ศาสตราเมื่อตอนยังเด็กถูกส่งให้ไปอยู่กับหลวงตาบุญหลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสีย ซึ่งหลวงตาเป็ญาติเพียงคนเดียวของเขาที่เหลืออยู่ จนเขาอายุได้สิบแปดปีหลวงตาบุญก็ได้มรณภาพด้วยสิริอายุหนึ่งร้อยปีเต็ม ทำให้เขาต้องไปอาศัยอยู่โรงเรียนประจำในตัวเมืองด้วยเงินที่หลวงตาเหลือไว้ให้เขา ซึ่งก็ไม่ได้มากมายนักทำให้เขาต้องหางานทำระหว่างเรียนไปด้วย และในวันนี้เข้ามีนัดสัมภาษณ์งานที่ลานกิจกรรมในงาน นวัตกรรมแห่งอนาคต เขาซ้อมบทสัมภาษณ์อยู่คนเดียวหน้ากระจกมาสองวันและในวันนี้ก็ถึงวันนัดที่เขารอคอยอยู่ ศาสตราเมื่อซ้อมอีกรอบเสร็จก็รีบออกจากห้องไปทันที เมื่อตัวเขาโผล่ออกมาจากตัวบ้านที่เขากู้เงินจากธนาคารมาชื้อตรงชานเมืองเมื่อสองปีก่อน ก็ได้ยินเสียงใสทักมาที่เขา
"นี่นายจะไปไหนนะดูรีบร้อนจัง"
เมื่อเขาหันไปทางต้นเสียงก็พบเขากับหญิงสาวหน้าตาที่เรียกได้ว่าสวยเหนือเกินธรรมชาติที่มนุษย์โลกพึ่งควรจะมี เธอคนนี้ย้ายมาอยู่เมื่อหนึ่งปีก่อนแถมยังกว้านชื้อที่ดินที่อยู่ติดๆบ้านเขาไปถึงสี่สิบไร่ และเป็ครอบครับที่ใหญ่มากมีถึงสี่สิบกว่าคนเลยที่เดียว ในตอนแรกที่พบเจอกลุ่มคนแปลกๆพวกนี้ทำให้เขานึกนึกเผ่าเอลฟ์ในหนังที่เขาดูอยู่บ่อยๆเพราะใบหน้าของแต่ละคนไม่ว่าจะแก่หรือเด็กทำให้เขาอิจฉาเป็อย่างมาก ทุกคนมีเรือนผมสีเงินส่องประกายแวววาวดวงตาสีฟ้าเข้มราวท้องฟ้ายามฝนซา และที่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงที่สุดเป็หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มเมื่อเขาได้เห็นครั้งแรกนั้นถึงกับตะลึงอ้าปากค้างไปเนินนานเลยทีเดียวและไม่อาจละสายตาจากเธอได้เลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นเขาอยากรู้อย่างมากว่าคนพวกนี้มาจากที่ไหนกันจึงรวบรวมความกล้าเขาไปทักทายพวกเขา แต่เมื่อเขาเขาไปทักแต่กลับได้รับแต่ความเฉยเมยตอบกลับมาทำให้เขาแทบอยากเอาหน้ามุดดินหนีด้วยความอายที่ไม่เจียมตัวเองเขาไปทักกลุ่มคนที่เหมือนกับซุปเปอร์สตาร์เหล่านี้ แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปด้วยความอายนั้นเสียงใสและอ่อนหวานก็เอ่ยออกมา เป็หญิงสาวที่เขาไม่อาจละสายตาได้นั้นเองที่คนผู้ตอบเขา หลังจากที่คุยกันอยู่สักพักหนึ่งเขาก็ได้รู้ว่าเธอชื่อมีอาร์ เฟาต์ พวกเขาทั้งหมดได้ย้ายมาจากต่างประเทศยกครอบครัว พวกเขาไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองใหญ่จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยที่ดูสงบและยังพอมีวัฒนธรรมดั้งเดิมเหลืออยู่ และยังสนใจธรรมเนียมที่นี้อย่างมากอีกด้วย หลังจากการพูดคุยในครั้งนั้นศาสตราเริ่มสนิทคุ้นเคยกับพวกเขาเรื่อยมาแถมมีอาร์มักถามเขาเื่ธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนไทยอยู่บ่อยๆ นานวันเข้าทั้งสองจึงสนิทสนมเป็เพื่อนกันในที่สุดแต่ถึงอย่างนั้นศาสตราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนิสัยของพวกเขาเท่าไรนัก พวกเขาทุกคนนั้นชอบเหม่อมองไปยังท้องฟ้านับชั่วโมงโดยไม่พูดไม่จาอยู่บ่อยๆและยังเคยได้ยินเสียงแปลกๆคล้ายเสียงเครื่องยนต์บางอย่างที่เขาไม่สามารถจำแนกเสียงได้ว่าเป็เสียงของอะไร ในที่ของพวกเขาในตอนกลางคืนแต่เมื่อเขาถามมีอาร์ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา
"ไปสัมภาษณ์งานนะสิเนี้ยจะสายแล้วด้วยไปก่อนนะมีอาร์"
ศาสตรารีบตอบกลับพรางวิ่งฮ๊อตรงไปยังประตูรั่ว มีอาร์ที่ยืนโผล่หน้าในรั่วบ้านที่ติดกันพ่นลมออกจมูกทันทีเมื่อเห็นท่าทีของเขา เธอมาทักเขาในวันนี้ก็เพราะอยากให้เขาพาไปเที่ยวงานนวัตกรรมแห่งอานาคตสักหน่อยแต่เมื่อเห็นเขารีบบึ่งออกไปขนาดนั้นจึงไม่กล่าวออกมา
"เออ..แล้วนายจะไปยังไงละ?"
ในขณะที่ศาสตรากำลังจะเปิดประตูรั้วเธอก็ถามขึ้นอีกครั้ง
"ไอ้เ้าวุติมันจะมารับนะไปก่อนนะ"
เขาหันมาตอบเธอก่อนจะแทรกตัวออกจากประตูรั้วไป
"อีตานี้ถ้ารีบขนาดนั้นทำไมไม่ตื่นให้เช้ากว่านี้"
มีอาร์ส่ายหน้าไปมาอย่างหน่ายใจ ศาสตราเมื่อออกมาก็รีบยกข้อมือที่มีนาฬิกาที่คล้ายกับสมาร์ทวอทช์ เขาใช้นิ้วมือแตะลงไปบนหน้าปัดจอภาพขนาดหกนิ้วก็ปรากฏออกมาเหนือหน้าปัดนาฬิกานั้น
"ติดต่อวุฒิ"
เขากล่าวออกมาอย่างเร่งรีบ ไม่นานนักใบหน้าของชายคนหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาบนจอภาพ
"เออ อีกห้านาทีถึงแค่นี้นะ"
ชายบนจอภาพรีบกล่าวออกมาแล้วก็หายไป
"ไอ้บ้านี้จะตัดสายทิ้งทำไมวะ"
ศาสตราเดินไปมาอยู่หน้าแระตูรั้วด้วยความร้อนใจ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างมุ่งตรงมาทางเขา เมื่อหันไปดูก็พบยานพาหนะที่คล้ายมอเตอร์ไซค์เพียงแต่มันไม่มีล้อและลอยเหนือพื้นอยู่สองเซนตรงมากยุดเบื้องหน้าของเขา ทันทีที่รถนั้นหยุดศาสตราไม่รอช้าเขารีบะโขึ้นซ้อนท้ายอย่างรวดเร็ว
"เอ้าไปเลยไอ้วุติจะสายแล้ว"
ศาสตรากล่าวออกมาขณะขึ้นมาซ้อนท้าย แต่ตอนนั้นมีอาร์ก็เดินออกมาและโปกมือให้เขา
"หวัดดีมีอาร์"
วุติรีบกล่าวทักทายพร้อมกับใบหน้าที่แดงปรั่ง
"ไปได้แล้วไอ้วุติจะสายแล้วเนี้ย"
ศาสตรารีบเร่งชายคนขับทันที เพราะเพื่อนเขาคนนี้หลงมีอาร์อย่างถอนตัวไม่ขึ้นถ้าเจอเมื่อไรจะไม่ยอมจากไปไหนง่ายๆทำให้เขาต้องรีบกล่าวตัดบทก่อนที่เ้าเพื่อนคนนี้จะเริ่มกล่าวอะไรออกมาอีก
"เออๆแล้วเจอกันนะมีอาร์"
วุติหันไปทำหน้างออย่างไม่พอใจแก่ศาสตรา และหันหน้าเปื้อนยิ้มไปยังมีอาร์ก่อนจะเริ่มขับออกไป
"โชคดีนะทั้งสองคน"
เสียงะโตามหลังมาทำให้วุติใจเต้นระส่ำเขาอยากวกกลับไปคุยกับมีอาร์ใจจะขาดแต่ติดตรงศาสตราที่พูดย้ำข้างหูเขาว่ารีบอย่างตอนนี้ ทำให้เขาพ่นลมออกจากจมูกอย่างจนใจ
……………….
บนอวกาศที่กว้างใหญ่ กองยานนับยี่สิบลำแต่ละลำล้วนใหญ่โตปรากฏตัวขึ้นในกาแลคชี่ทางช้างเผือก ภายในห้องบังคับการของยานแม่ลำหนึ่ง
"ที่นี้นะรึที่มีระบบสุริยะอยู่นะ?"
ชายิัสีเขียวที่นั่งบนเก้าอี้กลางห้องบังคับการเอ่ยออกมา
"อือที่นี้แหละข้าจำมันได้ไม่ลืมหรอกก่อนที่พวกข้าจะอพยพออกไปได้บันทึกตำแหน่งเอาไว้อยู่"
บุคคลที่กล่าวออกมามีลักษณะร่างกายกำยำมีิัที่หนาและมีใบหน้าคล้ายสัตว์เลื้อยคลานหรือไดโนเสามีครีบใต้คางเหมือนกิ้งก้า สูงห้าฟุต
"ไม่คิดมาก่อนว่าพวกเรเทน่าอย่างพวกเ้าจะเคยอาศัยบนดาวที่ชื่อว่าโลกมาก่อน"
ชายผู้มีิัสีเขียวเอ่ยออกมาพร้อมมองไปที่พวกเรเทน่าด้วยความสงสัย
"สงสัยท่านจอมสลัดอวกาศออก้าคงอยากรู้ความเป็มาสินะ"
ชาวเรเทน่าหันไปสบตากับชายผู้มีิัสีเขียวนามว่าออก้าเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อออก้าได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าตอบเขาทันที