ซูอี้ฉินตะลึงงันไปชั่วขณะจนกระทั่งร่างของนางจ้าวใกล้เข้ามาทุกที นางจึงรู้สึกตัว หญิงชราคว้าเอามือนางไว้แล้วลูบไล้ด้วยมือที่สั่นเทา
นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก“ท่านแม่…”
“อืม…”
เพียงคำว่า‘ท่านแม่’ คำเดียวก็ทำลายความอดทนที่นางจ้าวพยายามฝืนเอาไว้จนหมดสิ้นนางเงื้อมือขึ้นตบแผ่นหลังของซูอี้ฉินหลายครั้งอย่างเคียดแค้น “นางลูกคนนี้ นางลูกคนนี้… เจ้าหายไปหลายเดือนทำไมไม่ส่งข่าวคราวกลับบ้านบ้างเลยเล่า…”
“นางเด็กคนนี้… ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างไร ถึงได้ใจดำอำมหิตเช่นนี้…”
ในตอนแรกนางจ้าวเพียงแต่คิดถึงลูกสาวทว่าเมื่อความตื้นตันและความปีติยินดีจางหายไปสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือกองเพลิงแห่งความคับแค้นใจที่ร้อนระอุ
กระทั่งเมื่อได้เห็นแก้มของซูอี้ฉินที่อิ่มเอิบขึ้นและสีหน้าที่สดใสมีชีวิตชีวา นางจ้าวกลับบังเกิดความขุ่นเคืองใจขึ้นมาในอก
ทั้งที่เป็นสตรีตระกูลซูเหมือนกันแท้ๆแต่เหตุใดนางจึงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้บุรุษเหล่านั้นในบ้านหากแต่ลูกสาวกลับทอดทิ้งนางผู้เป็นมารดา แล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นนี้!
ซูอี้ฉินหารู้ไม่ว่ามารดาบังเกิดเกล้ากลับมีใจริษยาต่อนางอยู่บ้าง ในใจพลันรู้สึกผิดขึ้นมาที่ละทิ้งญาติมิตรไม่เหลียวแลเรื่องเช่นนี้เมื่อถูกขุดคุ้ยขึ้นมาย่อมนำมาซึ่งความลำบากใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูอี้ฉินมักคิดเสมอว่า การกระทำของนางนั้นสุดวิสัย นางจึงมักปลอบโยนตนเองเช่นนี้เพื่อมิให้รู้สึกว่าตนเองผิดแปลกอันใด
ทว่าการปรากฏตัวของนางจ้าวเปรียบเสมือนมือที่กระชากผ้าคลุมหน้าของนางออกอย่างแรงเมื่อความละอายใจในตอนแรกจางหายไป ซูอี้ฉินกลับบังเกิดความเคียดแค้นขึ้นในใจ
ก่อนหน้านี้นางต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสกว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เหตุใดมารดาจึงต้องมาขัดขวางด้วย?
นางย่อมรู้ดีว่าบิดาและพี่ชายของนางเป็นคนเช่นไร มิใช่หรือ?
นางอุตส่าห์หนีออกมาจากบ้านหลังนั้นได้แล้วเชียวนะ!
นางจ้าวหารู้ไม่ว่าลูกสาวกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ยิ่งไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วลูกสาวบังเกิดความไม่พอใจต่อนางเช่นเดียวกับที่นางมีต่อลูกสาวของตน
หลังจากปรับอารมณ์ของตนเองให้สงบลงได้แล้วนางจ้าวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วจึงพิจารณาซูอี้ฉินอย่างละเอียดถี่ถ้วน “นางเด็กคนนี้ไยจึงแต่งงานโดยไม่ปริปากบอกกล่าว?”
น้ำเสียงของนางจ้าวยังคงแฝงไว้ซึ่งความตัดพ้อต่อว่า“มีสตรีใดที่แต่งงานเองบ้าง? บิดามารดาก็ยังมีอยู่เหตุใดเรื่องสำคัญเช่นการแต่งงานจึงต้องตัดสินใจเอง?”
ขณะกล่าววาจาเหล่านั้นนางจ้าวมิได้สังเกตเห็นเลยว่า สีหน้าของซูอี้ฉินเริ่มบูดบึ้งขึ้นแล้วนางยังคงถามต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแต่งงานกับคนพิการเขายังมีมารดาที่ตาบอดอีกด้วย ไยเจ้าจึงหาครอบครัวเช่นนั้นเล่า?”
"เอาล่ะ แต่งก็แต่งไปแล้ว พวกเขาได้ให้สินสอดทองหมั้นตามสมควรหรือไม่?"ขณะกล่าววาจาเหล่านั้น คิ้วของนางจ้าวก็มุ่นเข้าหากัน “เจ้ายังเป็นเด็กสาว อย่าให้ใครมาหลอกลวงได้ง่ายๆในบ้านเรายังมีพี่ชายของเจ้า เจ้าอย่าได้…"
"ท่านแม่! ท่านจะพูดอีกนานไหม?" ซูอี้ฉินข่มกลั้นอารมณ์มาตลอดแต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ ในที่สุดเส้นความอดทนก็ขาดผึง
คำพูดก่อนหน้านี้ของนางจ้าวนางยังพอทำใจว่าเป็นความห่วงใยที่มีต่อนางทว่าการที่นางเอ่ยถึงลูกชายในบ้านนั้นหมายความว่าอย่างไร?
เมื่อถูกซูอี้ฉินขัดจังหวะอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้นางจ้าวย่อมไม่พอใจ เมื่อเห็นลูกสาวแสดงท่าทีโกรธเคืองออกมานางก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวในใจ
“ข้าเป็นแม่ของเจ้า! นี่หรือคือวาจาที่เจ้าใช้พูดกับแม่?”
น้ำเสียงของนางจ้าวแฝงไว้ซึ่งความผิดหวัง“สมแล้วที่ลูกสาวเมื่อออกเรือนไปแล้วก็เหมือนน้ำที่ไหลออกไม่มีวันหวนกลับคืนมา เมื่อแม่บังเกิดเกล้าเป็นห่วงเป็นใยเจ้าสองสามคำกลับแสดงท่าทีเบื่อหน่ายเสียแล้ว!”
“ห่วงใย?”
เดิมทีหลังจากตวาดใส่นางจ้าวไปซูอี้ฉินก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของอีกฝ่ายความเสียใจเพียงเล็กน้อยนั้นก็อันตรธานไปในพริบตา สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือรอยยิ้มเยาะเย้ย
“นี่หรือที่เรียกว่าห่วงใย?” ซูอี้ฉินหัวเราะเยาะ“ท่านแค่รู้สึกว่า ข้าแต่งงานออกไปแล้วพวกท่านกลับไม่ได้รับสินสอดทองหมั้น รู้สึกว่าเสียเปรียบเท่านั้น”
“คิดจะใช้สินสอดทองหมั้นของข้าไปสู่ขอสะใภ้ให้ลูกชายของท่านสินะ?” ซูอี้ฉินเบ้ปากใส่นางจ้าวอย่างเย็นชา ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อยเอ่ยออกมาสามคำ “ฝันไปเถอะ!”
“เจ้า…”
นางจ้าวรู้สึกสับสนอย่างมากกับท่าทีของซูอี้ฉินจนยืนตะลึงไปชั่วครู่ ใบหน้าค่อยๆ ซีดเผือดลง ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นนางกัดกรามกรอด ท้ายที่สุดก็หมดความอดทน แล้วลุกขึ้นเงื้อมือตบซูอี้ฉินเต็มแรง
“เพียะ!”
สิ้นเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้างามซูอี้ฉินก็เอามือกุมใบหน้า มองนางจ้าวด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาค่อยๆถูกปกคลุมไปด้วยความเคียดแค้น
“อือ อือ…”
ครู่ต่อมานางก็ครางออกมาเบาๆ อีกมือหนึ่งกุมท้องน้อย ใบหน้าก็ซีดเผือดลงไปด้วย
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนางนางจ้าวถึงกับตะลึงงันไปในทันที ไม่ทันที่นางจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเสียงฝีเท้าหนักไม่สม่ำเสมอก็แว่วดังมาจากด้านนอก
ในบัดดลชายที่มีรูปร่างหน้าตาพอดูได้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกล่องใส่อาหาร"ภรรยาข้า วันนี้ท่านแม่ตุ๋นไก่ให้เจ้า..."
“ภรรยา!” เมื่อเห็นสถานการณ์ภายในห้องเสียงของชายผู้นั้นก็พลันดังขึ้น “เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเห็นซูอี้ฉินเอามือกุมท้องน้อยความกังวลบนใบหน้าของชายผู้นั้นก็ยิ่งทวีคูณ “ไปไปสถานพยาบาล!”
กล่าวจบก็ก้มลงอุ้มร่างนางขึ้นแล้วหันหลังเดินออกไป โดยมิได้เหลียวแลนางจ้าวเลยแม้แต่น้อย
ในใจของนางจ้าวรู้สึกขุ่นเคืองเพราะรู้สึกว่าตนเองถูกลูกเขยละเลย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสบายใจอยู่บ้างเมื่อเห็นลูกเขยก็ยังคงรักใคร่เอ็นดูลูกสาวของนาง
เพียงแต่…
เมื่อนึกถึงท่าทีของลูกสาวที่มีต่อนางเมื่อครู่นางจ้าวก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาอีกครั้ง
นางแค่กลัวว่าลูกสาวจะเสียเปรียบเท่านั้น สตรีเมื่อออกเรือน หากแม้แต่สินสอดทองหมั้นก็ไม่ได้รับย่อมถูกครอบครัวสามีดูแคลน ครั้นจะกล่าวถึงเรื่องการแต่งงานก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนใบเทียบกัน การที่ลูกสาวตัดสินใจแต่งงานเองเช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี
อีกอย่างนางเลี้ยงลูกสาวมาจนเติบใหญ่ เมื่อแต่งงานออกไปกลับมิได้รับผลประโยชน์อันใดนางจ้าวไม่อยากยอมรับว่า ที่จริงแล้วในใจของนางก็มีความคิดที่จะขายลูกสาวอยู่บ้าง
ไม่อยากยอมรับว่าที่จริงแล้วตนเองก็มีความคิดที่จะขายลูกสาว นางจ้าวจึงถอนหายใจออกมานั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กอีกครั้ง
เมื่อครู่ลูกเขยเดินออกไปอย่างเร่งรีบร้านขายของชำจึงถูกทิ้งไว้ หากนางเดินจากไปเสียด้วยหากมีผู้ใดนึกจะขโมยข้าวของเล่า?
อีกด้านหนึ่งซูฉงกวงและคนอื่นๆ ต่างก็เดินตามซูอี้หว่านไปติดๆ แม้นางจะกล่าวอะไรพวกเขาก็ไม่ยอมไป
อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นบุรุษร่างใหญ่กันทั้งนั้นซูอี้หว่านเก่งกาจเพียงใดก็คงไม่สามารถบังคับขู่เข็ญให้พวกเขาออกไปจากเมืองได้หากพวกเขาไม่ยินยอม
เมื่อรู้ว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ซูอี้หว่านจึงคิดไปคิดมา ก็ทำได้เพียงนำพวกเขากลับไป
อย่างไรเสียพวกเขาก็รู้ตำแหน่งของร้านอาหารแล้วต่อให้สะบัดอย่างไรก็คงไม่หลุด สู้หาวิธีจัดการคนเหล่านั้นทีเดียวไปเลยดีกว่า
พอดีที่บ้านนางมีสมุนไพรบางอย่างที่นึกสนุกทำเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนในเมื่อคนบ้านใหญ่พวกนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซูอี้หว่านก็คงต้องสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียหน่อยแล้ว!