รุ่งอรุณยามเช้าสาดแสงพรานหนุ่มตื่นแต่เช้ามารับความสดชื่น พลางเดินชมสวนของวังศิวสุริยะการณ์ เขาเดินมายืนอยู่หน้าต้นไทรต้นหนึ่งที่ริมน้ำพร้อมกับเหม่อมองไปยังสายน้ำอึดใจต่อมาผู้กองเดชชาติเดินเขามาหาพรานหนุ่มพร้อมกับกล่าวว่า
“ตื่นแต่เช้าเลยมึงเป็ไงหลับสบายหรือเปล่าว่ะ”
พรานสิงห์ยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ
“เออ หลับสบายดีเลยว่ะ”
ผู้กองเดชชาติทำสีหน้าสงสัยแล้วจึงถามต่อ
“แล้วมึงเดินมาทำอะไรตรงนี้ว่ะไอ้สิงห์เห็นมึงตาเหม่อลอยตั้งนานแล้ว”
ไม่ทันที่พรานหนุ่มจะอ้าปากตอบพลันมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคนพรชายหนุ่มทั้งสองจึงหันหน้าไปยังต้นเสียงนั้นสายตาจ้องมองออกไปก็ปรากฏเป็คนรับใช้ที่วังเดินมาหาเมื่อคนรับใช้เดินมาถึงจึงกล่าวว่า
“คุณสิงห์ คุณเดชชาติค่ะคุณชายเชิญที่ห้องรับประทานอาหารคะ”
พรานสิงห์ยิ้มแล้ว ถามคนรับใช้ว่า
“แล้วผู้พันเรืองวุฒิละครับ”
คนรับใช้กล่าวตอบกลับมาว่า
“ผู้พันรออยู่ที่ห้องอาหารแล้วค่ะ”
ทั้งสองคนพยักหน้าเป็การตอบรับและเดินตามคนรับใช้ไป
ณห้องรับประทานอาหารของวังศิวสุริยะการณ์ หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์และผู้พันเรืองวุฒิกำลังนั่งรอทั้งสองคนอยู่เมื่อพรานสิงห์และผู้กองเดชชาติเดินเข้ามาจึงกล่าวว่า
“ผมขอโทษด้วยครับที่ทำให้คุณชายกับผู้พันรอ”
หม่อมราชวงศ์ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ไม่เป็ไรหรอกครับผมก็พึ่งลงมาประเดี๋ยวเดียวเองว่าแต่เมื่อคืนนี้พวกคุณหลับสบายกันหรือเปล่าครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ถามกลับพรานหนุ่มและผู้กองเดชชาติแล้วผู้กองเดชชาติจึงกล่าวตอบว่า
“หลับสบายมากเลยครับคุณชาย”
ชายหนุ่มทั้งสองคนยิ้มร่าแล้วหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงให้ทั้งสองนั่งและรับประทานอาหารเช้ากันก่อนที่จะปรึกษาหารือเื่การเดินทางในครั้งนี้เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ
พรานสิงห์จึงบอกแก่หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ว่า
“คุณชายครับให้คนรับใช้นำน้ำสะอาดมาให้ผมหน่อยครับประเดี๋ยวผมจะทำน้ำมนต์ให้ท่านปู่ของคุณชายดื่มครับ”
หม่อมราชวงศ์ได้ยินดังนั้นจึงรีบสั่งให้คนรับใช้ไปนำน้ำมาให้พรานสิงห์ทำน้ำมนต์เมื่อพรานหนุ่มได้น้ำมาแล้วจึงจุดเทียนขึ้นปากขมุบขมิบบริกรรมคาถาอยู่ครู่จึงทำน้ำมนต์เสร็จแล้วให้รีบนำขึ้นไปที่ห้องของหม่อมเ้านวดลและเอาน้ำมนต์นั้นให้หม่อมเ้านวดลดื่มหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ประคองเสด็จปู่ของเขาดื่มน้ำมนต์ พรานสิงห์ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติก็ยืนอยู่ใกล้ๆกับเตียงที่บรรทมของหม่อมเ้านวดล พลันพรานสิงห์จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ให้ดื่มเท่าที่ดื่มไหวนะครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์พยักหน้าเป็การตอบรับแล้วยกน้ำมนต์ให้หม่อมเ้านวดลดื่มทันทีหม่อมเ้านวดลดื่มได้เพียงสามอึกจึงเกิดอาการพะอืดพะอม ตัวสั่นเทา
พลันหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เห็นดังนั้นจึงรีบสั่งให้คนรับใช้น้ำกระโถนมาให้คนรับใช้จึงรีบกุลีกุจอนำมาว่างตรงหน้าของหม่อมเ้านวดล ทันทีที่วางกระโถนลงตรงหน้าหม่อมเ้านวดลก็อ้วกออกมาเป็มูกเืเหม็นคาวคละคลุ้งสองถึงสามครั้งพร้อมกับเส้นผมเป็กระจุกและเศษเข็มอีกสี่ห้าเล่มหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เห็นดังนั้นสีหน้าซีดเผือดเขาไม่คิดเลยว่าท่านปู่ของเขาจะโดนคุณไสยมากถึงเพียงนี้ทางผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติเห็นดังนั้นก็รู้สึกขนลุกตั้งชันหันหน้ามองกันเลิ่กลั่กแล้วหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงเอ่ยถามพรานสิงห์ว่า
“เสด็จปู่อาเจียนเอาของพวกนี้ออกมาแล้วจะหายดีใช่ไหมครับ”
พรานสิงห์ยิ้มเล็กน้อยแล้วหลับตาพนมมือขึ้นบริกรรมคาถาแล้วนำมือมาแตะลงบนหน้าผากของหม่อมเ้านวดลพลางหลับตาอยู่ครู่แล้วจึงเอ่ยกับหม่อมเ้าปุญณพัฒน์ว่า
“คุณไสยชั่วร้ายได้ออกไปหมดแล้วครับเดิมทีมันมีมากกว่านี้แต่เสด็จปู่ของคุณชายก็พยายามสู้ถอนออกไปเองบางส่วนที่เหลืออยู่ก็มีเท่านี้ครับให้ดื่มน้ำมนต์อีกซักสามถึงสี่วันอาการท่านจะดีขึ้นเรื่อยๆ”
สิ้นคำกล่าวของพรานหนุ่มเขาจึงถอดตะกรุดที่คอออกมาและยื่นให้หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์แล้วกล่าวต่อ
“นี่ครับตะกรุดไมยราพสะกดทัพเอาห้อยคอให้ท่านไว้ป้องกันตัวครับและอย่าถอดออกเด็ดขาดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์สีหน้าลังเลเขาก็ไม่กล้ารับมาเพราะเขาเองรับรู้ว่าของสิ่งนี้มีค่าเป็ของติดตัวของพรานหนุ่มเมื่อพรานสิงห์เห็นสีหน้าลังเลของหม่อมราชวงศ์จึงกล่าวออกไปว่า
“รับไปเถอะครับคุณชายไม่ต้องเป็กังวลผมเองก็ศิษย์มีครูไม่เป็อะไรง่ายๆหรอกครับเสด็จปู่ของคุณชายก็ชรามากแล้วคาถาอาคมก็อาจจะเสื่อมลงไปเอาให้ท่านป้องกันตัวดีกว่าครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของบุรุษผู้นี้นักเขายิ้มเล็กน้อยและรับตะกรุดมาจากพรานหนุ่มทันทีนั้นหม่อมเ้านวดลรู้สึกตัวลืมตาขึ้น สีหน้าสะลึมสะลืองุนงงเล็กน้อยหม่อมราชวงศ์ปุญณพันฒ์เห็นดังนั้นสีหน้าดีใจเป็อย่างมาก
“เสด็จปู่..เสด็จปู่ฟื้นแล้ว”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ร้องเรียกหน้าตาตื่นสีหน้าของหม่อมเ้านวดลจากหมองคล้ำกลับสดใสขึ้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงประคองหม่อมเ้านวดลขึ้นนั่งพลางสายตาของหม่อมเ้านวดลเหลือบมองไปยังพรานสิงห์แล้วกล่าวว่า
“ฉันขอบใจมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้จริงๆแล้วฉันรู้เห็นทุกอย่างแต่ด้วยพลังที่เหลือน้อยเต็มทีจึงทำได้แค่ยับยั้งไสยดำได้บางส่วนเท่านั้นด้วยร่างกายของฉันที่ป่วยและชราลงทำให้อาคมเสื่อมถอย”
พรานสิงห์ยิ้มด้วยสีหน้าจริงใจแล้วกล่าวว่า
“ไม่เป็อะไรหรอกขอรับกระหม่อมเต็มใจช่วยเสด็จไม่เป็อะไรมากก็ดีแล้วขอรับกระหม่อมคิดว่าเสวยน้ำมนต์สักสามถึงสี่วันก็จะดีขึ้นขอรับ”
หม่อมเ้านวดลรู้สึกถูกชะตากับพรานหนุ่มพลางพยักหน้ายิ้มแล้วเปล่งเสียงในลำคอ“อืม” เขานึกไม่ถึงว่าคนที่ยังหนุ่มยังแน่นจะมีอาคมแข็งกล้าถึงเพียงนี้ต่างจากเขาที่แค่พอมีวิชาติดตัวไม่มากนักไม่ได้ฝากตัวเป็ลูกศิษย์จริงจังกับอาจารย์ด้านไสยศาสตร์หม่อมเ้านวดลคิดถึงเื่นี้แววตาของเขาดูเศร้าเสียใจ ทันทีนั้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงเอ่ยขึ้น
“เสด็จปู่ขอรับเขาผู้นี้จะมาช่วยหลานตามหาศาสตราวุธเทพและท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
เมื่อหม่อมเ้านวดลได้ยินดังนั้นสีหน้าปิติยินดีแววดาดูมีความหวังเป็อย่างยิ่งเขาหันหน้ามองไปทางหลานชายแล้วกล่าวว่า
“อืมดี..ดีมากให้เขาช่วยเราตามหาให้ได้นะอย่าให้คนชั่วมันได้ไปไว้อีกอย่างปู่ก็เป็ห่วงพ่อกับแม่ของหลานเหลือเกินไม่รู้เป็ตายร้ายดียังไง นี่ก็4-5 ปีแล้วปู่อยากจะเห็นหน้าพ่อกับแม่ของหลานอีกซักครั้งก่อนที่ปู่จะสิ้นลม”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ยิ้มและกุมมือผู้เป็ปู่แล้วกล่าวต่อว่า
“เสด็จปู่ไม่ต้องเป็กังวลขอรับหลานจะตามหาศาสตราวุธเทพและท่านพ่อท่านแม่ให้เจอจนได้ถึงแม้ว่าท่านพ่อท่านแม่จะไม่มีชีวิตอยู่หลานก็จะพากระดูกท่านกลับมาให้ได้หลานขอสัญญา”
พรานสิงห์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวสำทับต่อว่า
“กระหม่อมก็จะช่วยคุณชายอย่างเต็มกำลังขอรับแต่ว่าตอนนี้เสด็จต้องพักผ่อนเพื่อให้พระวรกายแข็งแรงนะขอรับ”
หม่อมเ้าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดีเป็อย่างมากสีหน้ามีความหวังผุดขึ้นมาทันทีนั้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงนำตะกรุดที่พรานสิงห์มอบให้ใส่ให้กับหม่อมเ้านวดลพลันหม่อมเ้านวดลมองสำรวจตะกรุดที่หลานของเขาห้อยไว้ที่ลำคอดวงตาเบิกโพรงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“อืม ตะกรุดไมยราพสะกดทัพพุทธคุณเข้มขลังนัก”
ตะกรุดไมยราพสะกดทัพนั้นเป็เครื่องรางของขลังที่พรานสิงห์ได้มาจากพระอาจารย์ที่เขาไปฝากตัวเป็ลูกศิษย์ก่อนรับราชการเป็ทหารพรานตะกรุดดอกนี้ทำจากเนื้อเงินจานอักขละคาถาถักด้วยเชือกแล้วลงรักเป็ตะกรุดที่มีพุทธคุณเข้มขลังนัก ใช้คุ้มครองปกป้องคุ้มภัยต่างๆ และยังมีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมอีกด้วย
สิ้นคำของหม่อมเ้านวดลพรานสิงห์จึงกล่าวต่อว่า
“ใช่แล้วขอรับ กระหม่อมมอบให้เสด็จไว้ป้องกันภัยรวมถึงพวกคุณไสยภูตผีต่างๆ”
หม่อมเ้านวดลยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ขอบใจมากนะฉันจะเก็บไว้อย่างดีไม่ให้ห่างกายเลยทีเดียว”
พลันทันทีนั้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์นึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามผู้เป็ปู่ว่า
“เสด็จปู่ขอรับหลานมีเื่อยากจะถามเกี่ยวกับจุดหมายที่ท่านพ่อท่านแม่หนีไปว่าท่านบ่ายหน้าไปทางไหนหลังจากออกจากหมู่บ้านพญาไพร”
หม่อมเ้านวดลถอนหายใจดวงตาเหม่อลอยคล้ายกำลังคบคิดเื่ราวในตอนนั้นพลันชั่วอึดใจสีหน้าเหมือนคิดอะไรออกจึงหันหน้าไปยังหลานรักของเขาแล้วกล่าวว่า
“จากที่สอบถามหัวหน้าหมู่บ้านพญาไพรชื่อนายแอกะลือในตอนนั้นเขาได้บอกว่าพ่อกับแม่ของหลานบ่ายหน้าไปทางเทือกเขาอาถรรพ์ซึ่งเคยได้ยินว่าเป็เทือกเขาที่อันตรายเป็อย่างยิ่งว่ากันว่ามีตำนานเมืองบังบดอยู่แต่ปู่เองก็ไม่มั่นใจว่ามันจะมีอยู่จริงๆหรือไม่พ่อกับแม่ของหลานน่าจะบ่ายหน้าไปที่นั่นเพื่อที่จะหลบหนีการตามล่าของพวกคนชั่วสารเลวพวกนั้นพ่อของหลานนั้นน่าจะรู้เื่ราวของเมืองบังบดแห่งนี้อยู่แล้วถึงได้บ่ายหน้าไปที่นั้นข่าวคราวทั้งหมดปู่ก็ได้มาเท่านี้เอง เฮ่อ..!!”
เสียงถอนหายใจของหม่อมเ้าผู้ชราภาพแสดงถึงความเสียดายเป็อย่างมากที่ตนเองป่วยจึงไม่สามรถตามบุคคลอันเป็ที่รักทั้งสองคนได้แล้วหม่อมเ้านวดลจึงเอ่ยต่อ
“ถ้าฉันไม่ป่วยซะก่อนก็คงจะออกตามไปยังเทือกเขาอาถรรพ์นั่นอย่างน้อยๆก็น่าจะได้ข่าวคราวมากขึ้นกว่านี้”
เมื่อพรานหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงมีสีหน้าครุ่นคิดเขาคิดในใจว่าเมืองบังบด เขาก็เคยได้ยินได้ฟังมาเหมือนกันจากพระอาจารย์ที่เขาไปฝากตัวเป็ลูกศิษย์ ท่านได้เล่าให้ฟังว่าเมืองบังบดนั้นมีอยู่หลายที่และเลยเทือกเขาอาถรรพ์ไปก็จะเป็เมืองบังบดแห่งหนึ่งชื่อว่าศรีจันทรนครว่ากันว่าเมืองนี้มีมาแต่สมัยโบราณปกติก็เป็แค่เมืองธรรมดามีทางเข้าทางเดียวโอบล้อมด้วยูเามีพระเ้าศรีปรมันต์เป็ผู้ครองเมืองและเป็เมืองที่มั่งคั่งด้วยเพชรพลอยทองคำจำนวนมากแต่ไม่รู้ด้วยสาเหตุใดอยู่ๆเมืองก็หายไปไม่มีแม้แต่ทางเข้า จากการบอกเล่าของพระอาจารย์ของเขามีพรานกะเหรี่ยงอยู่คนหนึ่งชื่อตาลูเทอะตามล่าหมูป่าจนหลงเข้าไปในเมืองบังบดแห่งนี้ ในตอนนั้นเขาได้เล่าให้พระอาจารย์ฟังว่าตัวเขาได้หลงเข้าไปกับพรานหนุ่มรุ่นลูกในหมู่บ้านอีกคนหนึ่งแต่พอพวกเขาจะกลับออกมาชาวเมืองที่นั่นกลับไม่้าให้พวกเขากลับเพราะไม่อยากให้ใครรู้ที่ตั้งและความลับของเมืองแห่งนี้ เมื่อพรานตาลูเทอะกับพรานหนุ่มคนนั้นได้แอบออกมาจากเมืองบังบดพวกทหารในเมืองบังบดจึงออกตามล่าพวกเขา และฆ่าพรานหนุ่มตาย เหลือแต่พรานตาลูเทอะหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวรอดจนมาเจอพระอาจารย์ที่ธุดงค์ปักกรดอยู่ในป่าท่านได้ช่วยเอาไว้จึงรอดพ้นออกมาได้
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เมื่อได้ฟังสิ่งที่เสด็จปู่ของเขากล่าวถึงเมืองบังบดจึงหันหน้าไปทางพรานสิงห์เข้าสังเกตเห็นสีหน้าที่กำลังครุ่นคิดของพรานหนุ่มแล้วจึงถามออกไปว่า
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่หรือครับพรานสิงห์..?”
เมื่อได้ยินคำถามของคุณชายแห่งวังศิวสุริยะการณ์เข้าจึงเล่าถึงสิ่งที่ได้ฟังมาจากพระอาจารย์ของเขาให้กับทุกคนฟังเมื่อหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์และหม่อมเ้านวดลได้ยินดังนั้นเขาทั้งสองคนสีหน้ามีความหวังขึ้นมาเพราะแม้จะเป็เพียงคำบอกเล่าจากพระอาจารย์ของพรานหนุ่มแต่มันก็สร้างความหวังและเป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้ เมื่อพรานสิงห์เล่าเื่ราวทั้งหมดแล้ว หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงให้เสด็จปู่ของเขาพักผ่อนแล้วพวกเขาจึงลงมาปรึกษาหารือเื่การเดินทางในครั้งนี้ที่ห้องโถงของวัง
เมื่อลงมาที่ห้องโถงด้านล่างแล้วหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงกล่าวขึ้นว่า
“พรานสิงห์คุณไม่ต้องเป็ห่วงเื่อาวุธและอุปกรณ์ในการเดินทางครั้งนี้นะผมจะจัดเตรียมให้คุณเองและผมก็จะเดินทางไปกับคุณด้วย”
ผู้พันเรืองวุฒิได้ยินดังนั้นจึงใเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าคุณชายจะร่วมเดินทางไปด้วยแล้วผู้พันเรืองวุฒิรีบเอ่ยว่า
“จะดีเหรอครับคุณชาย มันอันตรายมากเลยนะครับ”
พรานสิงห์ได้ยินดังนั้นเขาขมวดคิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวสำทับอีกว่า
“นั่นนะสิครับคุณชายการไปครั้งนี้ผมว่ามันอันตรายมากอีกอย่างเรายังไม่แน่ว่าจะเจอกับเมืองบังบดหรือไม่และการเดินทางก็ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”
หม่อมราชวงศ์ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวกับพรานสิงห์ว่า
“ผมมีความ้าที่จะออกตามหาท่านพ่อท่านแม่ของผมด้วยตัวผมเองครับผมอยากจะรู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ สุภาพบุรุษลูกไพรอย่างผม้าให้คุณเป็เพื่อนร่วมทางผจญภัยไปพร้อมกันผมเคยลาดตระเวรตามป่าตามเขาในตอนที่ยังรับราชการทหารอยู่และเคยล่าสัตว์มาบ้างไม่ต้องห่วงผมหรอกครับผมไหวแน่นอนครับ”
พรานสิงห์เมื่อได้ฟังคำของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงเข้าใจดี และกล่าวออกไปว่า
“ครับคุณชายเราจะร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วยกันยังไงผมจะช่วยคุณชายอย่างเต็มที่”
สิ้นคำของพรานสิงห์ผู้พันเรืองวุฒิจึงกล่าวออกมาว่า
“ผมเองก็อยากจะร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยครับแต่ติดตรงที่ผมมีราชการที่พิษณุโลกเอาเป็ว่าผมจะให้ผู้กองเดชชาติเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยจะได้ช่วยเหลือคุณชายอีกแรง
ผู้กองเดชชชาติเองเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพรานสิงห์มารู้มือกันดีครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“ดีเหมือนกันครับจะได้มีเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนเอาเป็ว่าผมจะเตรียมการทุกอย่างไว้ให้พร้อมก่อนการเดินทาง”
สิ้นเสียงกล่าวของหม่อมราชวงศ์แห่งวังศิวสุริยะการณ์พรานสิ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“คุณชายครับผมขอเวลาเตรียมตัวซักสองสามวันนะครับ ผมจะกลับไปบ้านเพื่อเตรียมของและจะไปเยี่ยมพระอาจารย์ขอพรท่านซะหน่อยก่อนออกเดินทาง”