกว่าขงเบ้ง เปรียบเทียบว่า ถึงแม้จะเป็นคนโง่เขลา หากสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ เปิดกว้างรับความคิดเห็นของกันและกัน ก็จะสามารถคิดหาวิธีดีๆ ออกได้ เช่นเดียวกับผู้มีปัญญาอย่างขงเบ้ง หรือการร่วมแรงร่วมใจกันนั้นเหนือกว่าการลงมือทำคนเดียว เหมือนกับสำนวนหลายหัวดีกว่าหัวเดียว