หลังจากที่ขบวนเนรเทศออกเดินทางเหวินซิ่วชิง หลินเจียย่วน และลู่ซื่อที่อยู่บนรถม้าก็เริ่มลงมือเย็บปักถักร้อย
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋ติดตามหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงไปหาสมุนไพรบริเวณใกล้เคียงเมื่อใดที่พบสมุนไพรที่รู้จัก นางก็จะฉวยโอกาสตอนไม่มีผู้ใดอยู่ย้ายมันเข้าไปในมิติ
หลินเฉิงจางงานยุ่งกว่าผู้อื่นเนื่องจากเหล่านักโทษที่เพิ่งจะเรียนรู้วิธีการต่างๆกำลังอยู่ในช่วงที่กระหายใคร่รู้มากที่สุด ตลอดทั้งเช้าปากของหลินเฉิงจางแทบจะไม่ได้หยุดพักตอนพักกลางวันเขาดื่มน้ำไปสองถุงเต็มๆ ถึงจะบรรเทาอาการกระหายน้ำได้
หลินเสวี่ยจู๋ตบไหล่เขาแล้วยิ้มตาหยี“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านพ่อ? ความรู้สึกนี้เทียบกับการรับใช้ฝ่าบาทแล้วเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
หลินเฉิงจางตอบอย่างสุขุม“เหนื่อยกายกับเหนื่อยใจนำมาเทียบกันไม่ได้”
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
หากเลือกได้ผู้ใดบ้างจะอยากเหนื่อยใจ?แต่เรื่องราวในโลกนี้มักไม่อาจเลือกได้
หลินเสวี่ยจู๋นำขนมออกมาจากรถม้าให้ทั้งครอบครัวกินรองท้องก่อนจะกินผลไม้อีกเล็กน้อย จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงาน
เหยียนต้าพาสามพี่น้องสกุลหูไปหาสถานที่กว้างๆเพื่อเตรียมตัดไม้ไผ่มาทำเตียง
แม่นมหม่าพาชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงไปตากหน่อไม้แห้งในจุดที่มีแสงแดดเพียงพอ
หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงเรียกหลินอวี่เซวียนไปขณะที่จัดการสมุนไพรก็อธิบายสรรพคุณทางยาให้เด็กน้อยฟัง
ส่วนหลินเฉิงจางถูกคนกลุ่มหนึ่งเชิญไปให้คำแนะนำก่อนจะเดินออกไปเขามองค่ายพักแรมของครอบครัวตนเองอย่างอาลัยอาวรณ์แววตาที่ดูเศร้าสร้อยนั้นทำเอาหลินเสวี่ยจู๋แทบจะหลุดขำออกมา
แต่ไม่นานก็มีคนอีกกลุ่มทยอยเข้ามาล้อมลู่โม่เอาไว้แล้วขอให้เขาสอนวิธีล่าสัตว์
ทางด้านเหยียนต้ากับแม่นมหม่าก็มีคนแวะเวียนเข้ามาพูดคุยเป็นระยะๆ
สวรรค์วิถีชีวิตของครอบครัวตนเองกลายเป็นของจัดแสดง ทำอะไรก็มีคนมาดู
หลินเสวี่ยจู๋ปวดศีรษะขึ้นมานางรีบมุดเข้าไปในรถม้าของหยวนซิว
“สามีท่านเหลาแท่งไม้ไผ่อีกแล้วหรือเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หยวนซิวเงยหน้ามองนางแวบหนึ่งก่อนจะกลั้นยิ้มแล้วเอ่ยอย่างหยอกเย้า “ทำไมหรือ? เจ้าไม่ออกไปสอนทุกคนแต่กลับวิ่งหนีมาหาความสงบแทนหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สะทกสะท้านนางเอนตัวลงนอนในรถม้า แล้วเอ่ยอย่างสบายใจ “ข้าผู้นี้น่ะ งานอันใดที่แบ่งให้คนอื่นทำได้ข้าจะไม่ลงมือทำเองเป็นอันขาดพลังของมวลชนนั้นยิ่งใหญ่ ข้าต้องเชื่อมั่นในมวลชน”
หยวนซิวใช้นิ้วจิ้มปลายแหลมของแท่งไผ่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าเชื่อมั่นในตัวผู้อื่นถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าผู้อื่นจะทำได้ไม่ดีหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะคิกคัก“นี่ล่ะคือสิ่งที่ข้าต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้ทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมและแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่”
มือของหยวนซิวที่กำลังเหลาแท่งไม้ไผ่หยุดชะงักอดไม่ได้ที่จะมองหลินเสวี่ยจู๋แวบหนึ่ง
เขารู้ว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาแต่ไม่คาดคิดว่าคำพูดที่นางเอ่ยออกมาอย่างสบายๆ จะมีเหตุผลถึงเพียงนี้
เมื่อปีนั้นตอนที่เขาเข้าประจำการในค่ายทหารเป็นครั้งแรกเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ความ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหลายปีจึงค่อยๆเรียนรู้ประสบการณ์ในการเป็นแม่ทัพ เขาเติบโตขึ้นมาเช่นนั้น
คำพูดที่หลินเสวี่ยจู๋กล่าวออกมาเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เขาต้องครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเข้าใจ
หน้าที่ของเขาในฐานะแม่ทัพคือการทำให้ทหารทุกนายและกลยุทธ์ทุกอย่างแสดงความสามารถสูงสุดออกมาในสนามรบ
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็มองขาที่บาดเจ็บจนต้องใช้ไม้กระดานดามเอาไว้ แล้วหัวเราะเยาะตนเอง
หลินเสวี่ยจู๋พลิกตัวตะแคงมาทางหยวนซิวแล้วหยิบแท่งไม้ไผ่ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ
“สามีแท่งไม้ไผ่อันนี้ของท่านแทงทะลุหนังของหมูป่าได้หรือไม่?”
หยวนซิวส่ายหน้า“หนังของหมูป่าแข็งมาก แต่เจ้าใช้แท่งไม้ไผ่แทงเข้าที่ดวงตาของมันได้”
“เช่นนั้นหมาป่าเล่า?” หลินเสวี่ยจู๋ถามต่อ
หยวนซิวครุ่นคิดแล้วพยักหน้า“น่าจะได้ ทำไม? เจ้าอยากไปล่าสัตว์หรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ถอนหายใจยาวไม่ตอบคำถาม
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นเดินออกจากรถม้าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังรถม้าของเหล่าผู้คุม
“ท่านผู้คุม”นางตะโกนเรียกอยู่ไกลๆ
หลิวขุยโผล่ศีรษะออกมาจากรถม้าเมื่อเห็นว่าเป็นนางก็กระโดดลงมาทันที
“หลินเหนียงจื่อมีธุระอันใดหรือ?”
แม้ว่าสีหน้าของหลิวขุยจะดูเคร่งขรึมแต่น้ำเสียงกลับสงบนิ่งและสุภาพอย่างยิ่ง
หลินเสวี่ยจู๋กลั้นยิ้มนางรีบพูดเข้าประเด็นทันที “ท่านผู้คุม ข้าอยากจะขอยืมกริชสักหลายเล่มหน่อยเจ้าค่ะ”
“อันใดนะ?” หลิวขุยแทบจะกระโดดโหยง
โชคดีที่เขาตั้งสติได้ทันหลินเสวี่ยจู๋เป็นสตรีที่เขาไม่อาจยั่วยุได้ จึงกลืนคำพูดหยาบคายที่กำลังจะหลุดปากออกมาลงไป
เขาฝืนระงับโทสะก่อนจะอธิบาย“หลินเหนียงจื่อ การมอบอาวุธให้นักโทษระหว่างการควบคุมตัวถือเป็นข้อห้ามอันใหญ่หลวงไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าหลังจากได้กริชไปแล้วนักโทษจะหลบหนีหรือไม่ หากพวกเขาต่อสู้กันจนถึงขั้นเสียชีวิตพวกเราผู้คุมเองก็รับผิดชอบไม่ไหว”
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจเหตุผลนี้ดีเพียงแต่นางมีเหตุผลที่ต้องร้องขอกริช “ท่านผู้คุม ความคิดของข้านั้นเรียบง่ายอย่างยิ่งทุกคนต้องกินข้าวจึงจำเป็นต้องล่าสัตว์ หากไม่มีอาวุธติดตัวก็ไม่อาจทำอันใดได้นอกจากนี้ในป่าบนภูเขาลึกเช่นนี้ ไม่แน่ว่าจะพบสัตว์ป่าเมื่อใด หากเกิดอันตรายขึ้นมาขอเพียงทุกคนมีอาวุธอยู่ในมือก็จะดูแลตนเองได้เจ้าค่ะ”
หลิวขุยเงียบไปเขารู้ดีว่าหากเหล่านักโทษไม่ได้กินอิ่มเป็นเวลานานก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่คิดต่อต้าน และหากเกิดอันตรายขึ้นจริง เหล่านักโทษที่มีความสามารถในการดูแลตนเองได้ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระของผู้คุมได้ไม่น้อย
แต่เหตุผลเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวให้เขาแจกอาวุธแก่เหล่านักโทษ
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางของหลิวขุยอ่อนลงเล็กน้อยก็รู้ว่าเรื่องนี้ยังมีความหวังจึงรีบตีเหล็กตอนยังร้อน “ท่านผู้คุมข้าไม่ได้จะให้ท่านแจกกริชให้กับทุกคน เพียงแต่ให้ทุกคนยืมไปใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเหมือนเมื่อเช้านี้ตอนนี้ทุกคนมีไม้ไผ่อยู่ในมือ เพียงแค่เหลาให้แหลมก็ใช้เป็นอาวุธได้แล้ว ท่านเองก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะถือแท่งไม้ไผ่มาต่อต้าน”
นางเชี่ยวชาญในการเจรจาต่อรองอันดับแรกนางจะยื่นข้อเสนอที่หลิวขุยไม่อาจตอบตกลงได้ก่อน จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นยอมถอยก้าวหนึ่งเพื่อชักนำให้อีกฝ่ายยอมผ่อนปรน วิธีนี้ทำให้นางมีโอกาสมากขึ้นที่จะประสบความสำเร็จ
เป็นอย่างที่คิดหลิวขุยไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะตอบรับคำร้องขอของนาง
ทั้งสองคนตกลงกันว่าหลังจากที่ตั้งค่ายพักแรมในคืนนี้ทุกกลุ่มสามารถรับกริชไปใช้ได้กลุ่มละหนึ่งเล่ม โดยมีบรรดาผู้คุมคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจำกัดเวลาใช้สองชั่วยาม
หลินเสวี่ยจู๋บรรลุเป้าหมายแล้วหลังจากกล่าวขอบคุณหลิวขุยอย่างจริงใจก็จากไปอย่างมีความสุข
นางไปหาหลินเฉิงจางแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
หลินเฉิงจางจึงเรียกหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มมาประชุมเพื่อแจ้งข่าว
เมื่อได้ยินว่าสามารถใช้ไม้ไผ่ทำอาวุธได้ใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มทุกคนต่างเต็มไปด้วยความยินดี
ต้องรู้ว่านับตั้งแต่ออกเดินทางมาพวกเขาได้กลิ่นเนื้อจากครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ทุกวันจนแมลงตะกละคลานวนอยู่ในท้อง
เมื่อมีอาวุธแล้วก็จะล่าสัตว์ได้เมื่อล่าสัตว์ได้ก็จะได้กินเนื้อ นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงมาก่อน
หลินเสวี่ยจู๋กวาดตามองสีหน้าดีใจของทุกคนในใจก็ลอบเป็นกังวล ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ามากเท่าใดอันตรายที่พวกเขาอาจเผชิญก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
หากนางจำไม่ผิดในบรรดานักโทษเนรเทศเกือบร้อยคนนี้ คนที่ไปถึงชายแดนเหนือจริงๆ นั้นมีไม่ถึงครึ่ง
การกระทำของนางในวันนี้จะช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้นหรือไม่?
.............................