บทที่ 149 ปฏิเสธ
แมงมุมน้อยกินอิ่มก็หลับไปในฝ่ามือของชิงหมินเช่นนี้ ท่าทางของมันดูสบายใจมากที่ได้ออกมาจากถ้ำนั้นและมีคนที่จะดูแลมันหลังจากนี้เสียที สิงโตน้อยทำหน้าที่เป็นสารถีเหมือนเช่นเคย พาเจ้านายและเพื่อนตนใหม่ของตนเองเดินลัดเลาะเพื่อลงเขา นำโดยหวงซีเฉิงและทหารของเขาที่กำลังคิดวางแผนกลับไปจัดการถ้ำแมงมุมสีฟ้าพวกนั้น
เพราะแมงมุมกลัวไฟ กลับไปครั้งนี้พวกเขาจะต้องเรียกระดมพลที่มีพลังธาตุไฟมาทั้งหมดเพื่อปราบปราม ยังต้องเตรียมอุปกรณ์และอาวุธให้พร้อมด้วย ดีที่พวกเขาได้รับ “เขี้ยวและขาทั้ง 8” ของแมงมุมเพศผู้ที่ตายหลังจากผสมพันธุ์ ดังนั้นอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่จะจัดการราชินีแมงมุมได้ยังควรเป็นของพวกนี้อยู่
ความเงียบเข้าปกคลุมไปตลอดการเดินทาง ทุกคนจมอยู่กับความคิดของตนเอง แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้กลับไปรวมกับขบวนขององค์รัชทายาท ทว่ากลับไปรอที่ฐานของตนเอง หวงซีเฉิงเชื่อว่า...ก่อนที่องค์รัชทายาทจะสร้างสันดินเสร็จ พวกเขาก็คงจะกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้แล้ว
ใช้เวลาอยู่เกือบ 2 วัน ในที่สุดขบวนชุดแรกก็ถูกส่งออกมา เป็นขุนนางพร้อมกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่อ่อนแอ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากด้านนอกมากที่สุด ดังนั้นจึงได้รับโอกาสเป็นกลุ่มแรก
ซือซือและจางหลิวอี้ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ทั้งสองคนช่วยดูแลคนเฒ่าคนแก่และเด็กเพื่อให้เดินทางอย่างราบรื่นดี หลังจากที่เห็นลานกว้างด้านนอก รวมถึงยังมีเส้นทางที่ปลอดจากน้ำท่วมขัง ทุกคนที่รอดออกมาก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น หลายคนร่ำไห้ หลายคนรีบขอบคุณฟ้าดินที่ทำให้ตนเองยังมีชีวิตอยู่
ค่ายของแม่ทัพใหญ่ที่สร้างเอาไว้นั้นจำเป็นต้องต้อนรับพวกเขาเนื่องจากเป็นราชโองการ แต่ทหารก็ได้เตรียมพื้นที่พักเอาไว้สำหรับผู้อพยพเหล่านี้แล้ว ไม่ปล่อยให้มาวุ่นวายกับการทำงานของฝั่งทหารเด็ดขาด ทำให้กลุ่มที่เพิ่งอพยพมายังต้องดูแลตนเองอยู่ดี แม้ว่าทหารจะทำข้าวต้มเผื่อพวกเขา กระนั้นก็เป็นเพียงวันเดียวนี้เท่านั้น
หลังจากสร้างสะพานแขวนได้สำเร็จ ขบวนของหวงซีเฉิงก็เตรียมพร้อมที่จะจากไป เขาทิ้งคนเอาไว้เฝ้าระวังไม่กี่คนเท่านั้น แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือองค์รัชทายาทในการเยียวยาผู้ประสบภัย
“ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเสียที” ชิงหมินบ่นพึมพำขึ้นมา ในมือของเขายังมีเจ้าก้อนกลมที่หลับใหลอยู่ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าที่เจ้าแมงมุมน้อยจะออกมาจากเปลือกใยที่พันอยู่รอบๆตัวของมัน
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รีบร้อน ปล่อยให้มันนอนหลับสบายใจอยู่อย่างนั้น ในขณะที่การเดินทางกลับนั้นราบรื่นมาก ระหว่างทางยังเจอขบวนพ่อค้าที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงด้วย ดังนั้นอาหารการกินของพวกเขาจึงดีขึ้นจากการซื้อเสบียงผ่านกลุ่มการค้าเหล่านี้
“คิดถึงบ้านแล้วหรือ?” ในขณะที่คนตัวเล็กกำลังเฝ้าฝันอยากจะกลับบ้าน หวงซีเฉิงกลับรู้สึกอึดอัดไม่น้อย กลับไปครั้งนี้ก็ต้องแยกจากกันอีก กว่าเขาจะหาโอกาสและข้ออ้างเพื่อให้ชิงหมินออกมาจากจวนสกุลหลี่ได้ สุดท้ายแล้วเวลาที่ใช้ร่วมกันกลับน้อยเสียเหลือเกิน
“แน่นอนสิ ข้ายังมีอะไรที่อยากกินอีกมากเมื่อกลับไปถึง”
“เจ้าเห็นแก่กินเกินไปแล้ว”
“หืม? ยังไม่ทันแต่งข้าเข้าจวนก็คิดจะตำหนิข้าเรื่องกินแล้วหรือ? ไหนท่านสัญญาแล้วว่าจะเลี้ยงดูข้าอย่างดี ตามใจข้า ให้ข้ามีห้องครัวส่วนตัวไม่ใช่หรือ?”
“ข้ารู้แล้ว ไม่ได้คิดผิดสัญญาต่อเจ้า ถึงอย่างนั้น...เจ้าเอาแต่คิดถึงของกิน เจ้าไม่กลัวว่าจะแยกจากข้าบ้างหรือ?” เมื่อชิงหมินได้ยินคนตัวโตเอ่ยถามขึ้นมาอย่างนี้ เขาก็ลอบเบะปากทันที
“แยกจากท่านหรือ? ต่อไปก็จะได้แต่งให้ท่านแล้ว โอกาสที่ข้าสามารถอยู่ห่างจากท่านได้ก็มีแค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ”
“หืม? อย่างนั้น...เจ้าก็เก็บความสุขนี้เอาไว้เถอะ อีกไม่นานนักหรอก” หวงซีเฉิงบีบแก้มเล็กๆของเขาด้วยความหมันไส้ เจ้าเด็กตัวแสบคนนี้ช่างหักหาญน้ำใจของเขาเหลือเกิน
ในขณะที่เขาต้องการให้อีกฝ่ายมาอยู่ข้างกายโดยเร็ว เจ้าตัวแสบกลับพูดเหมือนกับว่าการมาอยู่กับเขาเป็นเหมือนการถูกขังอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านเอาเวลาไปสนใจทำภารกิจจัดการแมงมุมปีศาจร้ายพวกนั้นก่อนเถอะ คิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่นไปก็มีแต่จะทำให้เกิดความประมาทมากขึ้นเท่านั้น”
“อืม ส่วนเจ้าก็รอข้ากลับมาก็แล้วกัน หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ข้าคิดว่าปัญหาสกุลหวงก็น่าจะจบลงเช่นกัน”
“..............” หลี่ชิงหมินเข้าใจความหมาย เขาเคยบอกว่าถ้าจัดการปัญหาสกุลหวงเสร็จแล้ว จะเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างพวกเขาทันที ดังนั้น...นี่ย่อมหมายความว่า เวลาแต่งงานของพวกเขาเข้าใกล้มาทุกทีๆแล้ว
หัวใจคนตัวเล็กเต้นโครมคราม ถึงจะบอกว่าตนเองยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ได้ แต่ก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี อย่างไรเสีย...นี่ก็คือการแต่งงานครั้งแรกของเขาเลยนะ
“ว่าแต่...ซือซือมาคุยอะไรกับท่านก่อนหน้านี้หรือ?” หลี่ชิงหมินเงียบไปสักพัก หวงซีเฉิงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นมาอีก จนสุดท้ายต้องเป็นคนตัวเล็กที่เอ่ยถามเรื่องที่อยากรู้ขึ้นมาแทน
“มีเพียงเรื่องไร้สาระ” หวงซีเฉิงคร้านที่จะพูดถึง แต่หลี่ชิงหมินกลับพ่นลมหายใจออกมาเสียอย่างนั้น
“เช่นนั้นข้าก็ไม่อยากฟังก็ได้”
“ข้าไม่ได้คิดจะปิดเจ้า แต่คำพูดของนางเป็นเพียงเรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่งเท่านั้น นางกล่าวว่าตนเองจะต้องไปเป็นสนมให้กับองค์รัชทายาท ทั้งหมดนี้เป็นเพราะแผนของจางหลิวอี้ที่ต้องการทำลายชื่อเสียงและโอกาสเติบโตของนาง นางจึงบอกให้ข้าช่วยเหลือนางในอนาคตเพื่อตอบแทนที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้”
“หือ? ซือซือพูดเช่นนั้นเลยหรือ?” ชิงหมินเอ่ยถามเสียงสูง
นางเอกของเรื่องถึงจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่การทวงบุญคุณคนอื่นซึ่งๆหน้าเช่นนี้...มันค่อนข้างแปลกจริงๆ
“นางเป็นเช่นนี้มาตลอด มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ไม่เห็น”
“ช่างหาเรื่องมาตำหนิข้าจริงๆ” ชิงหมินบ่นอุบ
“ข้าปฏิเสธนางไปแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าช่วยเหลือนางมาหลายครั้งเกินไป นางบอกว่าตนเองมีบุญคุณช่วยชีวิตข้า ข้าก็ได้ตอบแทนไปแล้ว ไม่มีอันใดติดค้างกันอีก”
“แล้วนางว่าอย่างไรต่อหรือ?”
“นางเสนอว่าจะแลกเปลี่ยนกับข้าในอนาคต นางกล่าวว่าตนเองสามารถเพาะปลูกสมุนไพรระดับสูงได้”
“โอ้ นี่เป็นข้อเสนอที่ดีไม่ใช่หรือ?” ชิงหมินพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้ก็เพราะพลังของนางเอก จึงสามารถช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ในฐานะฮูหยินของเขาได้ ชาวบ้านมากมายได้รับความช่วยเหลือจากนาง กลายเป็นคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมกันมาก แม้ครั้งนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่ในฐานะสามีภรรยา แต่ถ้าได้ร่วมมือกัน มันก็น่าจะดีไม่ใช่หรือ?
ทว่า หวงซีเฉิงกลับส่ายหน้าให้เขา แสดงออกอย่างไม่เห็นด้วย...
“นางยุ่งกับข้ามากเกินไปไม่ได้”
“.............”
“พระสนมผู้หนึ่งจะสนิทกับแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรได้อย่างไร ยิ่งร่วมมือกันยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายแล้วอาจจะมองว่าข้ากลายเป็นชู้รัก หรืออาจจะเป็นข้าที่วางแผนก่อกบฏได้” หวงซีเฉิงอธิบายให้ชิงหมินได้ฟัง อีกสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับสตรีผู้นั้นมากเกินไป ก็เป็นเพราะเด็กหนุ่มตรงหน้า
ขนาดกับเขา นางยังกล้าทวงบุญคุณ แล้วยื่นข้อเสนอที่เอาแต่ได้มาให้ หากนางได้มีโอกาสพูดคุยกับหลี่ชิงหมินมากเข้า ไม่ใช่กล่อมให้เด็กแสบของเขาเชื่อใจอีกหรือ?
แม้ว่าชิงหมินจะเป็นเด็กฉลาด แต่ก็มีหลายครั้งที่คนฉลาดพลาดท่ากับเรื่องง่ายๆได้เหมือนกัน หวงซีเฉิงไม่ต้องการเปิดโอกาสให้คนของเขาถูกหลอกลวงได้อีก
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าอยู่ใกล้นางมากนักเลย” หลี่ชิงหมินไม่ได้รู้ความคิดนั้น เขาคิดตามและพยักหน้ารับคำของหวงซีเฉิง
“อืม เจ้าก็เช่นกัน เมื่อกลายเป็นคนของแม่ทัพใหญ่แล้ว การกระทำของเจ้าจะส่งผลต่อข้าด้วย”
“ข้ารู้แล้ว” หลี่ชิงหมินไม่ใช่เด็กน้อยเสียเมื่อไร เขาเองไม่ต้องการเรื่องวุ่นวายอะไรทั้งนั้น หากเลือกได้ก็อยากจะนอนเงียบๆอยู่ในจวนมากกว่า ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องหาเรื่องเข้าตัวเสียหน่อย
หวงซีเฉิงพยักหน้ารับ เห็นคนตัวเล็กกำลังจะล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างคนไม่คิดอะไรมากก็พึงพอใจขึ้นมา เขาไม่ได้เล่าสิ่งที่ซือซือมาพูดกับเขาทั้งหมด บางอย่างที่นางพูดไม่ดีเกี่ยวกับหลี่ชิงหมินและทำให้พวกเขาต้องแตกคอกัน เขาถือว่าไม่ได้ยินเสียก็จบเรื่องแล้ว
กล่าวว่าเด็กน้อยของเขาไม่มีทางเป็นฮูหยินใหญ่ที่ดีได้งั้นหรือ?
พูดว่าชิงหมินของเขามีใจต่อสตรีไม่ใช่บุรุษ แต่งเข้าจวนสกุลหวงก็อาจจะหักหลังเขาแล้วลอบคบชู้อย่างนั้นหรือ?
ซือซือ...สตรีผู้นี้กล้าทวงบุญคุณกับผู้อื่น แต่ตนเองติดค้างหวงซีเฉิงมากมายเท่าไรกลับไม่เคยคิดตอบแทน คนเช่นนี้จะควรค่าแก่การคบหาเป็นสหายได้อย่างไร แค่เขาไม่คิดจะจัดการนางให้สิ้นลม ก็ถือว่าเขาตอบแทนบุญคุณที่นางได้ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้แล้ว ทว่า...หากมีครั้งต่อไป เขาก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะใจเย็นแล้วรับฟังคำพูดของนางได้หรือไม่ เพราะเขาก็ยังกลัวว่าตนเองจะเผลอใช้พลังของตนสังหารนางในเสี้ยววินาที!
และแล้ว การเดินทางที่ยาวนานของชิงหมินก็จบลง เขากลับมาที่จวนสกุลหลี่อย่างปลอดภัย บิดามารดาของเขาได้ยินข่าวเรื่องที่พวกเขาต้องย้อนกลับไปช่วยเหลือองค์รัชทายาทแล้ว ทุกคนเป็นห่วงมาก กลัวว่าชิงหมินจะตกอยู่ในอันตรายจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น เมื่อเห็นว่าบุตรชายกลับมาโดยไม่มีส่วนไหนบุบสลาย พวกเขาก็กล่าวขอบคุณแม่ทัพใหญ่กันยกใหญ่ ทำเอาชิงหมินต้องเบนหน้าหนี
ตัวเขาดูแลตนเองได้เช่นนี้ แถมยังสร้างผลงานมากมาย บิดามารดากลับไม่เคยชื่นชม หันไปขอบคุณหวงซีเฉิงเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร! ตอนนี้เขาสับสนไปหมดแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นบุตรชายของพวกท่านทั้งสอง!
เป็นไปอย่างที่หวงซีเฉิงและชิงหมินคาดการณ์เอาไว้ พระราชโองการถูกประกาศในพระราชสำนักทันทีเมื่อองค์จักรพรรดิทราบข่าวเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นบนเขา เหตุการณ์ที่มีฝูงสัตว์ร้ายระดับ 9 หลายร้อยตัวนั้นทำให้คนในราชสำนักต่างก็หดหัวลง เกรงว่าตนเองจะต้องมีส่วนไปช่วยเหลือภารกิจครั้งนี้
ดีที่พวกเขาได้เจอแม่ทัพใหญ่สกุลหวง ไม่อย่างนั้น...หากเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าตัวหายสาบสูญอยู่ ต่อให้มีคนพบเจอสถานการณ์ผิดปกตินี้ พวกเขาก็คงไม่กล้ารายงาน ด้วยกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นผู้ที่ต้องรับภารกิจเสี่ยงตายนี้ไป
หวงซีเฉิงมาร่ำลาหลี่ชิงหมินอย่างเป็นทางการที่หน้าจวนสกุลหลี่ ขุนนางและชาวบ้านมากมายต่างเป็นสักขีพยานรักในครั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก แต่คำของแม่ทัพใหญ่ที่ประกาศว่า “หลังจากข้ากลับมา จะให้แม่สื่อมาสู่ขอวันเดือนปีเกิดของเจ้า” ก็เท่ากับคำสัญญาแล้วว่าอีกไม่นานนี้ พวกเขาจะได้ตบแต่งกันจริงๆจังๆเสียที
นอกจากเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่หลี่ชิงหมินได้รับของรางวัลพระราชทานจากองค์จักรพรรดิมากมายที่ได้คิดค้นวิธีการใช้ผลคันขึ้น ตอนนี้ถุงเงินถุงทองส่วนตัวของเขาจึงมากมายกว่าผู้ใด ทว่า...รางวัลเท่านี้ยังคงไม่เพียงพอ ดังนั้นองค์จักรพรรดิจึงเพิ่มเวลาให้เขาสามารถอ่านตำราหวงจื่อเป็น 2 เดือน จากที่มอบให้ครั้งก่อน 1 เดือนเท่านั้น
ผู้คนมากมายอิจฉาเขา แต่เพราะตนเองไม่มีความสามารถเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงทำได้แค่พยักหน้าเห็นด้วย การที่มอบเวลาศึกษาตำราหวงจื่อให้กับหลี่ชิงหมินเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไร้สาระก็ได้
คนที่ไม่รู้วิธีทำความเข้าใจ ต่อให้มีเวลาอ่านเพิ่มขึ้นก็ยังไม่ได้อะไรกลับมาอยู่ดี สิ่งนี้ต้องดูว่าหลี่ชิงหมินมีความสามารถมากพอที่จะกอบโกยผลประโยชน์ที่ได้รับมาหรือไม่ หากไม่...ก็เท่ากับว่าองค์จักรพรรดิไม่ได้เสียอะไรเพิ่มเติมก็เท่านั้น
แน่นอนว่ารางวัลก็ส่วนรางวัล แต่ชื่อเสียงของหลี่ชิงหมินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้ทุกคนในเมืองหลวงต่างก็รู้จักเขากันหมดแล้ว
ขบวนพ่อค้าที่เดินทางจากทั่วสารทิศเองก็จดจำเขาเอาไว้ หลังจากนี้เมื่อพวกเขาเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ย่อมนำชื่อเสียงของว่าที่ฮูหยินใหญ่ท่านแม่ทัพ นามว่า “ชิงหมิน” ไปด้วย และประชาชนจะเชิดชูเกียรติของเขา หากพูดถึงท่านแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรหวง ย่อมต้องพูดถึงฮูหยินหวงด้วยเช่นกัน
เรียกได้ว่า ในเวลานี้...หากหวงซีเฉิงต้องการก่อกบฏ เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ขอให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านทางการก็สิ้นเรื่องแล้ว
ทหารอยู่ในมือของเขา ถ้าประชาชนยังเป็นของเขาด้วย คนอื่นจะทำสิ่งใดได้!
………………………………