บรรยากาศเงียบสงัดแพร่กระจายไปทั่วห้อง หลี่หลิงเฟิ่งหายใจสะดุด ดวงตาเรียวสวยไม่ได้เลื่อนออกจากใบหน้าของบุรุษผู้นั้นเลย เช่นเดียวกับดวงตาคมกริบกวาดมองนางเงียบๆ
เนิ่นนาน ไร้ซึ่งคำพูด และไม่ขยับ
คล้ายเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี เสียงสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ สุดท้ายแล้วยังคงเป็หลี่หลิงเฟิ่งที่ทนไม่ไหว ใคร่สงสัยตัวตนบุรุษรูปงามท่านนี้ ริมฝีปากเม้มแน่น อยากพูดบางอย่างแต่กลับพูดอะไรไม่ออก มือของเขายังคงลูบผมนางอยู่อย่างนั้น คล้ายปลอบประโลมนางอยู่ทุกวินาที
“ข้า...ข้าอยากกินองุ่น” หลี่หลิงเฟิ่งชะงักค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก หน้าขึ้นริ้วแดงๆ ด้วยความอับอาย นี่นางพูดอะไรออกไป
อยากกินองุ่น? องุ่นเนี่ยนะ เพ้ย!
หลี่หลิงเฟิ่งขยับตัวหลบฝ่ามือใหญ่ หลุบตาต่ำ ไม่กล้ามองหน้าเขาอีกต่อไป ในใจสบถด่าตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำตัวเป็หญิงสาววัยแรกรุ่นไปได้
“เสี่ยวเซียง” บุรุษชุดขาวยิ้มพลางส่งเสียงเรียกเสี่ยวเซียง “เ้าค่ะ คุณชายใหญ่” หลี่หลิงเฟิ่งมองเสี่ยวเซียงผลักประตูเข้ามา เดินก้มหน้ามาคุกเข่าตรงปลายเตียง ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองผู้เป็นายด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นั์ตา
คุณชายใหญ่ หลี่เฟยหยาง? พี่ชายของเ้าของร่างเดิม นี่...นางมีพี่ชายหล่อขนาดนี้เลยงั้นหรือ ส่วนลึกอดที่จะเศร้าใจไม่ได้ น่าเสียดาย...
“คุณหนูเ้าขา ท่านทำให้ข้าใแทบแย่ ข้านึกว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกแล้ว” เสี่ยวเซียงพยายามกลั้นสะอื้น รอยยิ้มน่ารักประดับเต็มใบหน้า
“ตั้งสำรับให้คุณหนูของเ้าได้แล้ว นางไม่ได้ทานอะไรมาก็หลายวัน ต้องทำอาหารย่อยง่ายถึงจะดีต่อกระเพาะ เข้าใจหรือไม่” หลี่เฟยหยางเห็นคนบนเตียงยังคงก้มหน้าก็เข้าใจว่านางยังไม่ฟื้นตัวดี จึงหันไปเอ่ยปากไล่เสี่ยวเซียงเสียงเรียบ
“เ้าค่ะ” สาวใช้มองคุณหนูอีกรอบหนึ่ง
ก่อนจะลุกออกไป มีคุณชายใหญ่อยู่ นางก็โล่งใจ
“ระยะนี้เ้ากินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน เอาไว้ร่างกายแข็งแรงเมื่อไหร่ค่อยกลับมากินเหมือนเดิม” หลี่หลิงเฟิ่งได้สติขึ้นมา เมื่อััถึงความอบอุ่นบนศีรษะอีกครั้ง
“…” นางเงยหน้าขึ้น พยักหน้าอย่างเลื่อนลอย
“ที่นี่เป็เมืองเล็กๆ ทั้งยังทุรกันดาร เ้าคงลำบากมากสินะ” มือใหญ่ยังคงลูบไล้ผมดำขลับลื่นมือของนางอย่างแ่เบา มือหนาชะงักครู่หนึ่ง หลี่เฟยหยางเหมือนคิดอะไรได้ เอ่ยปากถามเสียงเบา
“แถวนี้ไม่มีองุ่น เอาไว้กลับถึงจวนพี่ค่อยหามาให้เ้าทาน ดีหรือไม่” มุมปากหลี่หลิงเฟิ่งกระตุก นางพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไปแล้ว รอยยิ้มน้อยๆ ที่แต้มอยู่มุมปากพลันแข็งค้าง
ความจริงแล้วนางไม่ชอบกินองุ่น ถึงขั้นเหม็นกลิ่นมันด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้พูดออกไปอย่างนั้น บางทีอาจเป็เพราะความฝันก่อนหน้านี้เป็แน่ นี่นางถึงขั้นเลียนแบบคนอื่นเลยหรือ
“ท่านมาได้อย่างไร” หลี่หลิงเฟิ่งไม่อยากจะเอ่ยถึงเื่นี้อีก เอ่ยถามหลี่เฟยหยางอย่างสงสัยใคร่รู้
“อู๋เหยียนส่งข่าวไปบอกพี่ว่าเ้าาเ็ ข้าไม่วางใจจึงตัดสินใจมารับเ้ากลับด้วยตัวเอง” ระยะทางจากจวนมาที่นี่เร็วเพียงนี้เลยหรือ หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าหลับไปนานมากหรือ”
“ราวๆ เจ็ดวัน เฟิ่งเอ๋อร์ ไยเ้าจึงไม่รักษาตัวเองให้ดี เข้าไปในป่านั้นทำไม” คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อย มองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับ้าไล่เรียงเอาคำตอบ
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อถูกจ้องมาอย่างนี้นางถึงรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา เหมือนเวลาที่ทำผิดแล้วถูกผู้ปกครองจับได้ก็ไม่ปาน อาจเป็เพราะปฏิกิริยาของเ้าของร่างเดิมที่มีต่อพี่ชายของนางกระมัง
“ข้าแค่อยากเข้าไปเก็บสมุนไพร แต่กลับโชคร้าย ข้าไม่คิดว่าจะไปเจอเข้ากับยอดฝีมือและสัตว์อสูรได้” นางตอบออกไปอย่างไม่ปิดบัง อย่างไรคนผู้นี้ก็ย่อมรู้ว่านางรู้เื่สมุนไพร หรืออาจคาดเดาได้ว่านางรู้วิชาแพทย์ เพียงแต่นางไม่ได้บอกไปทั้งหมด ไม่รู้ว่าพี่ชายท่านนี้ไว้ใจได้มากแค่ไหน นางไม่มีความทรงจำของร่างเดิม โลกนี้มันโหด ความเชื่อใจเป็สิ่งที่น่ากลัว นางไม่อาจแบกรับความผิดหวังที่จะตามมาได้หรอก
นางสามารถไว้ใจคนอื่นได้ แต่สำหรับความเชื่อใจ นางเชื่อใจแค่ตัวเองเท่านั้น!
“เ้ารู้ใช่มั้ย เมื่อกลับไปเ้าต้องเตรียมตัวเข้าสำนักศึกษาหลวง หากแต่ผู้ที่เข้าสำนักศึกษาหลวงได้ต้องเป็ผู้มีพลังยุทธ์” หลี่เฟยหยางถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม “หลายวันที่ผ่านมาข้ากลัดกลุ้มมาโดยตลอด แต่พอรู้ว่าเ้ามีความรู้เื่สมุนไพรอยู่บ้าง เื่นี้ก็ยังนับว่าพอมีทางออก”
“ในอาณาจักรหลิวเฟิง แต่ละแคว้นจะมีสำนักศึกษาหลวงของตนเอง ซึ่งจะรวบรวมผู้มีพลังยุทธ์เข้ามาศึกษา แต่หอเทพโอสถนั้นแตกต่างกัน หอเทพโอสถไม่ได้เป็ของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แยกตัวเป็เอกเทศรวบรวมเหล่าผู้มีความสามารถในด้านหลอมยาลูกกลอนและรักษาโรค ซึ่งทุกๆ ปีจะมีการจัดสอบรับศิษย์ที่มีพร์เข้าไปเป็ศิษย์ แต่น่าเสียดายที่การคัดเลือกผ่านไปแล้ว”
หลี่เฟยหยางนิ่งไปชั่วขณะ จึงเอ่ยต่อ “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสซะทีเดียว ข้าพอรู้จักผู้าุโในหอเทพโอสถ พี่แนะนำให้เ้าได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่ที่ตัวเ้าเอง”
ตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอ มือที่เขาจะยื่นออกไปช่วยนางจึงทำได้แค่นี้
แววตาของหลี่หลิงเฟิ่งไหววูบ “เหตุใดพวกเขาถึงอยากให้ข้าเข้าสำนักศึกษาหลวง ทั้งที่รู้กันไปทั่วว่าข้าไม่มีพลังยุทธ์”
หลี่เฟยหยางหลุบตาลง สักพักก่อนเอ่ย “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้ายังมีข้าอยู่”
พริบตาเดียว ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บรรยากาศชวนอึดอัดยิ่งนัก
“แค่กแค่ก...” หลี่หลิงเฟิ่งไอเสียงต่ำ ยกชายแขนเสื้อปิดบังสีหน้าของตนไว้ เวลานี้นางควรพูดอะไรเพื่อทำลายบรรยากาศแปลกประหลาดนี้ดี
ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไรออกมา หลี่เฟยหยางก็ประคองนางนั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกห้อง ปล่อยให้นางงงงวยอยู่คนเดียว
หนึ่งชั่วยามต่อมา ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หนึ่งสตรีทานอาหารอยู่ข้างเตียง หนึ่งบุรุษนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมมือถือหนังสืออ่านอย่างเงียบๆ นอกจากเสียงช้อนกระทบถ้วยชามกับเสียงพลิกหน้ากระดาษเป็ครั้งคราวแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก ที่แท้แล้วชายหนุ่มแค่เดินออกไปหยิบตำราแพทย์เบื้องต้นมาให้นางศึกษา หลังจากนั้นปักหลักนั่งเฝ้านางไม่ยอมไปไหน
หลี่หลิงเฟิ่งพลันพบว่า การมีคนหน้าตาดีมาอยู่ด้วยในขณะที่นางกำลังกินข้าวอยู่นั้น ไม่ได้ทำให้นางเจริญอาหารขึ้นมาเลยสักนิด
“ท่านจะทำอย่างไรกับโจรพวกนั้น” สุดท้ายก็ยังคงเป็นางที่ทนไม่ไหว วางช้อนตักโจ๊กลง เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“เ้าอยากให้จัดการอย่างไร” หลี่เฟยหยางวางหนังสือลง หันหน้ามามองนาง
หลี่หลิงเฟิ่งยักไหล่ “ข้าแค่อยากรู้ว่าคนพวกนั้นเป็ใคร” ข้าจะได้คิดบัญชีถูกคน หากแต่ประโยคหลังนางไม่ได้พูดออกไป หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วหนัก ยอดฝีมือสองคนนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้บ้าหน้าตายที่หนีไปได้นั่น นางไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจ เอาเถิด ตราบใดที่ยังมีชีวิต คงได้พบกันสักวัน
“อีกอย่าง ข้าไม่เคยใจอ่อนกับศัตรู” หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน นางอยากจะรู้ยิ่งนัก บุรุษผู้นี้จะกล้าสังหารคนทิ้งหรือไม่ จากที่นางทบทวนมาหลายชั่วยาม เป็ไปไม่ได้ที่ยอดฝีมือสองคนนั้นจะไม่มีคนบงการอยู่เื้ั บุรุษผู้นั้นที่ถูกตามล่าคงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน
นางเดาออก มีหรือพี่ชายใหญ่ของนางจะไม่รู้ หลี่หลิงเฟิ่งมองปฏิกิริยาอีกคนในห้องไม่วางตา นางอยากรู้ ชายผู้นี้หวังดีจริงๆ หรือมีจุดประสงค์อื่น
เห็นหญิงสาวจ้องตาไม่กะพริบ “เ้าเปลี่ยนไปมาก ตลอดสามปีที่ผ่านมาคงไม่ง่ายเลยสินะ” รอยยิ้มน้อยๆ ที่นานทีจะพบเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า “แต่พี่ก็ชอบเ้าที่เป็แบบนี้”
“ข้าจะถือว่าเป็คำชมแล้วกัน
” นางไม่รู้หรอกว่าหลี่หลิงเฟิ่งคนเดิมเป็อย่างไร แต่นางไม่คิดว่าหลี่หลิงเฟิ่งคนใหม่จะเป็คนดีในสายตาคนอื่นหรอก
“ผู้ฝึกพลังยุทธ์ขั้นพิภพในแผ่นดินนี้ไม่นับว่าหายาก แต่ปรากฏตัวที่เมืองขอบชายแดนนับว่าผิดปกติโดยแท้ ซ้ำยัง้าสังหารเ้าที่เป็ว่าที่พระชายาขององค์ชายรอง บางทีอาจเกี่ยวข้องกับคนในราชสำนัก” ดวงตารัติกาลจ้องหลี่หลิงเฟิ่งเขม็ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเข้มขึ้นหลายส่วน อยู่ๆ นางก็รู้สึกหนาวขึ้นมา อดที่จะยกมือลูบแขนตนเองเบาๆ ไม่ได้
“อันที่จริงนอกจากสองคนนั้นยังมีบุรุษอีกคนหนึ่ง” หลี่หลิงเฟิ่งเม้มปากก่อนจะเอ่ยต่อ “วันนั้นข้ากับเสี่ยวเฉินเข้าไปเก็บสมุนไพรตามปกติเหมือนทุกวัน บังเอิญเจอคนผู้นั้นถูกไล่ล่าอยู่โดยไม่ตั้งใจ ข้าใมากจึงรีบหาที่ซ่อนตัว แต่สุดท้ายก็ถูกพบเข้าจนได้ ต่อมาเป็อย่างไรท่านคงจะรู้จากปากอู๋เหยียนแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งกำลังพนัน บุรุษตรงหน้าคนนี้ควรค่าแก่การไว้ใจหรือไม่
“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน” คิ้วของชายหนุ่มขมวดแน่น เื่ชักจะยุ่งยากมากกว่าที่เขาคิดซะแล้ว
“ข้าเองก็ไม่รู้ ใบหน้าของเขาชุ่มไปด้วยเื ข้ามองอย่างไรก็ไม่ชัดเจน หลังจากขึ้นมาจากน้ำ คนผู้นั้นก็หายไปแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งหงุดหงิด น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเจือความไม่สบอารมณ์อยู่เล็กน้อย “แต่คงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูมีราคาสูง ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางที่จะหามาใส่ได้แน่ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเป็คนในราชสำนัก”
“หากเป็อย่างนั้นจริง เกรงว่าสองคนนั้นคงไม่ยอมปริปาก” ดวงตาคมประกายเย็นเยียบ “แต่ไม่ว่ามันจะเป็ใคร พี่ไม่ปล่อยมันไว้แน่”
หลี่หลิงเฟิ่งแสยะยิ้มมุมปาก ใครสนใจกันเล่า สืบไม่ได้ก็ช่างปะไร ถ้าราชสำนักเป็ศัตรูกับข้าจริง ข้าก็จะทำลายให้สิ้นซาก!
“อย่ากังวลไปเลย ต่อให้พี่ต้องเป็ศัตรูกับคนทั้งโลก พี่ก็ยืนอยู่ข้างเ้า” อยู่ๆ น้ำเสียงหนักแน่นของชายหนุ่มก็ดังขึ้นคล้ายดั่งคำมั่นสัญญา
หลี่หลิงเฟิ่งยิ้ม หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ค่ำคืนมืดมิดไม่เห็นเดือน ความเงียบสงัดยามราตรีกาล ทุกคนบนเรือนทรุดโทรมซอมซ่อนอนหลับสนิท อาจเป็เพราะฝนตกหนัก อากาศคืนนี้เย็นสบายเป็พิเศษ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดหลี่หลิงเฟิ่งถึงนอนไม่หลับ
หลี่หลิงเฟิ่งเดินออกไปนอกระเบียง เหม่อมองเม็ดฝนโปรยปรายยามค่ำคืน ทว่า เสียงตกแตกของเครื่องเรือนปลุกให้นางตื่นตัว พลังจิตแผ่ออกไปสำรวจโดยไม่ลังเล
“มีคนร้าย มีคนร้าย” แว่วเสียงตื่นตระหนกดังผสมกับเสียงห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมา หลี่หลิงเฟิ่งชะงักครู่หนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวม เดินออกไปหน้าเรือน
“คุณหนู อย่าออกไปเลย อันตรายขอรับ” เสี่ยวเฉินที่นอนเฝ้าอยู่ข้างนอก เห็นหลี่หลิงเฟิ่งเดินออกมาก็ใ วิ่งเข้ามาขวางไว้
หลี่หลิงเฟิ่งนิ่วหน้า “เ้าตามข้าออกไปดูหน่อย ข้ากลัวว่าคนของพี่ใหญ่จะสู้ไม่ได้” เสี่ยวเฉินรับคำ มองสีหน้าวิตกกังวลของนาง ไม่กล้าถามหลี่หลิงเฟิ่งให้มากความ
หลี่หลิงเฟิ่งคาดไว้ไม่ผิด มีพลังหลายสิบขุมอยู่หน้าเรือน ด้วยความสามารถที่มีจำกัด นางจำกัดขั้นพลังของผู้บุกรุกเหล่านี้ไม่ได้ มีมือสังหารชุดดำบุกรุกเข้ามาได้อย่างไร บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูสองคนถูกฆ่าตายไปนานแล้ว มือสังหารพวกนั้นกำลังต่อสู้อยู่กับคนของพี่ชายใหญ่ นักฆ่ามีมากเกินไป ฝ่ายพวกนางกำลังเสียเปรียบ
อู๋เหยียนถือกระบี่ตัวเปียกโชก เสื้อผ้าตามร่างกายขาดวิ่น แยกไม่ออกว่าเป็สายฝนหรือเืที่ไหลออกมากันแน่ หลี่หลิงเฟิ่งมองผ่านด้านหลังอู๋เหยียนก็พบหลี่เฟยหยางที่สภาพไม่ได้ดีไปกว่ากัน แขนขวาได้รับาเ็ ได้แต่อาศัยมือซ้ายกวัดแกว่งกระบี่ต้านทานการโจมตีเอาไว้
“พวกเราไม่มีเื่บาดหมางกับใครมาก่อน บอกมาใครส่งพวกเ้ามา” หลี่หลิงเฟิ่งกลอกตามองอู๋เหยียน เ้าลูกเต่าเอาเท้าคิดหรือ เห็นอยู่ว่าพวกนี้เป็นักฆ่าเดนตาย มีหรือจะฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้ ไม่ทันขาดคำมือสังหารกรูกันเข้าไปล้อมโดยไม่สนใจสักนิด
“นายท่าน ท่านถอยออกไปก่อน” อู๋เหยียนแทงมือสังหารที่พุ่งเข้ามารายหนึ่ง น้ำเสียงเหนื่อยหอบ สีหน้าเคร่งเครียด เห็นทีพวกเขาคงต้องจบชีวิตลงคืนนี้เป็แน่
เห็นได้ชัดว่ามือสังหารเหล่านี้เป็มืออาชีพ ลงมือโเี้ ผู้บงการ้าจะฆ่าพวกเขาทั้งหมด
หลี่เฟยหยางยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าคล้ายไม่ใส่ใจ สีหน้าเ็าในยามปกติเผยออกมา ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความคิดของเขา คนพวกนี้ไม่ได้มีความแค้นกับเขา มีความเป็ไปได้ว่า้าช่วยคนหรืออาจฆ่าคนปิดปาก
ลำแสงสีฟ้าเย็นะเืพุ่งออกจากฝ่ามือหนา กระบี่ที่กุมไว้เกาะไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง พุ่งตรงเข้าปลิดชีพนักฆ่ารายหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล หนึ่งกระบวนท่าปลิดชีพ คนผู้นั้นเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ หงายหลังล้มตึงลงกับพื้น
“นายท่าน ท่านพาคุณหนูหนีออกไปก่อน ทางนี้ให้พวกข้าจัดการเองขอรับ” อู๋เหยียนหันหลังมาหาหลี่เฟยหยาง จากสถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่ยิ่งนัก เขากลัวว่าจะคุมเอาไว้ไม่อยู่ คนของพวกเขาไม่กี่หยิบมือไม่อาจต้านทานมือสังหารได้หมดเป็แน่ พละกำลังที่ยังไม่ฟื้นฟูดี เขาไม่อาจเสี่ยงให้เ้านายยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป
“ข้าไม่อาจทิ้งพวกเ้าให้พลีชีพแทนได้” หากเ้านายอ่อนแอ ก็ไม่สมควรที่จะปกครองใคร พลังสีฟ้าพุ่งออกมาจากมือข้างขวาอีกครั้ง ทั้งอานุภาพยังรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่า
ตาของเหล่าองครักษ์แดงก่ำ กระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาแปรเปลี่ยนอย่างน่ากลัว พุ่งเข้าไปต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต
หลี่หลิงเฟิ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่หน้าประตู สีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด วิ่งออกไปก้มหยิบกระบี่ข้างศพที่นอนอยู่บนพื้น รวมพลังทั้งหมดไปยังจุดตันเถียน ก่อนจะเปล่งเสียงเล็กแหลมออกมา
“รน-หา-ที่-ตาย”