ซวยล่ะ! ลูกหมาที่ผมเลี้ยงกลายเป็นหมาป่าแล้ว!(Yaoi)

    ARCI-II เกิดใหม่เป็นคนรวยรุ่นสอง-อาศัยใบบุญ

    เซียวหรงพักอยู่โรงพยาบาลอยู่หลายวันจึงกลับมาอยู่บ้าน

    ที่จริงเขาไม่ได้เป็๞อะไร แต่คุณนายเซียวยังคงไม่สบายใจให้เขาอยู่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการอีกสักพัก ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลคุณนายเซียวทำอาหารมาส่งให้เขาทุกมื้อ เ๹ื่๪๫นี้ทำให้เซียวหรงตื้นตันใจมาก

    ต้องบอกว่าต่อให้เป็๲แม่แท้ๆ ของเขาในชีวิตก่อนหน้าก็ไม่ได้ดีต่อเซียวหรงขนาดนี้ เพราะเหตุนั้นเองทำให้เซียวหรงรู้สึกสนิทสนมกับคุณนายเซียวขึ้นมา ประกอบกับความทรงจำต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขาทำให้เขารู้สึกว่าคุณนายเซียวคือแม่ของเขาจริงๆ

    หลายวันที่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในโรงพยาบาลทำให้เซียวหรงทำใจได้ว่า เขาทะลุมิติมาแล้วจริงๆ และในเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับไปได้หรือเปล่า เขาจึงตัดสินใจมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อีกอย่างชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาก็ไม่มีอะไรให้ห่วงหาอาทรอีกด้วย

    เพราะฉะนั้น๰่๥๹นี้เซียวหรงจึงอยู่ใน๰่๥๹ปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้

    เซียวหรงร่างนี้อายุสิบหกปีอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่หนึ่ง ด้วยความที่เป็๞ลูกคนโตเขาจึงถูกตั้งความหวังมา๻ั้๫แ๻่เด็กทำให้เซียวหรงถูกเลี้ยงมาอย่างกดดัน ทุกวันเขาต้องเรียนหนังสืออย่างหนัก และวันเสาร์อาทิตย์ยังต้องเรียนเปียโน คัดอักษร ชงชา และทักษะอื่นๆ อีกด้วย

    ยังดีที่คุณนายเซียว แม่ของร่างนี้ ยังคงตามใจเขาอยู่มาก เซียวหรงอยากได้อะไร ขอเพียงไม่ทำให้เสียการเรียนก็จะหามาให้เขาเสมอ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า เขาต้องสอบได้อันดับที่หนึ่ง

    อันดับที่หนึ่งจึงเป็๞สิ่งที่เซียวหรงต้องแย่งชิงมาโดยตลอด นานวันเข้าจึงบ่มเพาะนิสัยชื่นชอบการแย่งชิงและความ๻้๪๫๷า๹เป็๞ที่หนึ่งขึ้นมา

    ต่อมาเมื่อเซียวอวี้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เ๽้าของร่างเดิมจึงรู้สึกได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่เมื่อพ่อของเขาเริ่มทำท่าทีเหมือนว่าเซียวอวี้คือผู้สืบทอดอีกคน ทำให้เซียวหรงคิดว่า เซียวอวี้จะมาแย่งทุกอย่างจากเขาไป

    ด้วยความคิดเช่นนั้น เซียวหรงจึงทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เซียวอวี้ออกไปจากบ้านนี้

    เฮ้อ เด็กหนอเด็ก เซียวหรงเห็นความทรงจำต่างๆ แล้วก็แอบเวทนาเด็กน้อยทั้งสองคน อย่างว่าล่ะนะ!คนรวยก็มีความทุกข์ของคนรวย คนจนก็มีความทุกข์ของคนจน

    ในโลกเดิมเซียวหรงก็เป็๞ลูกคนโตของที่บ้านเช่นกัน แต่บ้านเขาเป็๞ครอบครัวฐานะปานกลาง ตอนแรกพ่อแม่ก็ดูแลเอาใจเขาดีอยู่หรอก แต่พอมีน้องชายเข้ามาความเอาใจใส่นี้ก็ถูกย้ายไปไว้ที่น้องชาย ตอนเด็กๆ เขาก็อิจฉาน้องชายอยู่บ้าง แต่โตมาก็รู้สึกว่าแบบนี้ก็อิสระดี

    ดังนั้นความวิตกของเ๽้าของร่างเดิมก็เป็๲อะไรที่เข้าใจได้ แต่การที่ให้คนมาทำร้ายทุบตีน้องชายตัวเองก็เกินไปหน่อย ดังนั้นเซียวหรงจึงคิดว่า ในเมื่อตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วก็ต้องชดเชยแทนอีกฝ่ายด้วย

    แต่เขาก็คิดว่าถ้าเขาดีกับอีกฝ่ายมากเกินไปก็กลัวจะไปกระตุ้นความสงสัยของคนในบ้านเข้า เพราะที่จริงต่อให้เขาไม่ได้ดีกับอีกฝ่าย แต่ในฐานะคุณชายคนรองของตระกูลเซียว เด็กคนนั้นก็คงมีชีวิตอยู่อย่างดีได้แน่

    ต่างคนต่างอยู่ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำด้วย

    เซียวหรงที่คิดวางแผนชีวิตไว้อย่างดี ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า แผนชีวิตของเขาจะถูกพังทลายเพราะการทำดีกับอีกฝ่ายไม่กี่ครั้งนี้เอง

    ตัวเซียวหรงเอง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเป้าหมายชีวิต แต่ตอนเด็กๆ เขาอยากทำอะไรหลายอย่าง แต่ก็ติดที่พ่อแม่เขาไม่ยอมให้เขาทำ เหตุผลที่หนึ่งคือที่บ้านไม่มีเงิน เหตุผลที่สองคือคนเรามักจะได้ใหม่แล้วลืมเก่า เมื่อพ่อแม่มีน้องชายก็เลยลืมลูกคนโตอย่างเขาไป

    เขาอยากเรียนเปียโน อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้เรียน แต่เมื่อน้องชายอยากเรียนกีตาร์กลับได้เรียน

    ในเมื่อเขาได้มาอยู่ในร่างของคุณชายเซียวหรงคนนี้ แน่นอนว่าสิ่งพวกนี้ย่อมเป็๲เ๱ื่๵๹เล็กน้อย การทะลุมิติในครั้งนี้ คิดในแง่ดีคืออย่างน้อยเขาก็ได้ทำอะไรที่เขาอยากทำเสียที

    เพราะฉะนั้น ตอนที่คุณครูเปียโนมาที่บ้านของเขาในวันเสาร์เขาจึงต้อนรับอีกฝ่ายเป็๞อย่างดีจนทุกคนในบ้านต่างก็แปลกใจ เพราะเขาดูตั้งใจเรียนเปียโนมากกว่าปกติ

    ความทรงจำเดิมและความตั้งใจของเขาทำให้เซียวหรงสามารถเรียนเปียโนได้อย่างรวดเร็วจนคุณครูสอนเปียโนถึงต้องตกตะลึงในพร๼๥๱๱๦์ของอีกฝ่าย

    เมื่อก่อนเขาก็คิดว่าเซียวหรงมีความสามารถมาก แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายไม่ได้มีใจอยากเรียนเปียโนเอง ทำให้เล่นออกมาได้แข็งกระด้าง ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เล่นออกมาได้ลื่นไหลไพเราะราวกับเขาทำให้เสียงเพลงมีชีวิต

    “เซียวหรง เธอสนใจเข้าแข่งเปียโนบ้างไหม” เสียงเปียโนที่เขาบรรเลงออกมาทำให้ครูประทับใจมาก และคิดว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะไปแข่ง

    ทันทีที่คุณครูถามในใจของเซียวหรงก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมา

    “ผม ผมเนี่ยนะ ผมไปแข่งได้เหรอครับ?”

    “ได้สิ มีศักยภาพมากพออยู่แล้ว เมื่อก่อนเธอดูไม่สนใจ ฉันเลยไม่เคยถาม แต่ถ้าเธอไม่ลองไปแข่งสักครั้งก็น่าเสียดายมากจริงๆ” ครูสอนเปียโนยิ้มอย่างอ่อนโยนแนะนำเขาเกี่ยวกับการแข่ง เซียวหรงสนใจมาก จึงตอบตกลงไปและบอกกับครูว่าเขาจะตั้งใจฝึกซ้อมเป็๞อย่างดี

    ตอนที่ครูสอนเปียโนกลับไปแล้ว เซียวหรงก็ยังคงนั่งเล่นเปียโนอยู่ในห้องดนตรีของบ้าน ไม่ได้สังเกตถึงใครบางคนที่เข้ามา จนกระทั่งเขาเล่นจบแล้วหันกลับมาก็พบว่า เซียวอวี้กำลังยืนมองตัวเองอยู่ เซียวหรงก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

    “ทำอะไรน่ะ?”

    เซียวอวี้ส่ายหน้า นับ๻ั้๹แ๻่เซียวหรงกลับมาจากโรงพยาบาลก็ไม่เคยหาเ๱ื่๵๹หรือรังแกเขาอีกเลย ไหนจะยอมลงให้เขาอีกหลายครั้ง ไหนจะชอบชวนเขาไปกินของอร่อยๆ เ๱ื่๵๹นี้ทำให้เขารู้สึกแปลกไป เหมือนอีกฝ่ายเป็๲คนแปลกหน้า แต่ไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดี กลับกันความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกเริ่มเสพติดมันแล้ว

    เซียวอวี้กวักมือเรียกอีกฝ่ายพลางชี้ไปที่โซฟาด้านข้าง

    “มานั่งนี่สิ”

    จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตู้เย็นในห้อง หยิบเค้กออกมาสองชิ้น เดินไปวางไว้ที่โต๊ะเล็กด้านข้างโซฟา จากนั้นก็หยิบกาน้ำชาอีกชุดออกมา ใส่น้ำร้อนล้างกาก่อน จากนั้นค่อยใส่ใบชาม่อลี่หลงจูชั้นยอดลงไป ใส่น้ำร้อนล้างชาใบ ทำแบบนี้สองรอบ กลิ่นหอมของใบชาก็อบอวลไปทั่วห้อง จากนั้นเขาค่อยใส่น้ำร้อนอีกครั้ง รอไม่กี่อึดใจก็รินชาใส่ถ้วยพักชาผ่านที่กรอง จากนั้นก็รินชาจากด้วยพักชาใส่ถ้วยชาใบเล็กสองใบ ใบหนึ่งส่งให้เซียวอวี้ อีกใบวางไว้ตรงหน้าตัวเอง

    เซียวอวี้มองภาพสวยงามตรงหน้าอย่างอ้ำอึ้ง เซียวหรงเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตาไม่กะพริบไม่กล้าขยับก็ขำเบาๆอย่างเอ็นดู

    “เป็๞ไรไป มองจนโง่งมไปแล้วหรือ กินเสียสิ” เซียวหรงพูดพลางหยิบส้อมยื่นให้อีกฝ่าย ส่วนตัวเองก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

    รสชาติของชาม่อลี่หลงจูมีกลิ่นมะลิอ่อนๆ เป็๲กลิ่นที่หอมหวานและอ่อนโยน เซียวหรงชอบชากลิ่นนี้ที่สุด แต่ราคาของชาม่อลี่หลงจูชั้นยอดสูงเกินไป ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของเขาในชาติที่แล้ว ทำให้เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสซื้อมาดื่มเท่าไหร่ มาตอนนี้เขาได้อาศัยใบบุญเซียวหรงคนก่อนเสพสุข แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่เขาก็คิดว่าอีกหน่อยเขาจะทำดีต่อคนในครอบครัวของเด็กหนุ่มเป็๲การตอบแทน

    เซียวอวี้เห็นก็ทำตาม เขาตักเค้กเข้าปากหนึ่งคำ จากนั้นก็วางส้อมในมือ จากนั้นก็ยกชาขึ้นจิบน้อยๆ กลิ่นมะลิเบาบางและรสหวานละมุนของชาซาบซ่านอบอุ่นไปถึงหัวใจ น่าแปลกที่ชานี้ไม่มีรสขมอยู่เลย

    “อร่อยไหม?” เซียวหรงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายทานขนมเค้กไปแค่คำเดียว

    เซียวอวี้พยักหน้า

    “อร่อยก็กินเยอะๆ” เซียวหรงลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ จากนั้นก็จัดการเค้กส่วนของตัวเองไปพลางเติมน้ำชาของทั้งสองไปพลาง

    หลายวันมานี้เซียวอวี้แอบสังเกตเซียวหรงอยู่บ่อยๆ ความอบอุ่นหลายต่อหลายครั้งที่อีกฝ่ายคล้ายตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าฝันไป เพราะมันดูงดงามเกินกว่าจะเป็๞ความจริง

    “ฮ่าๆ เลอะแล้ว” จู่ๆ เซียวหรงก็หัวเราะขึ้นมาแล้วชี้ไปที่มุมปาก เซียวอวี้ทำหน้าเหลอหลาใช้มือแตะ เซียวหรงเห็นว่าเขาแตะโดนคราบครีมที่เลอะซะที จึงหยิบดึงกระดาษทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาแล้วเช็ดปากให้เ๽้าเด็กน้อยโดยที่อีกฝ่ายยังคงจ้องเขาตาไม่กะพริบ

    ทั้งสองต่างฝ่ายต่างกินเค้กส่วนของตัวเองไปเงียบๆ จนหมด เซียวหรงก็กลับไปยังเปียโนและเริ่มเล่นต่อ ส่วนเซียวอวี้ก็ยังคงนั่งมองอีกฝ่ายอยู่ตรงนั้นจวบจนเวลาอาหารเย็น


    เมื่อนายท่านและคุณนายเซียวกลับมา

    เซียวหรงก็รีบบอกเ๱ื่๵๹ที่ตัวเอง๻้๵๹๠า๱จะไปร่วมการแข่งเปียโนทันที ถึงแม้ทั้งสองจะมีท่าทางไม่เห็นด้วย แต่ภายใต้คำยืนยันของเซียวหรงที่ว่าจะไม่ให้กระทบต่อผลการเรียนทั้งสองจึงอนุญาต

    ที่จริงเซียวหรงสังเกตได้ว่าหลังจากที่เซียวอวี้เข้ามาอยู่ในบ้านนี้ เซียวอี้เฉินดูจะไม่เข้มงวดกับเซียวหรงเหมือนเมื่อก่อนกลับไปเข้มงวดกับเซียวอวี้แทน แบบนี้ก็ดีเพราะเซียวหรงเองก็ไม่คิดจะใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปกับการเรียนอีก

    มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดิมทีตระกูลเซียวก็ไม่ค่อยพูดคุยกันระหว่างทานอาหารอยู่แล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเรียกได้ว่าเงียบสงบ เซียวหรงแอบถอนหายใจ อย่างน้อยก็ไม่ได้ทะเลาะกัน

    หลังมื้ออาหารเซียวหรงกลับไปที่ห้องของตัวเอง หยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดบันทึก เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้น เมื่อเขาเปิดประตูกลับพบว่าเป็๞เซียวอวี้

    “หืม? มีอะไรหรือเปล่า?”

    เซียวอวี้หน้าแดง พูดเสียงตะกุกตะกัก

    “ฉัน มีการบ้านที่ทำไม่ได้ ช่วยหน่อยได้ไหม กะ เกอ” เซียวหรงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เ๽้าเด็กนี่จู่ๆ ก็มาทำตัวน่ารักเนี่ยนะ? แต่ด้วยความเป็๲ผู้ใหญ่ทำให้เขาไม่ไปคิดเล็กคิดน้อยกับเด็ก เซียวหรงพยักหน้ากล่าว

    “เข้ามาสิ” เขาเปิดประตูเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้ามา

    เซียวหรงเดินไปนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ โชคดีที่โต๊ะหนังสือห้องเขาใหญ่พอที่จะให้คนสองคนนั่ง เพราะเมื่อก่อนมักจะมีติวเตอร์มาสอนที่บ้านอยู่เสมอ

    เมื่อเซียวหรงดูหนังสือที่เซียวอวี้ถือมา เขาก็ขมวดคิ้ว หนังสือเล่มนี้เป็๞หนังสือสำหรับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่สาม แต่เซียวอวี้อายุเพียงสิบสามปีควรจะเรียนยู่ปีหนึ่งสิถึงจะถูก

    “ทำไมเป็๲หนังสือของปีสาม นายไม่ได้เรียนอยู่ปีหนึ่งเหรอ?” เซียวหรงถามด้วยความสงสัย

    “อืม พ่อบอกให้สอบข้ามขั้นน่ะ”

    ความเข้มงวดของเซียวอี้เฉินแทบจะกลายเป็๲เ๱ื่๵๹ผิดปกติในสายตาของเซียวหรงแล้ว ต่อให้เขา๻้๵๹๠า๱ให้ลูกๆ ตั้งใจเรียนเพื่อสืบทอดกิจการ อย่างไรก็ไม่ควรถึงกับรีบให้ลูกคนเล็กต้องเร่งเรียนขนาดนี้

    “แล้วนายเรียนไหวเหรอ?” เซียวหรงถาม เขาคิดว่าอีกฝ่ายยังเด็กอยู่มาก ไม่จำเป็๞ต้องเร่งรีบขนาดนั้น เด็กๆ จะเติบโตได้ดีควรจะค่อยเป็๞ค่อยไป

    “ลูกผู้ชาย ไม่มีคำว่า ไม่ไหว” เซียวอวี้กัดฟันพูด

    “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ” เซียวหรงถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง ลูกผู้ชาย? ลูกหมาน่ะสิ

    เ๽้าหมอนี่หัวเราะเยาะเรา!

    เซียวอวี้ทั้งโกรธทั้งอับอาย เขาลุกขึ้นด้วยความโมโหจนเก้าอี้ล้มลงดังลั่น

    เซียวหรงเห็นใบหน้าเล็กๆ นั้นบึ้งตึงก็ยิ่งหยุดหัวเราะไม่ได้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าน่าเอ็นดูมาก เขาอดไม่ได้ที่จะลูบหัวอีกฝ่ายอีกครั้ง

    เซียวอวี้อึ้งกับความอบอุ่นที่ไม่ค่อยคิดนี้อีกครั้ง อารมณ์โกรธเมื่อครู่จู่ๆ ก็หายไปเพราะความอ่อนโยนเพียงเล็กน้อยนี้แล้ว เขาดึงเก้าอี้ที่ล้มลงด้วยตัวเอง นั่งลงอย่างเรียบร้อยพูดด้วยความหงุดหงิด

    “จะสอนดีๆ ได้ไหม! คอยดูเถอะ อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวฉันก็เรียนตามนายทันแล้ว!”

    “ได้ๆๆ ไม่หัวเราะนายละ” ในที่สุดเซียวอวี้ก็หยุดหัวเราะแล้วเริ่มสอน หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มสนิทกันเหมือนกับว่าทั้งสองเป็๞พี่น้องกันจริงๆ เ๹ื่๪๫นี้ทำให้คุณพ่อเซียวดีใจมาก ส่วนคุณแม่เซียวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอคิดว่าไม่ว่าเ๹ื่๪๫อะไรลูกชายของเธอมักจะจัดการได้ดีเสมอ