เซียวหรงพักอยู่โรงพยาบาลอยู่หลายวันจึงกลับมาอยู่บ้าน
ที่จริงเขาไม่ได้เป็อะไร แต่คุณนายเซียวยังคงไม่สบายใจให้เขาอยู่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการอีกสักพัก ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลคุณนายเซียวทำอาหารมาส่งให้เขาทุกมื้อ เื่นี้ทำให้เซียวหรงตื้นตันใจมาก
ต้องบอกว่าต่อให้เป็แม่แท้ๆ ของเขาในชีวิตก่อนหน้าก็ไม่ได้ดีต่อเซียวหรงขนาดนี้ เพราะเหตุนั้นเองทำให้เซียวหรงรู้สึกสนิทสนมกับคุณนายเซียวขึ้นมา ประกอบกับความทรงจำต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขาทำให้เขารู้สึกว่าคุณนายเซียวคือแม่ของเขาจริงๆ
หลายวันที่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในโรงพยาบาลทำให้เซียวหรงทำใจได้ว่า เขาทะลุมิติมาแล้วจริงๆ และในเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับไปได้หรือเปล่า เขาจึงตัดสินใจมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อีกอย่างชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาก็ไม่มีอะไรให้ห่วงหาอาทรอีกด้วย
เพราะฉะนั้น่นี้เซียวหรงจึงอยู่ใน่ปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้
เซียวหรงร่างนี้อายุสิบหกปีอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่หนึ่ง ด้วยความที่เป็ลูกคนโตเขาจึงถูกตั้งความหวังมาั้แ่เด็กทำให้เซียวหรงถูกเลี้ยงมาอย่างกดดัน ทุกวันเขาต้องเรียนหนังสืออย่างหนัก และวันเสาร์อาทิตย์ยังต้องเรียนเปียโน คัดอักษร ชงชา และทักษะอื่นๆ อีกด้วย
ยังดีที่คุณนายเซียว แม่ของร่างนี้ ยังคงตามใจเขาอยู่มาก เซียวหรงอยากได้อะไร ขอเพียงไม่ทำให้เสียการเรียนก็จะหามาให้เขาเสมอ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า เขาต้องสอบได้อันดับที่หนึ่ง
อันดับที่หนึ่งจึงเป็สิ่งที่เซียวหรงต้องแย่งชิงมาโดยตลอด นานวันเข้าจึงบ่มเพาะนิสัยชื่นชอบการแย่งชิงและความ้าเป็ที่หนึ่งขึ้นมา
ต่อมาเมื่อเซียวอวี้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เ้าของร่างเดิมจึงรู้สึกได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่เมื่อพ่อของเขาเริ่มทำท่าทีเหมือนว่าเซียวอวี้คือผู้สืบทอดอีกคน ทำให้เซียวหรงคิดว่า เซียวอวี้จะมาแย่งทุกอย่างจากเขาไป
ด้วยความคิดเช่นนั้น เซียวหรงจึงทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เซียวอวี้ออกไปจากบ้านนี้
เฮ้อ เด็กหนอเด็ก เซียวหรงเห็นความทรงจำต่างๆ แล้วก็แอบเวทนาเด็กน้อยทั้งสองคน อย่างว่าล่ะนะ!คนรวยก็มีความทุกข์ของคนรวย คนจนก็มีความทุกข์ของคนจน
ในโลกเดิมเซียวหรงก็เป็ลูกคนโตของที่บ้านเช่นกัน แต่บ้านเขาเป็ครอบครัวฐานะปานกลาง ตอนแรกพ่อแม่ก็ดูแลเอาใจเขาดีอยู่หรอก แต่พอมีน้องชายเข้ามาความเอาใจใส่นี้ก็ถูกย้ายไปไว้ที่น้องชาย ตอนเด็กๆ เขาก็อิจฉาน้องชายอยู่บ้าง แต่โตมาก็รู้สึกว่าแบบนี้ก็อิสระดี
ดังนั้นความวิตกของเ้าของร่างเดิมก็เป็อะไรที่เข้าใจได้ แต่การที่ให้คนมาทำร้ายทุบตีน้องชายตัวเองก็เกินไปหน่อย ดังนั้นเซียวหรงจึงคิดว่า ในเมื่อตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วก็ต้องชดเชยแทนอีกฝ่ายด้วย
แต่เขาก็คิดว่าถ้าเขาดีกับอีกฝ่ายมากเกินไปก็กลัวจะไปกระตุ้นความสงสัยของคนในบ้านเข้า เพราะที่จริงต่อให้เขาไม่ได้ดีกับอีกฝ่าย แต่ในฐานะคุณชายคนรองของตระกูลเซียว เด็กคนนั้นก็คงมีชีวิตอยู่อย่างดีได้แน่
ต่างคนต่างอยู่ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำด้วย
เซียวหรงที่คิดวางแผนชีวิตไว้อย่างดี ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า แผนชีวิตของเขาจะถูกพังทลายเพราะการทำดีกับอีกฝ่ายไม่กี่ครั้งนี้เอง
ตัวเซียวหรงเอง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเป้าหมายชีวิต แต่ตอนเด็กๆ เขาอยากทำอะไรหลายอย่าง แต่ก็ติดที่พ่อแม่เขาไม่ยอมให้เขาทำ เหตุผลที่หนึ่งคือที่บ้านไม่มีเงิน เหตุผลที่สองคือคนเรามักจะได้ใหม่แล้วลืมเก่า เมื่อพ่อแม่มีน้องชายก็เลยลืมลูกคนโตอย่างเขาไป
เขาอยากเรียนเปียโน อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้เรียน แต่เมื่อน้องชายอยากเรียนกีตาร์กลับได้เรียน
ในเมื่อเขาได้มาอยู่ในร่างของคุณชายเซียวหรงคนนี้ แน่นอนว่าสิ่งพวกนี้ย่อมเป็เื่เล็กน้อย การทะลุมิติในครั้งนี้ คิดในแง่ดีคืออย่างน้อยเขาก็ได้ทำอะไรที่เขาอยากทำเสียที
เพราะฉะนั้น ตอนที่คุณครูเปียโนมาที่บ้านของเขาในวันเสาร์เขาจึงต้อนรับอีกฝ่ายเป็อย่างดีจนทุกคนในบ้านต่างก็แปลกใจ เพราะเขาดูตั้งใจเรียนเปียโนมากกว่าปกติ
ความทรงจำเดิมและความตั้งใจของเขาทำให้เซียวหรงสามารถเรียนเปียโนได้อย่างรวดเร็วจนคุณครูสอนเปียโนถึงต้องตกตะลึงในพร์ของอีกฝ่าย
เมื่อก่อนเขาก็คิดว่าเซียวหรงมีความสามารถมาก แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายไม่ได้มีใจอยากเรียนเปียโนเอง ทำให้เล่นออกมาได้แข็งกระด้าง ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เล่นออกมาได้ลื่นไหลไพเราะราวกับเขาทำให้เสียงเพลงมีชีวิต
“เซียวหรง เธอสนใจเข้าแข่งเปียโนบ้างไหม” เสียงเปียโนที่เขาบรรเลงออกมาทำให้ครูประทับใจมาก และคิดว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะไปแข่ง
ทันทีที่คุณครูถามในใจของเซียวหรงก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมา
“ผม ผมเนี่ยนะ ผมไปแข่งได้เหรอครับ?”
“ได้สิ มีศักยภาพมากพออยู่แล้ว เมื่อก่อนเธอดูไม่สนใจ ฉันเลยไม่เคยถาม แต่ถ้าเธอไม่ลองไปแข่งสักครั้งก็น่าเสียดายมากจริงๆ” ครูสอนเปียโนยิ้มอย่างอ่อนโยนแนะนำเขาเกี่ยวกับการแข่ง เซียวหรงสนใจมาก จึงตอบตกลงไปและบอกกับครูว่าเขาจะตั้งใจฝึกซ้อมเป็อย่างดี
ตอนที่ครูสอนเปียโนกลับไปแล้ว เซียวหรงก็ยังคงนั่งเล่นเปียโนอยู่ในห้องดนตรีของบ้าน ไม่ได้สังเกตถึงใครบางคนที่เข้ามา จนกระทั่งเขาเล่นจบแล้วหันกลับมาก็พบว่า เซียวอวี้กำลังยืนมองตัวเองอยู่ เซียวหรงก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“ทำอะไรน่ะ?”
เซียวอวี้ส่ายหน้า นับั้แ่เซียวหรงกลับมาจากโรงพยาบาลก็ไม่เคยหาเื่หรือรังแกเขาอีกเลย ไหนจะยอมลงให้เขาอีกหลายครั้ง ไหนจะชอบชวนเขาไปกินของอร่อยๆ เื่นี้ทำให้เขารู้สึกแปลกไป เหมือนอีกฝ่ายเป็คนแปลกหน้า แต่ไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดี กลับกันความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกเริ่มเสพติดมันแล้ว
เซียวอวี้กวักมือเรียกอีกฝ่ายพลางชี้ไปที่โซฟาด้านข้าง
“มานั่งนี่สิ”
จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตู้เย็นในห้อง หยิบเค้กออกมาสองชิ้น เดินไปวางไว้ที่โต๊ะเล็กด้านข้างโซฟา จากนั้นก็หยิบกาน้ำชาอีกชุดออกมา ใส่น้ำร้อนล้างกาก่อน จากนั้นค่อยใส่ใบชาม่อลี่หลงจูชั้นยอดลงไป ใส่น้ำร้อนล้างชาใบ ทำแบบนี้สองรอบ กลิ่นหอมของใบชาก็อบอวลไปทั่วห้อง จากนั้นเขาค่อยใส่น้ำร้อนอีกครั้ง รอไม่กี่อึดใจก็รินชาใส่ถ้วยพักชาผ่านที่กรอง จากนั้นก็รินชาจากด้วยพักชาใส่ถ้วยชาใบเล็กสองใบ ใบหนึ่งส่งให้เซียวอวี้ อีกใบวางไว้ตรงหน้าตัวเอง
เซียวอวี้มองภาพสวยงามตรงหน้าอย่างอ้ำอึ้ง เซียวหรงเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตาไม่กะพริบไม่กล้าขยับก็ขำเบาๆอย่างเอ็นดู
“เป็ไรไป มองจนโง่งมไปแล้วหรือ กินเสียสิ” เซียวหรงพูดพลางหยิบส้อมยื่นให้อีกฝ่าย ส่วนตัวเองก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
รสชาติของชาม่อลี่หลงจูมีกลิ่นมะลิอ่อนๆ เป็กลิ่นที่หอมหวานและอ่อนโยน เซียวหรงชอบชากลิ่นนี้ที่สุด แต่ราคาของชาม่อลี่หลงจูชั้นยอดสูงเกินไป ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของเขาในชาติที่แล้ว ทำให้เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสซื้อมาดื่มเท่าไหร่ มาตอนนี้เขาได้อาศัยใบบุญเซียวหรงคนก่อนเสพสุข แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่เขาก็คิดว่าอีกหน่อยเขาจะทำดีต่อคนในครอบครัวของเด็กหนุ่มเป็การตอบแทน
เซียวอวี้เห็นก็ทำตาม เขาตักเค้กเข้าปากหนึ่งคำ จากนั้นก็วางส้อมในมือ จากนั้นก็ยกชาขึ้นจิบน้อยๆ กลิ่นมะลิเบาบางและรสหวานละมุนของชาซาบซ่านอบอุ่นไปถึงหัวใจ น่าแปลกที่ชานี้ไม่มีรสขมอยู่เลย
“อร่อยไหม?” เซียวหรงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายทานขนมเค้กไปแค่คำเดียว
เซียวอวี้พยักหน้า
“อร่อยก็กินเยอะๆ” เซียวหรงลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ จากนั้นก็จัดการเค้กส่วนของตัวเองไปพลางเติมน้ำชาของทั้งสองไปพลาง
หลายวันมานี้เซียวอวี้แอบสังเกตเซียวหรงอยู่บ่อยๆ ความอบอุ่นหลายต่อหลายครั้งที่อีกฝ่ายคล้ายตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าฝันไป เพราะมันดูงดงามเกินกว่าจะเป็ความจริง
“ฮ่าๆ เลอะแล้ว” จู่ๆ เซียวหรงก็หัวเราะขึ้นมาแล้วชี้ไปที่มุมปาก เซียวอวี้ทำหน้าเหลอหลาใช้มือแตะ เซียวหรงเห็นว่าเขาแตะโดนคราบครีมที่เลอะซะที จึงหยิบดึงกระดาษทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาแล้วเช็ดปากให้เ้าเด็กน้อยโดยที่อีกฝ่ายยังคงจ้องเขาตาไม่กะพริบ
ทั้งสองต่างฝ่ายต่างกินเค้กส่วนของตัวเองไปเงียบๆ จนหมด เซียวหรงก็กลับไปยังเปียโนและเริ่มเล่นต่อ ส่วนเซียวอวี้ก็ยังคงนั่งมองอีกฝ่ายอยู่ตรงนั้นจวบจนเวลาอาหารเย็น
เมื่อนายท่านและคุณนายเซียวกลับมา
เซียวหรงก็รีบบอกเื่ที่ตัวเอง้าจะไปร่วมการแข่งเปียโนทันที ถึงแม้ทั้งสองจะมีท่าทางไม่เห็นด้วย แต่ภายใต้คำยืนยันของเซียวหรงที่ว่าจะไม่ให้กระทบต่อผลการเรียนทั้งสองจึงอนุญาต
ที่จริงเซียวหรงสังเกตได้ว่าหลังจากที่เซียวอวี้เข้ามาอยู่ในบ้านนี้ เซียวอี้เฉินดูจะไม่เข้มงวดกับเซียวหรงเหมือนเมื่อก่อนกลับไปเข้มงวดกับเซียวอวี้แทน แบบนี้ก็ดีเพราะเซียวหรงเองก็ไม่คิดจะใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปกับการเรียนอีก
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดิมทีตระกูลเซียวก็ไม่ค่อยพูดคุยกันระหว่างทานอาหารอยู่แล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเรียกได้ว่าเงียบสงบ เซียวหรงแอบถอนหายใจ อย่างน้อยก็ไม่ได้ทะเลาะกัน
หลังมื้ออาหารเซียวหรงกลับไปที่ห้องของตัวเอง หยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดบันทึก เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้น เมื่อเขาเปิดประตูกลับพบว่าเป็เซียวอวี้
“หืม? มีอะไรหรือเปล่า?”
เซียวอวี้หน้าแดง พูดเสียงตะกุกตะกัก
“ฉัน มีการบ้านที่ทำไม่ได้ ช่วยหน่อยได้ไหม กะ เกอ” เซียวหรงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เ้าเด็กนี่จู่ๆ ก็มาทำตัวน่ารักเนี่ยนะ? แต่ด้วยความเป็ผู้ใหญ่ทำให้เขาไม่ไปคิดเล็กคิดน้อยกับเด็ก เซียวหรงพยักหน้ากล่าว
“เข้ามาสิ” เขาเปิดประตูเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้ามา
เซียวหรงเดินไปนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ โชคดีที่โต๊ะหนังสือห้องเขาใหญ่พอที่จะให้คนสองคนนั่ง เพราะเมื่อก่อนมักจะมีติวเตอร์มาสอนที่บ้านอยู่เสมอ
เมื่อเซียวหรงดูหนังสือที่เซียวอวี้ถือมา เขาก็ขมวดคิ้ว หนังสือเล่มนี้เป็หนังสือสำหรับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่สาม แต่เซียวอวี้อายุเพียงสิบสามปีควรจะเรียนยู่ปีหนึ่งสิถึงจะถูก
“ทำไมเป็หนังสือของปีสาม นายไม่ได้เรียนอยู่ปีหนึ่งเหรอ?” เซียวหรงถามด้วยความสงสัย
“อืม พ่อบอกให้สอบข้ามขั้นน่ะ”
ความเข้มงวดของเซียวอี้เฉินแทบจะกลายเป็เื่ผิดปกติในสายตาของเซียวหรงแล้ว ต่อให้เขา้าให้ลูกๆ ตั้งใจเรียนเพื่อสืบทอดกิจการ อย่างไรก็ไม่ควรถึงกับรีบให้ลูกคนเล็กต้องเร่งเรียนขนาดนี้
“แล้วนายเรียนไหวเหรอ?” เซียวหรงถาม เขาคิดว่าอีกฝ่ายยังเด็กอยู่มาก ไม่จำเป็ต้องเร่งรีบขนาดนั้น เด็กๆ จะเติบโตได้ดีควรจะค่อยเป็ค่อยไป
“ลูกผู้ชาย ไม่มีคำว่า ไม่ไหว” เซียวอวี้กัดฟันพูด
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ” เซียวหรงถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง ลูกผู้ชาย? ลูกหมาน่ะสิ
เ้าหมอนี่หัวเราะเยาะเรา!
เซียวอวี้ทั้งโกรธทั้งอับอาย เขาลุกขึ้นด้วยความโมโหจนเก้าอี้ล้มลงดังลั่น
เซียวหรงเห็นใบหน้าเล็กๆ นั้นบึ้งตึงก็ยิ่งหยุดหัวเราะไม่ได้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าน่าเอ็นดูมาก เขาอดไม่ได้ที่จะลูบหัวอีกฝ่ายอีกครั้ง
เซียวอวี้อึ้งกับความอบอุ่นที่ไม่ค่อยคิดนี้อีกครั้ง อารมณ์โกรธเมื่อครู่จู่ๆ ก็หายไปเพราะความอ่อนโยนเพียงเล็กน้อยนี้แล้ว เขาดึงเก้าอี้ที่ล้มลงด้วยตัวเอง นั่งลงอย่างเรียบร้อยพูดด้วยความหงุดหงิด
“จะสอนดีๆ ได้ไหม! คอยดูเถอะ อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวฉันก็เรียนตามนายทันแล้ว!”
“ได้ๆๆ ไม่หัวเราะนายละ” ในที่สุดเซียวอวี้ก็หยุดหัวเราะแล้วเริ่มสอน หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มสนิทกันเหมือนกับว่าทั้งสองเป็พี่น้องกันจริงๆ เื่นี้ทำให้คุณพ่อเซียวดีใจมาก ส่วนคุณแม่เซียวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอคิดว่าไม่ว่าเื่อะไรลูกชายของเธอมักจะจัดการได้ดีเสมอ