1สัปดาห์ต่อมา
ผมเดินเอื่อยๆผ่านลานน้ำพุที่ผมมานั่งเล่นเมื่ออาทิตย์ก่อนเพื่อตรงไปยังหอสมุดลิเทียร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงอันคับคั่งมือขวาก็เล่นบัตรสีขาวที่ได้รับมาเมื่อสัปดาห์ก่อน พลางนึกย้อนกลับไปยังวันแรกที่ผมได้กลับไปยังบ้านที่ไม่ได้กลับมาถึงสี่ปีเต็มๆ
“กลับมาแล้วครับ!”
“กลับมาแล้วหรอเ้าบ้า!!!!”ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามากำปั้นจากคุณหนูประจำบ้านก็พุ่งตรงเข้าหาศีรษะของผมอย่างไม่ออมแรง
โป๊ก!
“โอ๊ย!พี่อเล็กซ่าทำไมต้องเขกหัวผมด้วยละครับเนี่ย...” ผมถามอีกฝ่ายที่กำลังยืนกำหมัดกัดฟันอย่างหงุดหงิด พลางลูบจุดที่ถูกเขกอูยยยย...ไหงไม่ได้เจอกันตั้งสี่ปีคำทักทายแรกจากพี่อเล็กซ่าดันเป็การเขกกะโหลกได้ละเนี่ย...
“สมควรแล้วไหมละ!!เล่นหายหน้าหายตาไปตั้งสี่ปีแบบนี้น่ะ! รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็ห่วงมากขนาดไหน!ฮึก!” ร่างบางตรงหน้าผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนที่จะปาดน้ำตาที่เริ่มจะเอ่อล้นออกมา
“อเล็กซ่าจ๊ะเป็เลดี้ อย่าร้องไห้ให้ใครเห็นง่ายๆสิจ๊ะ” ท่านแม่ใหญ่เดินเข้ามายื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับพี่อเล็กซ่าเพื่อเช็ดน้ำตาก่อนจะหันมาจ้องผมด้วยแววตาวาวโรจน์ ฉิบหายแล้วไหมละ...ผมเอ่ยกับตัวเองในใจพลางฉีกยิ้มแห้งๆให้กับความซวยที่กำลังจะมาเยือน
“ส่วนเด็กดื้อที่ไม่ยอมกลับมาบ้านตั้งสี่ปีนี่...”
“โอ๊ยๆๆๆๆๆๆๆ!!”
“คงจะต้องทำโทษกันหน่อยล่ะนะจ๊ะ”ท่านแม่ใหญ่พูดด้วยรอยยิ้ม แล้วบิดหูผมอย่างสุดแรงไหงยิ้มแล้วท่านแม่ใหญ่ต้องปล่อยแรงกดดันออกมาขนาดนี้ด้วยละครับ! หูผมจะหลุดแล้ว! อ๊ากกกกกกกกก!!!!!!! ใครก็ได้ช่วยที!!! ผมคิดเช่นนั้นพลางส่งสายตาขอร้องไปให้กับท่านพ่อและพี่อเล็กเซียที่ยืนเมินเหตุการณ์ตรงหน้า
“ไม่ต้องมาขอให้พี่ช่วยเลยนาธาน...เล่นทำแบบนี้...ไม่โดนท่านแม่ใหญ่จับเทศนาทำโทษก็ดีแล้วไม่ใช่เรอะ...”ฝ่ายพี่อเล็กเซียขยับปากพูดโดยไม่ใช้เสียงพลางส่ายหน้าพร้อมโบกมือปฏิเสธเป็ระวิงโดยไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย เฮ้ยยยย! พี่ชายยย! พี่ชายจะไม่ช่วยน้องแบบนี้ไม่ได้นะเฮ้ยยยย! เมื่อเห็นว่าพี่อเล็กเซียไม่ยอมช่วยแน่นอนผมจึงเบนเป้าไปยังท่านพ่อต่อ
“เอาล่ะๆที่รัก ปล่อยหูนาธานเถอะ มันกลับมาก็ดีแล้วไม่ใช่รึ” ท่านพ่อที่ทนสายตาขอร้องของผมไม่ไหวก็กล่าวกับท่านแม่ใหญ่ด้วยน้ำเสียงเนือยๆฝ่ายท่านแม่ใหญ่เองก็ยอมปล่อย พร้อมกับหันไปมองท่านพ่อแล้วปล่อยแรงกดดันใส่แทนผมอูยยยย...ขอบคุณมากครับท่านพ่อ...
ผมที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดก็เดินตรงไปนั่งยังโซฟาที่อยู่ถัดมาใกล้ๆริมหน้าต่างเตรียมรับมือกับคำภามประดังประเดที่กำลังจะถูกสาดซัดเข้ามาใส่
“เอาละ...ไอลูกรักจะบอกพ่อได้หรือยังว่าสี่ปีมานี้ทำไมถึงหายหัวไม่ยอมกลับบ้านละฮะ?” ท่านพ่อที่แสร้งเมินอาการร้อนๆหนาวๆจากการที่ถูกท่านแม่ใหญ่ปล่อยรังสีทมึนใส่ก็ประสานมือท้าวคางถามผมด้วยสายตาจริงจัง
“มันเพลินไปหน่อยน่ะครับท่านพ่อ...แฮะๆ...”ผมแสร้งหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อนเหตุผลที่แท้จริง ขืนบอกว่าหนีเื่หมั้นละก็...ได้โดนท่านแม่ใหญ่กับพี่อเล็กซ่าเล่นซะยับแน่...แถมดูท่าว่าถ้าเกิดเป็อย่างนั้นจริงรอบนี้ท่านพ่อกับพี่อเล็กเซียช่วยผมไม่ได้แน่นอน...
“อ้อ...เพลินไปหน่อยสินะนาธาน...”ท่านพี่อเล็กซ่ากัดฟันเอ่ยอย่างหงุดหงิด พร้อมกับเริ่มทำการหักนิ้ว ผิดกับอีกสามคนที่ถอนหายใจออกมาเหมือนกับเดาเอาไว้อยู่แล้ว
“แล้วการเดินทางเที่ยวตลอดสี่ปีของแกมีอะไรมาเล่าให้พวกพี่กับท่านแม่ใหญ่แล้วก็ท่านพ่อฟังบ้างละห๊ะเ้าตัวดี?”ด้านพี่อเล็กเซียที่ปลงตกกับผมไปเรียบร้อยแล้วก็ถามผมถึงการผจญภัยตลอดสี่ปีเต็มที่ผมไปเจอมา นั่นทำให้ผมคลี่ยิ้มอย่างเต็มใจแล้วขยับท่าทางการนั่งเพื่อเตรียมเล่าถึงประสบการณ์ตลอดการเดินทางที่ผมได้ไปเจอมา
ในปีแรกของการออกเดินทางขบวนการค้าที่หนึ่งของตระกูลเมลฟอร์ดที่ผมติดสอยห้อยตามไปด้วยมุ่งลงใต้ไปยังอาณาจักรเมืองท่าโดรัน ตลอดการเดินทางกว่าหนึ่งเดือนนั้นไร้ซึ่งปัญหาใดๆจึงทำให้การเดินทางรอบนั้นผมถือว่าเป็การเดินทางที่สบายที่สุดสำหรับผมเลยทีเดียว
สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อไปถึงโดรันคือแยกตัวกับขบวนการค้าของตระกูลแล้วตรงไปยังตลาดสัตว์น้ำที่อยู่ติดกับท่าเรือใหญ่ของอาณาจักรด้วยความช่วยเหลือจากเส้นสายของคุณทิงทำให้ผมได้รู้จักกับเหล่าชาวประมงมากมายที่ท่าเรือแห่งนั้น
พวกเขาคอยสอนเื่ปลาชนิดต่างๆที่สามารถหาได้จากอาณาจักรแห่งนี้และอาณาจักรข้างเคียงอื่นๆที่พวกเขาพอจะรู้หน้าใดบ้างที่จับปลาชนิดนั้นๆได้ รวมถึงการดูคลื่นลมและการปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ในทะเล
ใช้เวลาอยู่เกือบสองสามอาทิตย์ในการเรียนรู้พื้นฐานพวกนั้นกว่าที่ผมจะได้ขึ้นเรือติดตามชาวประมงเ่าั้ออกเรือมุ่งหาปลากลางทะเลถึงแม้มันจะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดก็ตามแต่มันก็เป็ประสบการณ์ที่หาได้ยากทั้งในโลกก่อนและโลกนี้ร่วมเดือนกว่าที่พวกเราจะได้กลับขึ้นฝั่ง
วินาทีแรกที่ผมจำได้คือผมแทบจะลงไปจูบพื้นดินด้วยความคิดถึงจนเหล่าชาวประมงที่พาผมออกไปล่าปลาพากันหัวเราะ และล้อเลียนผมอยู่นานเมื่อกลับขึ้นฝั่งชาวประมงเ่าั้ก็เริ่มสอนผมเกี่ยวกับการค้าขายในพื้นที่แถบนั้นรวมถึงอาหารพื้นเมืองต่างๆ การถนอมอาหารทะเลเ่าั้สลับกับการพาผมไปออกล่าปลาตลอดหนึ่งปีเต็มจนคุณทิงมารับผมเพื่อไปยังอาณาจักรอื่นต่อ
ในปีที่สองคุณทิงและขบวนการค้าที่หนึ่งได้มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของอาณาจักรเวสเทล่าสู่อาณาจักรแห่งป่าเขา ซามอร์ ที่นั่นคุณทิงได้เอาผมไปฝากไว้กับกลุ่มนักล่าที่มากฝีมือ หากสินค้าหลักของโดรันคือคืออาหารทะเลแล้วละก็ที่ซามอร์นั้นจะเป็จำพวกของป่าและหนังสัตว์คุณภาพดี รวมถึงงานแกะสลักอันแสนวิจิตร
เป็เวลากว่าครึ่งปีที่ผมติดตามพวกนักล่าเข้าป่าไปล่าสัตว์และของป่าจำนวนมากพวกเขาเริ่มต้นทดสอบเื่การล่าผมด้วยการให้ลองประสบการณ์จริงเลยด้วยความรู้ด้านการยิงธนูที่มีเพียงแค่งูๆปลาๆ ทำเอาตอนนั้นเกือบตายซะแล้วละครับถ้าไม่ได้พวกเขามาช่วยจัดการหมาป่าให้ซะก่อน
ปรับพื้นฐานกันอยู่พักใหญ่จนผมเริ่มใช้ธนูได้คล่องพวกเราจึงได้เริ่มทำการล่ากวางป่าแทนเนื่องจากความสามารถของผมยังไม่สูงพอจะล่าสัตว์ดุร้ายได้เป็ครั้งแรกที่ผมได้ทำการฆ่าและชำแหละสัตว์ป่า เล่นเอาซะพะอืดพะอมไปพอสมควรเลย
ต่อมาพวกเขาก็เริ่มสอนผมในเื่การใช้มีดสั้นแล้วการขว้างมีด รวมถึงอาหารท้องถิ่น สลับกับพาออกไปล่าสัตว์ป่าและหาของป่าตามพื้นที่ต่างๆจนเวลาหมดไปกว่าครึ่งปี เมื่อผมเห็นว่าตัวเองได้เรียนรู้เกี่ยวกับการล่ามากพอแล้วจึงได้เบนเข็มของตัวเองไปยังเื่งานไม้ของชาวซาร์มอต่อ
ไม่น่าเชื่อว่างานของพวกเขานั้นทั้งประณีตและงดงามเกินกว่าจะบรรยายรวมถึงลูกเล่นต่างๆที่พวกเขาใส่เข้าไป มันน่าอัศจรรย์จนผมกล่าวได้ไม่หมดแต่ช่างที่มาสอนผมโหดและไม่ปราณีผู้เรียนอย่างผมเลยแม้แต่น้อยสั่งให้นั่งแกะสลักกันหลังคดหลังแข็งปวดตากันไปข้างกว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ตอนที่คุณทิงมารับกลับเพื่อไปต่อที่อาณาจักรต่อไป
ปีที่สามของการเดินทางครั้งนี้ พวกเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่อาณาจักรที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขาและสายหมอกโซโรน่า รอบนี้เป็การเดินทางไปที่ถือได้ว่าลำบากกันพอสมควร เนื่องจากขบวนการค้าจะต้องข้ามเขาทั้งลูกไปยังโซโร่น่าที่ตั้งอยู่ตรงกลางของเทือกเขา
เมื่อพวกเราไปถึงคุณทิงจึงได้พาผมไปทำความรู้จักกับเหล่าเกษตรกรและคนเลี้ยงสัตว์ที่คุณทิงสนิทสนมมาอย่างยาวนานพวกเขาสอนผมเกี่ยวกับพืชชนิดต่างๆที่พวกเขาปลูกเพื่อเป็ทั้งสินค้าส่งออกและอาหารสำหรับพวกสัตว์ภายในฟาร์มของพวกเขา
ก่อนที่เขาจะสอนวิธีทำสวนตามแบบที่พวกเขาสืบถอดกันมาอย่างยาวนานแล้วพาผมจับจอบเข้าลุยในสวนในฐานะลูกมือ ใช้เวลาครึ่งปีในการที่ผมเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกและดูแลการเก็บผลผลิตเ่าั้ รวมถึงวิธีการแปรรูปพวกมันเพื่อทำการส่งออก
ต่อมาผมก็ได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้ภายในฟาร์มต่อพวกเขาสอนผมั้แ่เื่การดูแลสัตว์ การเช็คสภาพของพวกมัน การเก็บผลผลิตที่ได้มารวมถึงการทำคลอดสัตว์ จนเวลาผ่านไปครบเวลาที่คุณทิงจะมารับผมอย่างรวดเร็ว
ปีที่สี่คือปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผม...อาณาจักรสุดท้ายที่ผมจะตามขบวนการค้าที่หนึ่งไปคืออาบาราน่าอาณาจักรที่ตั้งติดกับทะเลทรายและเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ปัญหาคือ ทางจากเวสเทล่าที่จะไปอาราบาน่าได้นั้นมันจะต้องผ่านทะเลทรายที่ตั้งอยู่ระหว่างสองอาณาจักร
ความเลวร้ายแรกคือการที่เราจะต้องเดินผ่านทะเลทรายตลอดหนึ่งอาทิตย์แล้วผมเป็คนเดียวในขวนการค้าที่ไม่เคยมาทะเลทรายไงตอนแรกก็คิดว่าการเดินฝ่าทะเลทรายว่าแย่แล้ว พอมาถึงกลางทางไอสิ่งที่มันเลวร้ายยิ่งกว่าก็ดันมาพอดี
พายุทรายโหมพัดใส่ขบวนการค้าของเราอย่างไม่ยอมหยุดจนทำให้การเดินทางของเรานั้นล่าช้าไปสองวัน และพอมาถึงอาราบาน่า...นรกที่แท้จริงของผมก็ได้มาถึง
รอบนี้ผมถูกคุณทิงลากไปหาเหล่านักขุดแร่ภายในอาราบาน่า...ใช่ครับใช้คำว่าลากได้เลย ใครมันอยากจะลงไปขุดแร่กันเล่า! เหนื่อยตายชัก!แต่สุดท้ายผมก็ไม่รอดอยู่ดีนั่นละใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนในการศึกษาแร่ต่างๆภายในเหมืองที่สามารถขุดพบได้ก่อนจะต้องลงไปขุดแร่กับพวกเขา
พอขุดจนชำนาญพอสมควรพวกเขาจึงเริ่มสอนวิธีการคัดแยกประเภทและคุณภาพของแร่รวมถึงการนำพวกมันไปแปรรูปเป็สิ่งต่างๆก่อนที่พวกเขาจะโยนผมไปยังคนรู้จักของพวกเขาที่เป็ผู้เชี่ยวชาญเื่การกลั่นเหล้าต่อซึ่งเหล้าเองก็ถือว่าเป็อีกหนึ่งสินค้าส่งออกสำคัญของที่นี่เลยเช่นกันจึงทำให้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผมในปีนั้น แทบไม่ได้ห่างจากโรงกลั่นเหล้าไปเลยจนคุณทิงมารับผมกลับ
“ดูท่าจะเป็สี่ปีที่สนุกน่าดูเลยนี่ไอน้องชาย”พี่อเล็กเซียพูดขึ้นหลังจากที่ผมเล่าจนจบก่อนที่ผมจะเบนสายตาไปมองพี่อเล็กซ่าที่ส่งเสียงเหอะในลำคอ
“สมน้ำหน้า...ดันหนีไปจนการหมั้นถูกยกเลิกเอง”พี่เขาพูดพึมพำเบาๆ เฮ้ยยยย คุณพี่สาว ผมอ่านปากพี่ได้นะเฟ๊ย!ไม่ต้องมาแอบด่ากันเลย!
“ก็ถือว่าเป็ประสบการณ์ที่ดีสำหรับแกนั่นละนาธาน”ท่านพ่อกล่าวพลางยกน้ำชาขึ้นจิบโดยมีเซบาสเตียนยืนอมยิ้มอยู่ด้านข้าง
“แต่ที่รักคะตอนนี้เื่สถานะพลเมืองของนาธานสำคัญกว่านะคะ การที่ทางราชการระบุว่านาธานเสียชีวิตไปแล้วแบบนี้จะเป็การลำบากกับตัวเขานะคะที่รัก” ท่านแม่ใหญ่ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆท่านพ่อกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วงเพราะสาถานะของผมตอนนี้ถือว่าเป็ทั้งคนที่เสียชีวิตไปแล้วและก็เป็คนลักลอบเข้าเมืองด้วยเช่นกันทำให้มีสิทธิที่จะถูกจับไปสอบสวนได้ทุกเมื่อ แต่ว่าก่อนหน้านั้น...
“ท่านพ่อก่อนจะเข้าเื่นั้น...ผมมีอะไรจะถามก่อนน่ะครับ”
“อะไรงั้นรึนาธาน?”
“เมื่อสี่ปีก่อน...ท่านมีความขัดแย้งอะไรกับผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งจักรพรรดิลำดับที่3หรือเปล่าครับ?”ผมถามท่านพ่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด คำถามของผมสร้างความประหลาดใจให้ทั้งท่านพ่อและพี่อเล็กเซียเป็อย่างมาก
“ทำไมเ้าถามอะไรแบบนั้นล่ะ?”ชายวัยกลางคนถามพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไปเป็สงสัยระคนแปลกใจ
“วันนั้น...วันที่เกิดเื่ขึ้นโจรป่าที่มาบุกปล้นรถม้าของผม ผมเห็นตราสัญลักษณ์ของผู้มิสิทธิลำดับที่สามน่ะสิครับ”
ปัง!!
“ว่าอย่างไรนะ!?!?”ท่านพ่อตบโต๊ะถามอย่างใ แหม่...ใจเย็นก่อนสิครับท่านพ่อผมมองปฏิกิริยาของท่านพ่อกับพี่อเล็กเซียที่หันมามองหน้ากันด้วยความใโดยมีเซบาสเตียนที่ตอนนี้แววตาเปลี่ยนไปแล้วมองทั้งสองด้วยแววตาที่เคร่งเครียด เห~ไม่น่าเชื่อว่าเซบาสเตียนเองก็มีส่วนในเื่นี้ด้วยเลยนะเนี่ย...
“มีจริงๆด้วยสินะครับ”ผมเปรยด้วยรอยยิ้มบางๆแล้วหยิบน้ำชาที่เซบาสเตียนยกเข้ามาเสิร์ฟให้เมื่อก่อนหน้านี้ขึ้นจิบก่อนจะวางลงแล้วจ้องหน้าทั้งสองด้วยสายตาจริงจัง
“คริสติน่า...อเล็กซ่า...พวกเ้าทั้งสองออกไปก่อนนะพ่อมีเื่ที่จะต้องคุยกับอเล็กเซียกับเซบาสเตียนเป็การส่วนตัวซะหน่อย” ท่านพ่อหันไปบอกท่านแม่ใหญ่กับท่านพี่อเล็กซ่าก่อนจะหันกลับมาจ้องผมด้วยแววตาจริงจังปนเครียด
“เ้าก็ด้วยนาธาน”
“ก็ได้ครับท่านพ่อ...เช่นนั้นราตรีสวัสดิ์นะครับทุกคน”ผมฉีกยิ้มรับแล้วลุกขึ้นก่อนจะกล่าวราตรีสวัสดิ์ให้แก่ทุกคนในห้องถ้าท่านพ่อไม่ยอมบอกก็ไม่เป็ไร...แต่ก็ถือว่าเื่ที่ผมคิดมันใช่ละน่ะ
“ท่านนาธานขอรับห้องของท่านได้รับการทำความสะอาดเอาไว้แล้วเชิญท่านกลับไปใช้ห้องนั้นได้ตามปกติเลยนะขอรับ” เซบาสเตียนบอกกับผมก่อนที่ผมจะออกจากห้องตามอีกสองคนไปผมกล่าวขอบคุณเขาแล้วจึงเดินออกมา ตรงไปยังห้องของตัวเองที่ไม่ได้ใช้มาสี่ปีเต็ม
การย้อนอดีตสิ้นสุดลงเมื่อผมเดินมาถึงหน้าหอสมุดลิเทียร์ที่เป็เป้าหมายผมเดินตรงไปยังโต๊ะบรรณารักษ์รักษาการประจำวันที่เป็ผู้หญิงคนเดียวกับเมื่ออาทิตย์ก่อนแป๊ะๆ
“ขอโทษนะครับ...”ผมเอ่ยเรียกบรรณารักษ์สาวด้วยรอยยิ้มพลางยื่นบัตรสีขาวที่ได้จากหล่อนเมื่ออาทิตย์ก่อนไปให้อีกฝ่ายเห็น
“หวังว่ารอบนี้ผมจะเข้าพบท่านผู้ดูแลได้แล้วนะครับ...คุณบรรณารักษ์รักษาการประจำวัน”