บทที่ ยี่สิบสี่
ยามย่ำรุ่งในห้องลับที่เงียบสงบลมอรุณกระทบบานหน้าต่างที่ปิดอยู่เกิดเสียงขึ้นบางครั้งคราว ขณะที่บนโต๊ะของกลางห้องไม้แกะสลักประณีตมีแผ่นแผนที่ผืนหนึ่งคลี่กางออกเส้นสายที่วาดอย่างละเอียดด้วยหมึกสีเข้มทาบทับไปบนภาพผืนป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือติดแนวชายแดนของเมืองซุุ่ยหยวน
โม่เหวินหานในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยืนพิงขอบโต๊ะมือเรียวยาวแนบอยู่บนแผนที่ ข้างกายเขาคือหลิวชิงเซียงในชุดขาวนวลเรียบง่ายสีหน้าทอแววครุ่นคิด ดวงตาสะท้อนความสงสัยขณะทอดมองลงบนผืนกระดาษเบื้องหน้า
“เส้นทางนี้..” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงต่ำดวงตาคมมุ่งมั่นจ้องแน่นิ่งที่ปลายนิ้วเขาใช้นิ้วชี้ลากตามเส้นที่ปรากฏบนแผนที่แล้วพลันหยุดนิ่งที่จุดหนึ่ง “มันไม่มีตรงนี้”
เจียงเจียขมวดคิ้วนี่เป็แผนที่ที่ตนนำมาตามคำสั่ง “ไม่เคยมีสิ่งใดหรือนายท่าน? แผนที่นี่เพิ่งได้มาวันก่อนเป็แผนที่ปัจจุบันอย่างแน่นอน”
โม่เหวินหานยิ้มบางๆเขาวางแผนที่ลงแล้วไล้ปลายนิ้วไปที่ขอบถ้วยชาก่อนเอ่ยเบาๆ “เราจำได้” เสียงของเขามั่นคงหนักแน่นหลิวชิงเซียงดวงตากลมโตฉายแววงุนงงหันไปมอง
“ท่าน..หมายความว่าท่านจำรายละเอียดของแผนที่ได้หรือว่าจากแผนที่วันก่อน?”นางเอ่ยถามช้าๆ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงแผนที่เดียวที่ผ่านเข้ามาในไม่กี่วันนี้
ชายหนุ่มทอดมองนางด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมพลางพยักหน้า“ใช่แล้วจากห้องหนังสือในจวนตระกูลเหยียน” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย “แผนที่ของเหยียนเผิงที่ไม่มีแม้ตัวอักษรที่บอกว่าทิศใดคือทิศเหนือ”
คำกล่าวของเขาทำให้หลิวชิงเซียงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหันไปจ้องแผนที่กลางโต๊ะอีกครั้งแต่ก็จำไม่ได้ว่ามีตรงไหนที่ตรงกันในใจพลันมีความรู้สึกตื่นตะลึงเขาดูแผนที่ซับซ้อนยิ่งนี้เพียงชั่วครู่แต่กลับสามารถจดจำได้ทุกส่วนอย่างแม่นยำสายตาของนางทอประกายชื่นชมขึ้นมาทันที
“ท่านความจำดีถึงเพียงนั้น..เชียวหรือ?” นางเอ่ยถามเสียงเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่งอย่างแท้จริง
โม่เหวินหานจุดยิ้มที่ไม่มีใครได้รับพร้อมแววตาคู่นั้นราวที่มีประกายบางอย่างซ่อนอยู่“หากเราเคยพบใครเพียงครั้งย่อมจำได้ตลอดไป” ไม่ใช่เพียงการกล่าวถึงความจำธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความนัยที่แปลกประหลาดและอบอุ่นบางอย่างเขาเอียงศีรษะก่อนโน้มกายมาหานางเล็กน้อย “แม้เพียงแผ่นหลังก็ไม่ลืม”
คำกล่าวนั้นแฝงความหมายลึกซึ้งทว่าผู้ฟังกลับงุนงงไปชั่วครู่เพราะความไม่เข้าใจในความหมายกว้างๆ เลยคิดว่าเขาคงหมายถึงความจำของตนเป็เลิศหลิวชิงเซียงยิ้มบางดวงหน้าสะท้อนความประทับใจในตัวเขามากยิ่งขึ้น “ท่านมีความจำยอดเยี่ยม..น่ายกย่องนัก” นางพึมพำเบาๆ
โม่เหวินหานพลันส่ายหน้าเบาๆอย่างสะท้อนใจ ที่หญิงผู้นี้ช่างกำแพงสูงนัก ถ้าไม่ตรงไปตรงมาก็ยากจะเข้าใจ “คืนนี้เราจะไปตรวจสอบเส้นทางนี้” เขาชี้ไปที่แผนที่ตรงที่เป็ช่องว่างระหว่างเขาสองลูก
ม่านราตรีทอดเงาทึบเหนือขุนเขาเสียงสายลมปะทะยอดไม้ดังครวญเบา เงาเดือนถูกเมฆบดบังบาง่บางคราเส้นทางลาดชันที่ตัดผ่านผืนป่าและผาหินทอดยาวไปตามแนวชายแดนก่อเป็ทางลับที่ซ่อนอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบ
โม่เหวินหานในอาภรณ์สีดำสนิทเร้นกายกลืนไปกับเงาค่ำคืนเขายืนอยู่บนสันผา เบื้องล่างคือพื้นที่ก่อสร้างที่มีแสงตะเกียงจุดประปรายเสียงค้อนกระทบหินยังไม่หยุดแม้จะเป็ยามดึกใต้คำสั่งของผู้คุมกองคนงานขนหินและไม้ตามคำสั่งที่ไม่รู้จุดประสงค์ชัดเจน
ข้างกายเขาคือหลิวชิงเซียงในชุดบุรุษเรียบง่ายใบหน้าเรียบนิ่งดวงตากวาดมองอย่างละเอียดโม่เหวินหานหันมองคนข้างกายด้านซ้ายก็ถอนหายใจความจริงภารกิจนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะหานางมาด้วยแต่หญิงผู้นี้พอรู้ว่ามีภารกิจอันตรายก็คว้าชุดมาสวมไม่เอ่ยขออนุญาตติดตามมาด้วยซ้ำพอจะเอ่ยห้ามนางก็แสร้งห่วงหวงเขานักหนา ‘ข้ามิอาจห่างกายท่าน’ เขาเลยสุดจะห้ามเลยตามใจนางเช่นนี้
“ไม่ใช่เส้นทางลำเลียงธรรมดา..” เสียงของนางเบาราวสายลม “เส้นทางนี้มันลึกเข้าป่าราวกับพยายามเลี่ยงสายตาผู้คนโดยเจตนา”
โม่เหวินหานกะพริบดวงตาคมกริบเขามองจากมุมสูงผ่านแววตาที่คุ้นชินกับกลยุทธ์า “พวกเขาขยายเส้นทางนี้โดยมีเจตนาอำพรางเส้นทางหลักน่าจะเป็เส้นทางขนส่งบางสิ่ง”
เขาขมวดคิ้วแล้วหยิบกล้องทองแดงขึ้นมาส่องลงไปกะระยะครู่หนึ่งก็สังเกตเห็นท้ายโรงเก็บไม้มีเงาร่างของหลายคนที่ถูกมัดไว้จนสะดุดกับผู้หนึ่ง“นั่น..” ดวงตาเขาเปล่งประกายเย็นเฉียบ “ผู้ตรวจการฉี” เขาพึมพำเสียงต่ำ
เจียงเจียเบิกตากว้าง“เหตุใดจึงอยู่ที่นี่เขาถูกจับไว้หรือนายท่าน?”
โม่เหวินหานสีหน้าเ็าริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็น “ไม่สำคัญว่าจะถูกจับได้เช่นไรสำคัญเพียงว่าเขายังมีชีวิตอยู่และถ้าพวกมันยังไม่ฆ่าปิดปากแปลว่ายังไม่มั่นใจว่าเขาเป็ใคร”
ชายหนุ่มหันไปมองปากทางเขาหินดวงตาวาววับพลางกล่าวเสียงต่ำ “เราจะสร้างสถานการณ์ให้พวกมันสับสน..แล้วพาตัวเขาออกมา”
ครู่ต่อมาท่ามกลางเงาสนและผาหินที่สูงชันโม่เหวินหานยกมือเป็สัญญาณ จากนั้นแรงสั่นะเืของผาหินข้างหนึ่งก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันราวถูกแรงดึงจากเส้นลวดบางๆ ที่ขึงไว้ ก่อนเสียงโครมสนั่นจะดังกึกก้องกลุ่มหินขนาดใหญ่ถล่มลงมากระแทกทางเดินและขวางทางเข้าออกของพวกคนงานความโกลาหลก่อเสียงดังระงมพวกผู้คุมต่างเร่งเคลื่อนคนออกจากพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นควันมองเส้นทางอย่างยากลำบาก“รีบไป! หินถล่ม!”
ขณะที่ความชุลมุนเกิดขึ้นร่างในชุดดำของโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงเคลื่อนวูบลงจากยอดผาสูงสู่โรงเก็บไม้ทางด้านหลังเขาชักมีดสั้นตัดเชือกที่มัดเชลยทั้งห้าคนร่วมถึงผู้ตรวจการก่อนประกาศกร้าว “รีบหนีไป” ก่อนจะมุ่งไปที่คนที่้าพลางกระซิบสั้นๆ“อย่าส่งเสียง รีบไป”
ผู้ตรวจการผู้บอบช้ำเต็มตัวแม้ไม่รู้ว่าผู้มาใหม่คือใครและประสงค์สิ่งใดแต่ไร้แรงฝืนติดตามคนผู้นั้นไปทั้งสามหลบเลี่ยงไปตามเงามืด พลางใช้ทางลัดขึ้นสันเขาหลังโรงไม้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็หลบหนีออกมาจากบริเวณอย่างไร้ร่องรอยทิ้งเื้ัของพื้นที่ก่อสร้างเต็มไปด้วยฝุ่นควันผู้คุมและคนงานวิ่งวุ่นหาร่องรอยหินถล่ม ไม่มีใครสังเกตว่ามีเชลยหายไป
ใกล้ยามรุ่งสางในห้องลับคนอ่อนแรงได้รับการรักษาแต่พอรู้ว่าบุคคลที่มาช่วยตนเองไว้คือใครก็ไม่กล้าพักผ่อนอีกยืนยันว่าจะเข้าประชุมลับและรายงานข้อมูลทั้งหมดก่อนถึงจะข่มตาหลับได้
โม่เหวินหานนั่งพิงเก้าอี้ไม้ตัวกลางพลางมือยกมือบอกปัดให้ชายที่คุกเข่ากลางประชุมลับไปนั่งบนเก้าอี้ก่อนจะเริ่มรายงานเหตุการณ์ที่สืบมาได้
“ข้าน้อยเห็นกับตา” เสียงแหบพร่ากล่าวหนักแน่น “เหยียนเผิงมิใช่แค่ร่วมมือกับไหลอ๋องเพื่อเก็บค่าผ่านทางจากซีเป่ย..พวกมันใช้เส้นทางนี้ขนอาวุธซุกซ่อนในพวกเสบียงที่ส่งผ่านชายแดน”
หลิวชิงเซียงที่ยืนข้างโม่เหวินหานเบิกตา“อาวุธเลยหรือ?”
ผู้ตรวจการพยักหน้า“ตอนนั้นข้าน้อยแฝงตัวไปในพวกคนงานข้าน้อยลอบเข้าไปตรวจหีบเหล็กซุกใต้ถังไม้ที่ส่งผ่านเส้นทางลับมีตราประทับของแคว้นซีเป่ย และอักษรระบุชนิดอาวุธ..พวกมันเริ่มเตรียมการล่วงหน้าแล้ว”
โม่เหวินหานแนบนิ้วกับพนักแขนแน่นขึ้นดวงตาเขาเย็นะเื “แผนเช่นนี้หากสำเร็จจะมีทั้งเงินและอาวุธมหาศาลตกไปในมือของเหยียนเผิงและซีเป่ย..และผู้รับโทษคือแผ่นดินจินหยาง”
“แผนการนี้ถูกริเริ่มด้วยเหยียนเผิงที่ไปเจรจากับทางซีเป่ยส่วนไหลอ๋องก็เป็เพียงทางผ่านที่ถูกหลอกล่อด้วยรายได้เล็กน้อยจากที่คิดว่าค้าขายทั่วไปไม่แน่ว่าหลังจากนี้เหยียนเผิงคงคิดการใหญ่จะกบฎยึดเมืองซุ่ยหยวนหลังซ่องซุ่มกำลังอีกระยะ”
“เหยียนเผิงบังอาจนักทั้งคิดแปรพักตร์และจะกบฎต่อผู้เป็นาย” เจียงเจียมีโทสะขึ้นสูงทันทีที่รู้ว่าใครคือผู้อยู่เื้ั“แล้วท่านผู้ตรวจการถูกจับได้อย่างไร?”
“ตอนที่แอบเข้าไปเก็บหลักฐานแล้วถูกผู้คุมเจอแต่ข้าหลอกว่าจะมาขโมยของไปขายเพราะยากจน ้าเงินเร่งด่วนพวกมันเลยจับข้าเป็เชลยให้ทำงานหนักขึ้นส่วนหนึ่งเพราะมัน้าแรงงานแทนจะสังหารทิ้ง ข้าเลยยังมีชีวิตอยู่”
“นายท่านจะเดินทางกลับเมืองหลวงเลยไหมขอรับจะได้เตรียมส่งกองกำลังมาเข้าคุมซุ่ยหยวน” ผู้เป็องครักษ์หันมาถามความประสงค์ผู้เป็นาย
แต่โม่เหวินหานกลับส่ายหน้า“ยังไม่ได้ หากกลับตอนนี้เราจะไม่มีหลักฐานใดว่าทางลับนี้เกี่ยวเหยียนเผิงถ้าเข้าไปยึดของที่ซีเป่ยขนออกจากซุ่ยหยวนก็ไม่รู้ว่าจะถูกจังหวะที่เป็พวกอาวุธหรือไม่ทั้งจะทำให้ฝ่ายนั้นรู้ตัว เราต้องวางแผนใหม่ชิงข้อมูลทั้งหมดให้ได้ก่อน”
หลิวชิงเซียงที่เงียบไปนานก็เอ่ยความคิดตนเองขึ้นมา“ตอนนี้พวกมันมีพิรุธให้เก็บเกี่ยวมากกว่าหนึ่งทั้งสารที่ติดต่อกับซีเป่ยและเส้นทางลับแต่ถ้าท่าน้าหลักฐานจากมือมันเองไม่สู่เข้าจวนตระกูลเหยียนอีกสักครั้ง”
ยามใกล้พระอาทิตย์ตกเรือนพักของคณะหมอเทวดาแสงสุดท้ายของวันทอดเงายาวผ่านเรือนพักเงียบสงบผ่านบานหน้าต่างไม้หากจู่ๆ กลับมีเสียงฝีเท้าร้อนรนเร่งเร้าและเสียงโกลาหลเล็กน้อยดังขึ้น
เป็คนงานผู้หนึ่งที่ถูกส่งมาจากจวนหลวงเขาเข้ามาในห้องวางมือแนบอกแล้วค้อมตัว “นายท่าน..ตอนนี้ท่านหญิงสามจู่ๆ ก็หมดสติขอเชิญให้ท่านหมอไปดูอาการเร่งด่วน รถม้ารออยู่หน้าประตูแล้ว”
โม่เหวินหานที่กำลังศึกษาตำราการแพทย์อยู่พอได้ยินคำรายงานก็ชะงักทันทีดวงตาคมกริบทอดมองคนงานอย่างสงบ “ท่านอาจารย์ยัง้าการพักผ่อนจากอุบัติเหตุเมื่อบ่ายไม่อาจจะไปได้ตัวเอง” ส่งต่ำกว่าปกติเอ่ยขึ้น
คนงานที่ถูกส่งมารีบรายงาน“แต่อาการท่านหญิงมิอาจจะรอได้โปรดท่านหมอเมตตาเทิด”
คนบนโต๊ะทำท่าทางขบคิดหมอหลวงเผยถูกรถม้าของพ่อค้าเฉี่ยวตอนเดินกลับจากตรวจคนไข้เมื่อบ่ายแม้ได้เพียงแผลถลอกแต่เพราะไม่ใช่คนหนุ่มจึงมีอาการมึนศีรษะให้ออกไปรักษาใครก็ออกจะทรมานตนเองไปหน่อยนี่ดูเหมือนเหตุบังเอิญจะเกิดขึ้นถี่เสียเกิน
โม่เหวินหานวางถ้วยชาลงช้าๆเขาไม่กล่าวต่อเพียงลุกขึ้นยืนแล้วคว้ากล่องเครื่องมือรักษาและยาสมุนไพร “ข้าจะไปดูอาการท่านหญิงสามด้วยตัวเอง”
รถม้าห้อตะบึงอย่างเร็วมาถึงจวนของไหลอ๋องหมอหนุ่มเร่งฝีเท้ามาถึงเรือนพักท่านหญิงสาม
ลำแสงสุดท้ายก็อาบลานหินหน้าจวนเรือนแล้วอีกไม่ถึงเค่อคงมืดสนิท ทั้งบริเวณยังเงียบงันผิดจากปกติอย่างชัดเจนเหล่าสาวใช้ที่มักเดินขวักไขว่บัดนี้กลับถูกทำให้หายไปทั้งหมด
เขาก้าวอย่างมั่นคงพร้อมเครื่องมือการแพทย์ในมือสายตากวาดมองบริเวณรอบเรือนด้วยสายตาเฉียบคมก่อนจะหยุดที่หญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่หน้าประตู..เหยียนปี้เจิน
“ท่านหมอ..โชคดีนักที่ท่านมาด้วยตัวเอง” เหยียนปี้เจินค้อมกายริมฝีปากระบายยิ้มบางหากดวงตากลับฉายแววกังวลเล็กๆ
โม่เหวินหานไม่กล่าวอะไรเพียงพยักหน้าให้เท่านั้นส่วนดวงตายังจับจ้องเงียบเชียบ
เหยียนปี้เจินรีบอธิบายสถานการณ์ต่อ“ข้ามาเยี่ยมท่านหญิงสามเช่นเคยแต่นางกลับหมดสติไปกะทันหันเหงื่อไหลท่วมร่างข้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบให้คนไปเชิญท่านหมอมาดูอาการ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนเขาเดินตามนางไปเรื่อยๆ ผ่านประตูไม้ที่ถูกเปิดไว้..แต่ประหลาดนักทุกทางเดินในเรือนเงียบงันไม่มีสาวใช้เลยแม้แต่ผู้เดียว
เื้ัผ้าม่านสีชมพูถูกดึงเปิดไว้ครึ่งหนึ่งร่างของถังหยี่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงสีงาช้าง เสียงลมหายใจแ่เบาริมฝีปากซีดเล็กน้อยเหมือนคนอ่อนแรงทั่วห้องมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวงและกลิ่นหอมบางอย่างลอยตลบ
บุคคลมาใหม่ขมวดคิ้วทันทีเมื่อย่างก้าวเข้าไปในห้องร่างสูงหยุดยืนริมเตียงมือข้างหนึ่งวางผ้าบางมืออีกข้างเตรียมเอื้อมไปจับข้อมือเล็กเพื่อตรวจชีพจรแต่ทันทีที่ปลายนิ้วใกล้ัั กลิ่นหอมจางๆ ก็พลันพุ่งรุนแรงขึ้นกระทบจมูกเขาชะงักไปทันที กลิ่นนี้รุนแรงยิ่งคล้ายกำยานแต่ไม่ใช่กลิ่นธรรมดา
ดวงตาเขาเปลี่ยนเป็วาวโรจน์ทันทีหันขวับไปด้านหลังสตรีที่นำทางเข้ามาในห้องหายไป อีกยังประตูที่ควรจะเปิดออก..แต่ประตูนั้นกลับถูกปิดแ่าหมอหนุ่มก้าวไปกระชากบานประตูแต่ทั้งประตูและหน้าต่างกลับลงกลอนจากภายนอกไม่มีเสียงตอบรับใดกลับมานอกจากความเงียบและกลิ่นกำยานที่เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
เขาหันกลับมามองหญิงสาวบนเตียงร่างที่เริ่มบิดเบี้ยวด้วยอาการร้อนรุ่มเสียงครางแ่เหมือนคนทรมานชายหนุ่มพลันปรากฏสีหน้าเคร่งเครียดดวงตาคมวาวเย็นดุจเหล็กกล้าก่อนตวัดสายตามองไปรอบห้องขบกรามแน่น ‘นี่มันกับดัก’ ความคิดในหัวดังก้องก่อนจะตรงไปที่กล่องเครื่องมือที่ตนเองนำมาแล้วปลายนิ้วเรียวยาวก็เริ่มคว้านหาสิ่งของบางอย่างในนั้น
ขณะที่ด้านนอกเริ่มปรากฏแสงจันทร์และเงาร่างของเหยียนปี้เจินในชุดแพรสีอ่อนยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูมือเรียวงามไล้นิ้วไปตามขอบพัดเบาๆ ดวงหน้าภายใต้แสงจันทร์ฉายแววรอคอยอย่างเร้นลับจนเมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ จากทางเดิน สาวใช้นางหนึ่งเดินมาหยุดยืนหน้าเรือน
ก่อนจะเอ่ยเบาๆ“คุณหนูเหยียนเ้าคะ ข้าน้อยมาดูท่านหญิงสามจะเข้าไปเปลี่ยนชุดเ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นค้อมตัวอย่างนอบน้อมต่อคนที่ยืนขว้างหน้าประตู
เหยียนปี้เจินก้มลงมองสาวใช้ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วงใยพลางเอ่ยเสียงละมุนอย่างไร้พิรุธ“ไม่ต้องหรอก ท่านหมอมาดูแล้วตอนนี้ก็อาการดีขึ้นมาก แต่นางบอกข้าไว้ว่าขอพักและไม่อยากถูกรบกวนจึงให้ข้ามาปิดประตูพร้อมแจ้งพวกเ้าว่าอย่าให้ใครเข้าไปกวนจนรุ่งสาง”
สาวใช้ที่โค้งตัวอยู่มีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเงยหน้ามาเห็นแววตาแน่วแน่ของสหายสนิทนายหญิงก็รีบก้มหน้ารับคำ“เ้าค่ะเช่นนั้นข้าจะไปเฝ้าที่นอกเรือน”
เหยียนปี้เจินพยักหน้าเบาๆ“พวกเ้าทั้งหมดก็เช่นกันอย่าลืมคืนนี้ไม่มีผู้ใดเข้าเรือนอีก เข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะ ข้าน้อยขอตัว” สาวใช้ค้อมกายแล้วผละไป
เมื่อเสียงฝีเท้าของผู้อื่นหายลับไปเหยียนปี้เจินก็หยุดนิ่งอยู่หน้าเรือนอีกครั้งดวงตากวาดมองไปยังบานประตูไม้บานนั้นอย่างพึงใจริมฝีปากระบายรอยยิ้มเย็นเฉียบก่อนจะค่อยๆ เอ่ยเบาในลำคอ
“ถึงตอนนี้..ก็ไม่มีใครเข้าไปรบกวนอีกแล้ว” ลมราตรีพัดปลิวชายแขนเสื้อของนางเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังเบาทว่าในใจของเหยียนปี้เจินกลับสงบราบเรียบเพราะแผนที่วางไว้ต้องสำเร็จแน่นอนนางหยิบพัดขึ้นมากางเบาๆ แล้วตวัดเรียวคิ้วอย่างพึงใจ
สายตาแน่วนิ่งที่ประตูหน้าเรือนขณะเริ่มเกิดความคิด‘พิษอวี่ซวงไฉ่’ นางพึมพำในใจอย่างตกในภวังค์ ‘แม้มิใช่พิษหายากทว่าราคานั้นแพงยิ่งผู้ซื้อส่วนมากคือเหล่าบุรุษตัณหากลับผู้มั่งมีที่หมายจะหลอกลวงหญิงสาว เพียงเผากำยานสักครึ่งชั่วยามสตรีเ่าั้ก็จะตกอยู่ในกามารมณ์ไร้สติไตร่ตรองใดๆ’
นางหัวเราะแ่เบาสีหน้ารื่นรมย์หากแต่พิษนี้แม้จะร้ายแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ไม่เช่นนั้นพวกบุรุษทั้งหลายก็คงต้องโดนเข้าไปเสียเองจนลืมความสนุกของราตรีก่อนหน้านี้นางก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะตนเองก็ต้องเดินพาท่านหมอหนุ่มเข้าไปในห้องเช่นกันจึงกินยาต้านไว้ก่อนทีนี้เพียงรอให้เช้า ทุกอย่างก็จะถูกเปิดเผยด้วยตาใครต่อใคร
เหยียนปี้เจินก้าวเท้าเชื่องช้าเพื่อเตรียมกลับขึ้นรถม้าท่าทีแช่มช้อยราวกับมิได้วางแผนร้ายใดมาก่อนรอยยิ้มพึงใจประดับมุมปากไม่สามารถหักห้ามใจ “ถังหยี่..” นางพึมพำเขาผู้นั้นเปี่ยมบารมีและสูงส่ง หากข้าไม่ได้เขามากเ้าก็มิอาจเช่นกันเ้าจะต้องแต่งกับคนที่เ้ากำลังมัวเมาในราคะด้วยกันเท่านั้นเป็เพียงหมอยากไร้เร่ร่อนคนหนึ่ง
แววตานางยิ่งฉายความพึงใจยิ่งขึ้นนางยกมือขึ้นปิดปากก่อนหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่ที่ได้ยินเพียงผู้เดียว “อย่างน้อยชายผู้นี้ก็หล่อเหลาทีเดียวและเ้าก็เอ่ยว่าชอบพอเขาเองมิใช่หรือถังหยี่..”