วันที่สอง
จ้าวฉงหย่วนพาหวังลี่ซื่อปรากฏตัวที่หอการค้าตระกูลจ้าวอีกครั้ง
ส่วนความวุ่นวายจากการที่ทหารโจมตีประตูเมืองเมื่อวานนี้ได้เลือนหายไปนานแล้ว ทุกอย่างดูราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภายในเมืองยังคงเป็เหมือนเช่นเคย
เมื่อจ้าวฉงหย่วนพาหวังลี่ซื่อเดินเข้ามา ทำให้หลงจู๊ของหอการค้าตระกูลจ้าวถึงกับตกตะลึง
นี่มันเ้าหมูอ้วน... ไม่สิ!
นี่มันเ้าคนดวงซวย... ไม่สิ!
พูดไปพูดมาจนหลงจู๊เริ่มติดอ่างเสียเอง
เขาตบหน้าตัวเองฉาดหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวด้วยสีหน้าประจบประแจงว่า "แขกผู้มีเกียรติ ท่านกลับมาอีกแล้วหรือขอรับ"
จ้าวฉงหย่วนพยักหน้า จากนั้นเสียงดังแปะ! พร้อมสัญญาเงินกู้เมื่อวานนี้ก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะคิดเงินของหลงจู๊หอการค้าตระกูลจ้าว
"วงเงินสี่แสนตำลึงเงิน ใช้ไปแล้วหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน เหลืออีกสองแสนเก้าหมื่นตำลึงเงิน วันนี้ข้าตั้งใจรีบนำตำลึงเงินเหล่านี้ออกมาซื้อ แล้วก็ของที่ข้าซื้อที่นี่เมื่อวานนี้ เ้าจงห่อรวมกันให้หมด ลงบัญชีไว้ในชื่อของเยียนอ๋อง ถึงเวลาค่อยไปเบิกตำลึงเงินจากจวนเยียนอ๋องเอาเอง"
พูดจบ จ้าวฉงหย่วนก็เสริมอีกประโยคว่า "สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็คำสั่งของเยียนอ๋อง"
"เยียนอ๋องหรือ?"
หลงจู๊ใ เมื่อเห็นท่าทางร่ำรวยมั่งคั่งของจ้าวฉงหย่วน ก็ยิ่งสั่นเทาขณะหยิบแว่นสายตาขึ้นมาจากใต้โต๊ะคิดเงิน
เมื่อเขามองดูอย่างละเอียดก็เห็นวงเงินสี่แสนตำลึงเงิน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองที่ท้ายสัญญา ซึ่งมีการลงนามชื่อของเยียนอ๋องอยู่จริง ๆ แม้แต่รอยประทับนิ้วโป้งก็มี
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใบหน้าของหลงจู๊ก็ปรากฏรอยยิ้มราวกับ ‘นายพราน’
เขาโบกวาดมือวงใหญ่ทันที คนงานหลายคนที่กระหายงานของหอการค้าตระกูลจ้าวรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา
ภายใต้การส่งแขกอย่างประจบสอพลอจนแทบจะคุกเข่าของหลงจู๊และเหล่าคนงานแห่งหอการค้าตระกูลจ้าว จ้าวฉงหย่วนก็พาหวังลี่ซื่อเดินออกจากหอการค้าตระกูลจ้าวด้วยความพึงพอใจ
เมื่อมองดูสินค้าที่เต็มรถม้าทั้งสี่คัน เขาก็ยิ้มกว้างจนเกือบจะถึงใบหู
ใช้มือเปล่าจับหมาป่าขาวได้ มันช่างสะใจจริง ๆ !
ส่วนหวังลี่ซื่อที่อยู่ด้านข้าง มุมปากกลับกระตุกอย่างรุนแรง...
ลูกเป็อย่างไร พ่อก็เป็อย่างนั้นจริง ๆ ! ถ้าไม่ใช่คนครอบครัวเดียวกันคงไม่เข้าประตูบ้านเดียวกัน
และในขณะเดียวกัน ภายในจวนเยียนอ๋อง
หูซานที่ได้รับข่าวรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปในห้องนอนของจ้าวติ้ง เขายิ้มกว้างจนเกือบจะถึงใบหูด้วยความตื่นเต้น
"ท่านอ๋อง ข่าวดีพ่ะย่ะค่ะ ข่าวดี!"
หูซานหมอบอยู่ที่ประตูห้องของจ้าวติ้งแล้วเคาะประตูเสียงดัง ปัง ปัง ปัง ไม่หยุด
"ข่าวดีอะไร" จ้าวติ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดสาดส่องลงบนพื้น ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว
เมื่อคืนยุ่งกับการสอบสวนเชลยของแคว้นหนานเฉินจนถึง่ครึ่งหลังของคืน แม้แต่เื่ที่ตกลงกันว่าจะไปเก็บผลประโยชน์ก็ยังไม่ได้ไป
ทันทีที่เปิดประตู หูซานก็ทรุดตัวลงหมอบในห้องของจ้าวติ้งเสียงดัง จากนั้นก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนจากพื้น
เขายื่นเอกสารทางการในมือให้จ้าวติ้งด้วยความตื่นเต้น "ท่านอ๋อง ผู้ที่เดินทางมาจากยงโจวคนนั้นเป็ปลาตัวใหญ่พ่ะย่ะค่ะ เช้านี้เขาไปที่หอการค้าตระกูลจ้าวของเราอีกครั้ง และใช้เงินจากวงเงินสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ท่านมอบให้จนหมดเกลี้ยงในรวดเดียว ซื้อของไปเต็มรถม้าถึงสี่คัน"
"การค้าครั้งนี้ นอกจากดอกเบี้ยหนึ่งส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคจำนวนสี่หมื่นตำลึงเงินแล้ว เมื่อหักต้นทุนออก เรายังกำไรอีกสองแสนหกหมื่นหนึ่งพันตำลึงเงิน หากรวมกับรายได้หลังจากหักกำไรของเมื่อวานด้วย ก็จะเป็เงินทั้งหมดสี่แสนห้าหมื่นตำลึงเงินพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ฟังคำรายงานที่พูดจนน้ำลายกระเด็นของหูซาน จ้าวติ้งก็หัวเราะ
"์ประทาน มีเื่ดีขนาดนี้ด้วยหรือ"
แต่เมื่อคิดดู จ้าวติ้งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะต่อให้คนผู้นั้นจะมีฐานะร่ำรวยเพียงใด ก็ไม่น่าจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้
"แล้วคนผู้นั้น หลังจากซื้อเสร็จแล้วได้ออกจากเมืองโยวโจวของเราไปหรือยัง" จ้าวติ้งหันไปถามหูซาน
"ยังพ่ะย่ะค่ะ" หูซานส่ายหัว
"ถ้าอย่างนั้นยิ่งไม่ถูกต้องเข้าไปใหญ่" จ้าวติ้งขมวดคิ้วและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ไม่ถูกต้องตรงไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ" หูซานมองจ้าวติ้งด้วยความสงสัย
"ถ้าสมองเ้าคิดเื่นี้ออก เ้าคงไม่ได้เป็แค่กุนซือหรอก" จ้าวติ้งกลอกตาจากนั้นจึงก้าวออกจากห้อง
หูซาน "..."
"ท่านอ๋อง ท่านหมายความว่าหลี่หลงคนนั้นคิดจะเบี้ยวหนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?" หูซานมองจ้าวติ้งด้วยความตกตะลึงทันที
"เขากล้าหรือ" จ้าวติ้งกลอกตา "ข้าเป็ท่านอ๋อง นอกจากเขาจะเป็พ่อข้าแล้ว ใครกล้าเบี้ยวหนี้ ข้าจะตามไปทวงถึงบ้านมัน!"
"แฮะ ๆ " หูซานยิ้มแห้ง ๆ
ท่านอ๋องของตนเป็พระโอรสองค์ที่เก้าของฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียน ใครจะกล้าเบี้ยวหนี้ท่านกันเล่า
"ไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าต้องแก้ไขสัญญาเสียหน่อย" จ้าวติ้งเดาะลิ้น จากนั้นจึงถามว่า "จริงด้วย เครื่องบันทึกเสียงที่ข้าให้เ้าทำคราวก่อน เ้าทำเสร็จหรือยัง"
พอได้ยินจ้าวติ้งพูดถึงเครื่องบันทึกเสียง ดวงตาของหูซานก็เป็ประกายทันที เขาตบอกตนเองแล้วกล่าวว่า "เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง สิ่งนั้นเสียงดังชัดเจนและสมจริงมากพ่ะย่ะค่ะ"
"ดี ถึงเวลาเ้าจงแอบนำสิ่งนั้นไปวางไว้ในห้องที่ข้าลงนามในสัญญา ให้ทำเป็เหมือนของประดับชิ้นหนึ่ง ไม่ต้องไปยุ่งกับมันก็พอ" จ้าวติ้งพยักหน้า
เขาไม่เชื่อหรอกว่าในโลกนี้จะมีใครกล้าโกงเงินของจ้าวติ้ง
ถ้าเ้ากล้าโกงเงินข้า ข้าก็จะกล้าประกาศเสียงบันทึกนี้ให้คนทั้งโลกได้รับรู้!
...
เช้าตรู่วันที่สาม
จ้าวติ้งถูกลวี่เถาปลุกให้ตื่น เขารอให้ลวี่เถาช่วยสวมเสื้อผ้าด้วยตาที่ยังปรืออยู่ ปากก็พึมพำว่า "นี่มันกี่ยามกัน ยังปลุกข้าให้ตื่นอีก"
"เที่ยงแล้วเพคะ! คนจากยงโจวผู้นั้นกำลังรอท่านอ๋องอยู่ข้างนอกแล้วเพคะ"
ลวี่เถาช่วยจ้าวติ้งสวมเสื้อผ้าอย่างชำนาญ แล้วใช้ผ้าขนหนูเปียกเย็นเฉียบแปะลงบนใบหน้าของจ้าวติ้ง ทำให้จ้าวติ้งสะดุ้งโหยง ตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที
"ไอหยา ท่านอ๋องขอนอนี้เีหน่อยมันยากนักหรือ" จ้าวติ้งเดาะลิ้น ใบหน้าปรากฏความจนใจ
ลวี่เถาที่อยู่ด้านข้างก็พูดไม่ออกเช่นกัน
ท่านอ๋องของนางต้องนอนให้ครบหกชั่วยามทุกวัน นอนนานขนาดนี้ ท่านอ๋องไม่เหนื่อยหรือ? นอนนาน ๆ หลังจะไม่เป็แผลกดทับหรือ?
จ้าวติ้งก็จนใจเหมือนกัน
ในยุคสมัยนี้ จะหาเกมเล่นก็ไม่มี จะหาปลามาเลี้ยงก็ไม่มี กิจกรรมบันเทิงขาดแคลนอย่างยิ่ง ถ้าไม่นอนเขาจะทำอะไรได้
อ้อ จริงด้วย ยังเขียนหนังสือได้ แต่เื่ัปากเบี้ยวกับเื่อย่าดูถูกเด็กยากจนของเขานั้น หยุดเขียนไปนานมากแล้ว ยังดีที่ยุคนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต มิฉะนั้นเขาคงถูกพวกที่ตามอ่านขุดคุ้ยประวัติจนหมดเปลือกแน่...
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ จ้าวติ้งก็ค่อย ๆ เดินออกจากห้องนอน
ที่หน้าประตู หูซานยืนรอด้วยสีหน้าประจบประแจงมานานแล้ว ในมือยังถือสัญญาฉบับใหม่ รอเพียงแค่ให้จ้าวติ้งออกมา
"วางไว้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่" จ้าวติ้งถามขึ้น
"วางเรียบร้อยแล้วขอรับท่านอ๋อง" หูซานตบอกพลางกล่าวรองรับ
"ดี ออกเดินทาง!"
จ้าวติ้งก้าวเข้าไปในเกี้ยว ก่อนที่เกี้ยวจะเคลื่อนที่ไปอย่างโอนเอน
เมื่อโอนเอนไปมา ความง่วงของจ้าวติ้งก็กลับมาอีกครั้ง
"นายท่าน สิ่งนี้คืออะไรหรือขอรับ?"
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องลับที่จ้าวติ้งเตรียมไว้สำหรับลงนามสัญญา
จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อยืนอยู่หน้าอุปกรณ์ประหลาดชิ้นหนึ่ง มันคือแตรกรวยเหล็กขนาดใหญ่ ส่วนท้ายมีเข็มเล่มหนึ่ง ด้านล่างมีมือหมุนและเสาทองแดง รูปร่างแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
พวกเขาทั้งสองจ้องมองอยู่นาน แต่ก็ดูไม่ออกว่าสิ่งนี้มีไว้ทำอะไรกันแน่