54
สิ่งที่ตามหา
ยามห้าย มณฑลหวง เมืองเต๋อจี
นี่ก็ย่างเข้าวันที่สิบสองแล้ว...สำหรับการเดินทางครั้งนี้
ข้าก็อยากถามตัวเองเหมือนกัน...
แค่เพราะรู้สึกผิด...จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยหรือ?
แต่ว่า...
หากเทียบกับสิ่งที่นางพยายามทำให้ข้ามาตลอดสามปีแล้ว...
เพียงสิบสองวันนับว่าเล็กน้อย...
และบางคราก็อดจินตนาการมิได้ว่าหากเจอนางจริงๆ ล่ะก็...
ข้าจะต้องทำตัวอย่างไร?
ซือหยวนซาที่นั่งผิงไฟบนขอนไม้ริมทางแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีคิดพลางตั้งคำถามกับตัวเองมีจุ้นเผิงที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ข้างกายสภาพในตอนนี้ราวกับว่าพวกเขาเป็นนักพเนจรจริงๆ
สับสนไปหมด…
บางทีข้าก็สงสัยว่าตัวข้าเป็นอะไรกันแน่...
“เหวอ!!” เสียงร้องของจุ้นเผิงเรียกสติของซือหยวนซากลับมาเมื่อหันไปก็เห็นบ่าวประจำตัวของตนทำหน้าตกใจราวกับเห็นผี
“มีอะไรหรือจุ้นเผิง?”จุ้นเผิงใช้มือขยี้ตาเบาๆ ก่อนรีบตอบว่า
“ม... ไม่มีอะไรขอรับ... สงสัยข้าจะง่วงนอนมากไปจนเห็นภาพหลอน”
จะให้บอกได้อย่างไรว่าเมื่อครู่ตอนลืมตามองอีกฝ่ายเขากลับเห็นเป็นภาพบุรุษร่างสูงกำยำผิวสีน้ำผึ้งในอาภรณ์สีฟ้าหม่นนั่งแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ตรงที่ที่คุณชายกำลังนั่ง
แต่พอกะพริบตาก็เห็นเป็นร่างสูงโปร่งของคุณชายในอาภรณ์สีเดียวกันกำลังนั่งอยู่
สงสัยเขาจะตาฝาดกระมัง...
“หากง่วงก็นอนเถิด มิต้องฝืนนั่งเป็นเพื่อนข้าหรอก”ร่างสูงพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ
“มิเป็นไรขอรับ...” ท่าทีของจุ้นเผิงทำให้ซือหยวนซาอดหัวเราะออกมาเบาๆมิได้ นี่ขนาดตาจะปิดอยู่แล้ว ยังพยายามฝืนอยู่เป็นเพื่อนเขาอีก
“เอาเป็นว่าเจ้านอนไปก่อนแล้วอีกครึ่งชั่วยามค่อยตื่นมาเฝ้ายามให้ข้านอนละกัน เพราะตอนนี้ข้ายังไม่ง่วง”
“ขอรับ หากคุณชายยืนยันเช่นนั้น... ข้าขอตัวนะขอรับ” จุ้นเผิงรับคำก่อนจะล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงซือหยวนซาที่ยังตื่นอยู่
ไม่กี่อึดใจ... ก็ปรากฏร่างของชายชราตัวผอมแห้งจากไหนไม่รู้เดินถือไม้เท้ากระย่องกระแย่งตรงเข้ามาหาเขา
“พ่อหนุ่ม... ข้าเดินทางมาไกลตอนนี้เหนื่อยมากแล้วก็หิวด้วย... พอจะมีน้ำกับอาหารปันให้ข้าหรือไม่?” น้ำเสียงอันแหบพร่าถูกเปล่งออกมาจากลำคออีกฝ่าย
“มีขอรับ...” ซือหยวนซากล่าวก่อนจะหยิบห่ออาหารแห้งกับน้ำออกมาจากย่ามแล้วส่งให้ชายชราหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายดูผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก จากนั้นก็พูดต่อ
“หากไม่อิ่ม ท่านตาสามารถบอกข้าได้นะขอรับ”
“ขอบใจมาก...แต่ห่อเดียวก็พอแล้วล่ะ...” ฝ่ามือเหี่ยวย่นค่อยๆยื่นมือมารับของจากซือหยวนซาพลางลงมือแกะห่อแล้วหยิบเนื้อแห้งที่อยู่ข้างในออกมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยมีร่างสูงนั่งมองด้วยความสุขใจที่ได้แบ่งปันอาหารให้แก่ชายชราผู้นี้
“สิ่งที่เจ้าตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่... หากแต่อยู่ที่เมืองเฉียว...” อยู่ๆชายชราก็เปรยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“อะไรหรือขอรับ?”ซือหยวนซาถามพลางหรี่ตาด้วยความสงสัย
“อ้าว...ก็พ่อหนุ่มกำลังตามหาอะไรอยู่ล่ะ...” ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบชายชราก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปเสียดื้อๆ พร้อมกับห่อเนื้อแห้งที่กินหมดแล้ว ซือหยวนซาจึงรีบเดินตามไปคาดมิถึงว่าตามหลังไปได้เพียงไม่กี่ก้าวชายชราผู้นั้นกลับหายตัวไปในความมืดเสียแล้ว...
เขาจึงกลับมานั่งที่เดิมพร้อมกับทบทวนคำพูดของอีกฝ่าย...
สิ่งที่เขากำลังตามหา... งั้นหรือ?
“เมืองเฉียวสินะ...” ร่างสูงพึมพำกับตนเองด้วยแววตามุ่งมั่น...
วันนี้เขาเพิ่งเดินทางมาถึงมณฑลหวงของเมืองเต๋อจียังไม่ทันได้ออกเดินตามหา กลับกลายเป็นว่าราตรีกาลมาเยือนเสียก่อนในเมื่อมีผู้มาชี้ทางเช่นนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาตามหาแล้ว นอนเอาแรงดีกว่าพรุ่งนี้ตอนเช้าจะได้เร่งเดินทางไปให้ถึงเมืองเฉียว...
คล้อยหลังไปไม่ไกล ชายชราร่างผอมที่ตอนนี้โยนไม้เท้าทิ้งข้างทางแต่ก็ยังสามารถเดินเหินได้อย่างคนปกติผิดกับตอนแรกที่เดินกระย่องกระแย่งเข้าไปหาอีกฝ่ายพึมพำ
“เฮ้อ~~ พวกมนุษย์นี่วุ่นวายชะมัดรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำไว้บ้างสิ ถ้ามิติดว่าเซียนเอ๋อร์เป็นคนขอร้องไว้เมื่อสี่พันปีก่อน... และเห็นแก่ความพยายามของเจ้าล่ะก็...ข้าไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยหรอกนะ”
ก่อนที่ผู้พูดจะกลายร่างกลับไปเป็นบุรุษรูปงามในอาภรณ์ยาวสีเงินยวงที่ส่องประกายท่ามกลางราตรีสีนิลพลางนึกถึงบทสนทนาที่เคยคุยกับสตรีผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...
‘ลี่เซียน เจ้าก็รู้... น้องสาวร่วมสาบานคนรองของเจ้าทำผิดร้ายแรงนักที่เจ้าไปอ้อนวอนขอร้องเจ้าแม่กวนอิมให้มาเอาตัวนางไปประกอบความดีไถ่โทษหลังจากนางได้รับทัณฑ์สายฟ้าเพียงเจ็ดร้อยชาติจากพันชาติก็นับว่าช่วยเหลือมากแล้วนี่ยังจะ...’
‘ไหนๆคนที่นางทำผิดคำสาบานด้วยก็คือข้า...ในเมื่อข้าเลือกที่จะไม่เอาเรื่อง... เจ้าแม่กวนอิมผู้ทรงมีเมตตาจึงให้ความช่วยเหลือและสภาสวรรค์จึงยุติโทษของนางไว้เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะสิ่งที่ข้าต้องการก็แค่ขอเพียงชาติเดียวให้เราสามพี่น้องได้กลับมาประสบพบพานกันอีกครั้งหลังจากนั้นข้าจะไม่เรียกร้องอันใดอีกเจ้าค่ะ...’
‘ดื้อดึงยิ่ง!เหมือนบิดามารดาเจ้าไม่มีผิด!’ เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดต่อ
‘เอาเถิด พวกข้าจะทำให้...เรื่องเจ้ากับเหมยเชินมิมีปัญหาหรอก แต่อิงเถาชีวิตของนางไม่ได้ราบรื่นเหมือนเดินบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะชาติก่อนหน้าที่จะได้มาเกิดร่วมกับพวกเจ้าคงต้องพบเจอเรื่องลำบากไม่น้อย’
‘เจ้าค่ะ’ ม่อหลันลี่เซียนรับคำอย่างแจ้งแก่ใจว่านอกจากเรื่องของนางแล้ว... อิงเถาได้ไปทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องปล่อยให้ได้รับผลไปตามแรงกรรม...
แต่นางก็แค่อยากให้อิงเถาได้สัมผัสกับความสุขและความรักที่แท้จริงบ้างอย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต...
แต่สิ่งที่เขาไม่ได้บอกม่อหลันลี่เซียนคือเรื่องคำพูดสุดท้ายที่อิงเถาได้กล่าวเอาไว้ก่อนตายกับใครบางคน...
“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว...ถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็เลือกเอาละกันว่าสิ่งที่ผูกไว้จะสานต่อหรือสะบั้นมัน...”กล่าวจบร่างสูงก็เอ่ยทิ้งท้าย
“อ้อ!เนื้อแห้งของแดนมนุษย์นี่อร่อยดีนะ...”
ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ เลือนหายไปจากตรงนั้นทิ้งไว้เพียงกลุ่มละอองสีทองที่ส่องประกายงดงามท่ามกลางความมืด...
ยามเหม่าหน้าบ้านหงถิงและหงเถิง
“อีกอาทิตย์นึง... เจอกันนะทุกคน ระหว่างนี้ก็รักษาตัวกันให้ดีล่ะ” หงถิงที่สะพายย่ามหนังใบเล็กๆบนไหล่กล่าวกับทุกคน
“เดินทางปลอดภัยนะหงถิง ฝากบอกท่านพี่กับฟางชุนด้วย...ว่าขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตข้า...และตลอดเวลาไม่มีวันไหนที่ข้าไม่คิดถึงทั้งสองคนหากมีโอกาสข้าก็อยากกลับไปพบท่านพี่สักครั้ง...”
เซียวหลินหลิงพูดพลางนึกถึงใบหน้าของพี่สาวต่างสายเลือดและน้องสาวร่วมบิดาที่นางรักที่สุดใจจริงนางอยากกลับไปด้วยแต่เพราะเกรงกลัวผู้เป็นบิดาและหงถิงบอกว่าให้นางไปคนเดียวจะมีความคล่องตัวและปลอดภัยมากกว่าก่อนจะยื่นขนมไข่กรอบที่ทำไว้ให้หงถิง
“ส่วนนึงฝากให้ท่านพี่กับฟางชุน... อีกส่วนข้าทำไว้ให้เจ้ากินระหว่างทาง”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” หงถิงเอ่ย
“แล้วก็...หากเป็นไปได้ช่วยสอบถามให้ข้าทีว่า...ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง...” เซียวหลินหลิงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแม้ท่านพ่อจะต้องการชีวิตของนาง แต่นางก็หาได้ถือโทษโกรธท่านไม่ หวังเพียงว่าเซียวหลี่เจี๋ยจะใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายเมื่อไม่มีนาง
“เจ้าค่ะ”
“ฝากขอบพระคุณอี๋เหนียงด้วย บุญคุณครานี้พวกเรามิรู้จะตอบแทนอย่างไรจึงจะสาสม” เจินเจินกล่าว
“ใช่...หากเป็นไปได้ข้าก็อยากกลับไปขอบคุณด้วยตนเอง” ปิงจือเอ่ยเสริม
“หากอี๋เหนียงมีอะไรให้พวกเราช่วย ก็บอกได้นะ” ต้าเหลยพูด
“ใช่ ไม่ว่าจะเป็นบุกน้ำลุยไฟก็บอกมาได้เลย! พวกเรายินดี” ชินหวังกล่าว
“ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะหงถิง พวกเราจะรอเจ้ากลับมานะ”หงเถิงพูดพร้อมกับโบกมือให้น้องสาวหงถิงพยักหน้ารับพลางโบกมือให้ทุกคน
“ข้าไปล่ะ ขอให้เที่ยวเทศกาลขนมหวานให้สนุกนะ” จากนั้นนางก็เดินออกจากหมู่บ้านไป
เทศกาลขนมหวานที่หงถิงพูดถึงคือเทศกาลที่จะมีร้านขนมหวานจากเมืองต่างๆเดินทางมารวมตัวกันที่เมืองเฉียว ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้งนับว่าเป็นโชคดีของพวกเจินเจินที่พาหลินหลิงหลบมาอยู่ที่นี่ได้ถูกจังหวะพอดี
“จะว่าไปก็น่าเสียดายนะเจ้าคะที่วันนี้คุณชายหลี่ก็ดันมีธุระพอดี... มิเช่นนั้น…” เจินเจินแกล้งเอ่ยขึ้นมา
“ข้าก็ไม่ได้อยากไปกับเขาเสียหน่อย!! เดิมทีก็ตั้งใจว่าจะไปกับพวกเจ้าต่างหาก!!”เซียวหลินหลิงโพล่งออกมา เมื่อเห็นเจินเจินกับคนอื่นๆ มองมาที่นางแล้วพากันยิ้มจึงกล่าวว่า
“เอาเป็นว่าหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จรอให้แดดร่มลมตกเสียหน่อยแล้วพวกเราค่อยไปกัน ตอนนี้ข้าไปรดน้ำแปลงผักดีกว่า”
“เมื่อเช้าข้ารดไปแล้วขอรับ”ต้าเหลยเอ่ย
“เย็บผ้าที่เย็บค้างไว้ก็ได้...”
“ข้ากับหงถิงเย็บต่อให้แล้วล่ะ”หงเถิงเอ่ย
“ข้าไปซักผ้าละกัน...”
“ซักเสร็จตั้งแต่ยามเหม่าแล้วเจ้าค่ะ” เจินเจินเอ่ยยิ้มๆ
“เช่นนั้นข้าจะไปอ่านหนังสือ...”
“อ๋อ เล่มที่เช่ามาจากร้านของคุณชายหลี่ใช่ไหมขอรับ!?”ปิงจือเอ่ย
“เช่าที่ไหนกัน?คุณชายหลี่บอกถ้าเป็นคุณหนูแล้ว ให้ยืมอ่านได้เสมอ ไม่ต้องจ่ายเงิน” ชินหวังเอ่ยพร้อมกับยิ้มร่า
“ข้าไม่พูดกับพวกเจ้าแล้ว!!” ร่างบางตัดบทแล้วเดินหนีไปดื้อๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ซึ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก…