พู่กันขนหยาบที่จิวฟงได้รับมาจากผู้ดูแลหอคัมภีร์ บัดนี้ขนของมันอ่อนนุ่มลงเล็กน้อย และสีของมันก็ไม่ได้เป็นสีซีดๆอีกต่อไป ขนที่เกือบจะเป็นสีขาวกลับกลายมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนอีกทั้งยังแลดูเป็นมันเงา จิวฟงสะบัดหน้าแรงๆอย่างไม่เชื่อสายตา เขาเพ่งมองพู่กันด้ามนั้นอีกครั้งก็เห็นว่าขนของมันเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ
“ก่อนฝึกเดินลมปราณข้ายังหยิบมันออกมาดูเล่น แต่ขนของมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
ไม่เพียงแต่ขนที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น จิวฟงเห็นว่าด้ามพู่กันสีดำก็มันเงาขึ้นเล็กน้อย เขานึกย้อนหลังถึงตอนที่หยิบมันขึ้นมาดูครั้งสุดท้าย นึกย้อนจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร
“อะไรที่ทำให้มันเปลี่ยนไปเช่นนี้...” จิวฟงหรี่ตาน้อยๆพร้อมกับครุ่นคิด เมื่อเห็นคราบโลหิตสีแดงที่ยังติดอยู่ที่ปลายพู่กัน เขาก็อุทานดัง
“เลือด! ต้องเป็นเลือดแน่ๆ” จิวฟงไม่รอช้า เขารีบเอาพู่กันวางลงบนเลือดกองใหญ่ที่นองอยู่บนพื้นดิน เมื่อพู่กันแช่ชุ่มอยู่ในเลือดของไก่ป่านานเข้า ขนของมันก็ยิ่งเงาสลวยจนเกิดเป็นประกายยามเมื่อต้องแสงแดด จิวฟงตาลุกวาว เขามั่นใจแล้วว่าเลือดของไก่ป่าต้องทำปฏิกิริยาอะไรบางอย่างกับพู่กันด้ามนี้
การค้นพบเรื่องแปลกๆทำให้จิวฟงรู้สึกสนุกสนาน ดวงตาที่กระจ่างใสของเด็กชายตัวน้อยเบิกกว้างและเป็นประกาย จิวฟงไม่รอช้า เขารีบหิ้วซากไก่ป่าสีขาวแล้ววิ่งกลับไปบ้านด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
จิวฟงเข้าไปในบ้านแล้วหันซ้ายหันขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ข้างใน เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านของเขา จิวฟงก็จัดการลงกลอนประตู จากนั้นก็ลากโต๊ะมาขวางประตูไม้อีกทีหนึ่ง เจ้าเปี๊ยกเดินไปปิดหน้าต่างทุกบาน เขาตรวจสอบดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าหน้าต่างและประตูทั้งหมดถูกปิดสนิทจริงๆ
เมื่อมั่นใจแล้วว่าการกระทำของเขาจะไม่ถูกเห็นจากบุคคลภายนอก จิวฟงก็หยิบพู่กันที่อยู่ในถุงวิเศษออกมา จากนั้นเขาก็ผ่าตัวไก่และรีดเลือดออกจากตัวมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีเลือดไหลออกมาจากซากไก่ที่ตายแล้วมากเท่าที่เขาคิดไว้
จิวฟงเอาพู่กันไปจุ่มในถ้วยที่บรรจุเลือดแล้วหยิบสมุดเปล่าเล่มหนาๆขึ้นมา ขณะนี้เขาต้องการจะทดสอบอะไรบางอย่าง
ตอนที่ได้พู่กันมาวันแรกจิวฟงได้ลองใช้มันเขียนตัวอักษร แต่พู่กันนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาเขียนหนังสือได้เร็วขึ้นเหมือนพู่กันของชูฉง คราวนี้เขาจะเขียนหนังสือดูอีกครั้งเพื่อดูว่าเมื่อขนของพู่กันอ่อนนุ่มลงแล้วผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร จิวฟงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ เขาค่อยๆจรดพู่กันลงกระดาษด้วยใจที่เต้นรัว แต่ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงักแล้ววางพู่กันลง
“ข้าว่าควรทดลองเขียนอะไรที่ยาวๆดีกว่า จะได้รู้ชัดว่าพู่กันนี้สามารถเขียนได้เร็วเท่ากับการพูดไหม เอ...แต่จะเขียนอะไรดีนะ” จู่ๆจิวฟงก็นึกถึงตำราเดินลมปราณหนาสามร้อยหน้าที่อยู่ในถุงวิเศษ เขารีบหยิบมันขึ้นมาแล้ววางตำราลงบนโต๊ะ จิวฟงเปิดตำราหน้าแรกเพื่อที่จะทำการคัดลอกข้อความลงสมุดเปล่า
อันที่จริงจิวฟงจดจำตัวอักษรทุกตัวในตำราเดิมลมปราณเล่มนี้ได้ จำได้ทั้งแบบจากหน้ามาหลัง และแบบเรียงตัวอักษรจากหลังไปหน้า จำได้แม้กระทั่งว่าเนื้อหานั้นๆอยู่บทใด หน้าที่เท่าไรและย่อหน้าไหน แต่ที่เขาหยิบตำราลมปราณขึ้นมาก็เพื่อตรวจทานเท่านั้น
“เอาล่ะ จะเริ่มแล้วนะ...” จิวฟงถูมือไปมาก่อนที่จะหยิบจับพู่กันซึ่งขนของมันเปื้อนไปด้วยโลหิต เมื่อจับพู่กันแล้วเขาก็ค่อยๆจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเปล่าแล้วเริ่มเขียนตัวอักษรว่า
‘คัมภีร์เดินลมปราณประจำสำนักวายุจำรัส’
ทันทีที่เขียนชื่อของตำราจบลงพู่กันก็เริ่มสั่นน้อยๆและกลายมาเป็นการสั่นไหวที่รุนแรง พู่กันประหลาดดึงดูดมือของจิวฟงไว้ด้วยพลังบางอย่างและผลักให้มือของเขาขยับไปมาโดยอัตโนมัติ
จิวฟงตกใจจนทำอะไรถูก ครั้นจะแบมือออกก็มีปราณประหลาดๆที่ทรงอานุภาพมาห่อหุ้มมือของเขาและพู่กันเอาไว้ พู่กันด้ามสีดำคล้ายประหนึ่งว่ากำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมือของเขาในขณะนี้ และมันกำลังเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษเปล่า
ข้อความของตำราลมปราณพื้นฐานที่ศิษย์สำนักวายุจำรัสทุกคนล้วนเคยอ่านผ่านตา มาบัดนี้ข้อความนั้นได้เปลี่ยนไป มันถูกเขียนให้ยืดยาวขึ้น ละเอียดขึ้นและพิสดารมากยิ่งขึ้น เนื้อหาหนึ่งหน้าถูกขยายความเป็นแปดหน้า เมื่อเขียนจบหน้า สมุดบันทึกก็จะพลิกหน้าต่อไปเองโดยที่จิวฟงยังไม่ทันได้ทำอะไร...แต่ถ้าจะให้ถูกควรต้องพูดว่าจิวฟงยังคงนั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูกเสียมากกว่า
จิวฟงนั่งตัวแข็ง มือซ้ายของเขายังเปิดหน้าแรกของคัมภีร์ลมปราณต้นฉบับ ขณะที่มือขวาของเขาขยับไปขยับมาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้สั่งการ ความเร็วของการเขียนเหนือกว่าความเร็วของการพูดถึงหกเท่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อเขารู้ตัวอีกที เขาก็เขียนหนังสือไปเกือบร้อยหน้าแล้ว
เมื่อปลายพู่กันเริ่มแห้ง ด้ามพู่กันก็สั่นไหวเล็กน้อย แล้วเลือดหกเจ็ดหยดที่อยู่ในถ้วยก็ลอยมาแตะที่ขนพู่กัน
จิวฟงเห็นภาพนั้นก็นั่งนิ่งตาค้างทำอะไรไม่ถูก เขาได้แต่ปล่อยให้พู่กันขยับไปมาต่อไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าพู่กันประหลาดนี้จะไม่ต้องการหมึกเลือดมากเท่าใดนัก แค่เลือดหกเจ็ดหยดก็สามารถใช้เขียนหนังสือต่อไปได้อีกหลายสิบหน้า
เมื่อพู่กันขาดหมึกเลือดครั้งใด เลือดปริมาณเล็กน้อยก็ลอยล่องเข้ามาแตะที่ปลายขนอันอ่อนนุ่ม จากนั้นขนพู่กันก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปมาอยู่บนแผ่นกระดาษสีขาวโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พอเขียนข้อความจนไม่เหลือหน้ากระดาษ พู่กันที่ติดอยู่ที่อุ้งมือของจิวฟงก็สั่นรัวจนจิวฟงถึงกับรู้สึกกลัว
เขารีบใช้มือซ้ายเปิดถุงวิเศษแล้วหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมา แต่เมื่อจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ จิวฟงกลับพบว่าพู่กันไม่เคลื่อนไหว แต่ถึงกระนั้นด้ามของพู่กันก็ยังติดหนึบอยู่ในมือของเขา แม้เขาจะพยายามออกแรงแบมือมากเท่าไรแต่มือข้างนั้นก็ไม่กางออก จิวฟงทั้งสะบัดมือไปมา ทั้งใช้มือซ้ายง้างมือขวาที่กำแน่น หรือแม้แต่ใช้ปากกัดนิ้วมือ แต่นั่นก็ไม่ทำให้มือของเขาแบออกมาได้
“แย่แล้ว หรือว่าข้าต้องกำมือข้างนี้ไปตลอดชีวิต กำมืออย่างเดียวยังไม่ทุเรศเท่าไร แต่ดันมีพู่กันเสียบคาอยู่อีก ดูแล้วอุบาทว์จริงๆ ไม่...ไม่นะ!” จิวฟงร้องลั่นแล้วใช้มือซ้ายทุบโต๊ะรัวๆ น้ำตาของจิวฟงคลอเบ้า เขาทุบโต๊ะเสียงดังปึงๆอยู่หลายครั้ง ขณะที่มือซ้ายของเขาบังเอิญทุบโดนคัมภีร์เดินลมปราณที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นเอง มือขวาของเขาก็เริ่มสั่นไหว และในจังหวะที่มือซ้ายของเขายกขึ้น มือข้างที่กำพู่กันไว้แน่นก็หยุดนิ่ง
“เอ๊ะ...หรือว่า” จิวฟงค่อยๆยื่นมือข้างที่ไม่มีพู่กันไปแตะหนังสือ ทันใดนั้นเองมือขวาของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง พู่กันชักนำให้มือของเขาไปจ่อที่สมุดเล่มใหม่ จากนั้นมันก็ขยับไปมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการพูดดังที่เคยทำมา
“อา...ถ้าเกิดไม่แตะคัมภีร์ต้นฉบับมันก็จะไม่เขียน” จิวฟงเริ่มเข้าใจหลักการทำงานของมันแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำคือการจุ่มพู่กันลงในหมึกเลือด วางถ้วยบรรจุเลือดไว้ใกล้ๆ เตรียมสมุดเปล่า ใช้มือหนึ่งแตะคัมภีร์ต้นฉบับ ทำการเขียนชื่อคัมภีร์ต้นแบบลงไป จากนั้นพู่กันด้ามนี้จะทำงานของมันเองโดยอัตโนมัติ
แม้จะไขความลับของพู่กันประหลาดได้ แต่จิวฟงก็ดีใจไม่สุดเพราะเหตุที่ว่าเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้พู่กันหลุดออกจากมือ
“เพี้ยง เขียนจบแล้วหลุดออกมาเถอะ” จิวฟงปากสั่น ใบหน้าของเขาเหยเก เขาหยิบสมุดเล่มที่ห้าออกมาแล้วเริ่มกระบวนการคัดลอกต่อ
“ตายๆ ดูท่าแล้วถ้าเขียนไม่จบมันไม่ยอมหยุดแน่...หมึกอย่าหมดก่อนนะโว้ย ไม่งั้นข้าแย่แน่” จิวฟงเหลือบมองหมึกเลือดที่เหลืออยู่เพียงไม่มากนักแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ใบหน้าของเขาซีดเซียว เขาหยิบสมุดเล่มที่หกออกมา แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม
“เหลือเลือดอีกสี่ห้าหยด ทำไมมันเขียนไม่จบสักที” เขาไม่มีเวลามาสนใจเนื้อหาในกระดาษอีกต่อไป ในขณะนี้เขาภาวนาให้พู่กันเขียนตำราภาคพิสดารให้จบๆไป
พู่กันด้ามสีดำดูดเลือดที่เหลืออีกสี่ห้าหยดเข้าไปที่ปลายขนแล้วส่ายไปมาด้วยความเร็วสูง อีกครู่เดียวมันก็ขยับช้าลงๆและเกือบจะหยุดนิ่ง
“ทำไมแทบจะไม่ขยับ เขียนจบแล้ว หรือว่า...หมึกหมด” จิวฟงมองพู่กันที่อยู่ในมือด้วยใจที่สั่นรัว สีหน้าของเขาดูแย่อย่างบอกไม่ถูก ขณะนั้นเองพู่กันก็ลากปลายของมันเพื่อเขียนตัวหนังสืออีกตัวหนึ่ง
‘จบ’
“ฟู่วววว จบได้สักที!” แม้เป็นเวลาไม่นานนัก แต่ความรู้สึกของจิวฟงคล้ายกับว่าเขากำพู่กันมานานเป็นแรมปี และทันใดในเองก็มีกลุ่มควันขาวๆลอยออกมาจากปลายพู่กันพร้อมกับเสียงที่ลอดออกมาเบาๆ
ปุ๊...
เพียงแค่นั้นทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติเหมือนเดิม จิวฟงควบคุมมือของตัวเองได้อีกครั้ง เขารีบแบมือออกปล่อยให้พู่กันร่วงหล่นสู่โต๊ะ เด็กชายตัวน้อยรีบลุกขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ
“นึกว่าต้องกำมือทั้งๆที่มีพู่กันเสียบคาไปตลอดทั้งชาติแล้ว” จากนั้นเขาก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นบ้าน จิวฟงหัวเราะและเต้นแร้งเต้นกาอยู่นานกว่าจะทำใจให้สงบได้ เมื่อตั้งสติได้แล้วเขาก็ค่อยๆหยิบพู่กันอย่างกล้าๆกลัวๆ
นิ้วที่แตะด้ามพู่กันไม่มีปฏิกิริยาใดอีกต่อไป เขารีบโยนพู่กันประหลาดเก็บเข้าถุงวิเศษก่อนที่จะนั่งลงแล้วเปิดอ่านตำราภาคพิสดารทั้งหกเล่ม ทันทีที่เริ่มอ่านหนังสือแววตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ความตื่นเต้นก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขาอีกครั้ง เมื่อเริ่มอ่านหนังสือก็รู้ว่าเป็นอย่างที่เขาเข้าใจไม่ผิด ตำรานี้ถูกขยายความให้ละเอียดและลึกซึ้งขึ้น
เขาอ่านตำราจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินก็ยังอ่านหนังสือไม่ครบทั้งหกเล่ม เพราะเหตุที่ว่าเขาต้องการค่อยๆทำความเข้าใจกับเนื้อหาในแต่ละบทที่ถูกแจกแจงอย่างละเอียด เนื้อความในคัมภีร์ธรรมดาถูกขยายความให้ง่ายต่อการเข้าใจ จิวฟงอ่านคัมภีร์แล้วหลับตาจินตนาการถึงท่วงท่าการฝึกตน พร้อมกับทำความเข้าใจเคล็ดลับการเดินลมที่ไม่มีอยู่ในตำราปกติ
แม้เวลาจะผ่านไปจนดึกดื่นแต่จิวฟงก็ยังคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านตำราภาคขยาย ขณะที่เขาอ่านตำราเล่มสุดท้ายอยู่นั่นเอง เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
จิวฟงรีบเปิดตำราจากหน้าท้ายสุด เขาไล่อ่านตั้งแต่คำว่าจบย้อนกลับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักสายตาของเขาก็เบิกกว้าง
“มีข้อความลับของคัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุซ่อนอยู่...” น้ำเสียงของเขาสั่น สองมือที่ถือตำราก็สั่นน้อยๆ
จิวฟงอ่านข้อความย้อนกลับด้วยวิธีหนึ่งคำข้ามแปดคำ เขาใช้เวลาตลอดคืนย่ำรุ่งก็ถอดข้อความลับในคัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุฉบับขยายได้หมด
“ฐานปราณที่เกิดจากการเดินลมปราณย้อนกลับสามารถขยายออกไปได้ไม่มีประมาณ ซึ่งต่างจากฐานปราณปกติที่มีขนาดตายตัว พลังปราณที่ได้มาจากวิธีดังกล่าวก็ส่งเสริมปราณพื้นฐาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการหักล้างกันไปในตัว ที่ว่าหักล้างไม่ได้หักล้างในเชิงพลังแต่หักล้างในเชิงการรับรู้ ถ้าฝึกให้สมดุลกัน สายปราณย้อนกลับสามารถบดบังสายปราณปกติ ผู้ฝึกตนถึงขั้นที่หนึ่งสามารถใช้พลังปราณปฐมธาตุปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตนบรรลุถึงขั้นแรก ผู้ฝึกตนขั้นที่สองก็สามารถใช้สายปราณย้อนกลับกลืนพลังปราณเพื่อให้คนเข้าใจว่าตนเองเพิ่งบรรลุถึงขั้นที่หนึ่ง...”
จิวฟงกอดตำราทั้งหกเล่มไว้แน่น จากนั้นก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิด
ขณะนั้นเป็นเวลารุ่งสาง จิวฟงเดินออกไปนอกบ้านแล้วก่อกองไฟ เขามองไปรอบๆกาย เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ๆ เขาก็หยิบเอาตำราทั้งหกเล่มที่กอดไว้แนบอกออกมา เขาโยนตำราทั้งหมดลงไปในกองเพลิงเพื่อเผาทำลายตำราเหล่านั้นให้ไม่เหลือซาก เด็กชายมองเศษขี้เถ้าที่ลอยฟุ้งไปในอากาศด้วยสายตาอาลัย อาลัยที่ครั้งหนึ่งตำราทั้งหกเล่มเคยถ่ายทอดความรู้อันละเอียดลึกซึ้ง จิวฟงมองเถ้าธุลีด้วยแววตาขอบคุณ
ความรู้สึกขอบคุณและอาลัยยังคงเต็มอยู่ในหัวใจ แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อยนิดเพราะบัดนี้จิวฟงได้จดจำทุกตัวอักษรในคัมภีร์เดินลมปราณภาคพิสดารทั้งแบบปกติและแบบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
__________________________________________________________________________รู้สึกว่ายังไม่ได้พูดคุยกับนักอ่านเลยขอ Talk ท้ายบทนิดนึง ^^ ขอพื้นที่เล็กๆในการชี้แจงเรื่องการใช้ภาษานะครับ
ในเรื่องนี้ ไรท์ไม่ใช้ภาษาเก่าไปจนกระทั่งรู้สึก'ลิเก' แต่ก็ไม่ใช้ภาษาใหม่เกินไปจนขาดบรรยากาศของนิยายจีนกำลังภายใน แต่...จะมีบางตอนที่มีภาษาสมัยใหม่หลุดมาบ้างโดยเฉพาะคำสบถของจิวฟง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการการอ่านครับ
เรื่องการใช้อัญประกาศ ไรท์ขอใช้อัญประกาศคู่(เขาคู่)กับทั้งคำพูดและความคิด ไม่มีการใช้อัญประกาศเดี๋ยวในเวลาที่ตัวละครคิด
เรื่องตัวเลข ขอใช้เป็นตัวอักษรแทนทั้งหมด ตอนแรกว่าจะใช้เลขไทยแล้วแหละ แต่คิดไปคิดมาเอาเป็นตัวอักษรดีที่สุด
ขอจบ talk เพียงแค่นี้ และสุดท้ายนี้ขอให้รีดเดอร์สนุกไปกับเจ้าเปี๊ยกและผองเพื่อนครับ :)