ตอนที่หก Too big to fail
Too big to fail
ใหญ่เกินไปจนกว่าจะล้มได้
หรือกล่าวอีกอย่างว่าจะล้มได้ต้องมีรัฐบาลมาเกี่ยวข้องเท่านั้นว่าจะไม่ช่วยเหลือต่อไปหรือออกมาตรการมาบังคับอีกอย่างหนึ่ง
“ใครเป็คนปกครองบ้านเมืองก็เหมือนกัน”
คนที่คิดเช่นนั้นก็อาจจะอยากถามกลับว่า
“คิดว่าเ้าสัวบริษัทใหญ่ไปงานโต๊ะจีนของนักการเมืองหรือบริจาคหลายสิบล้านนี่เ้าสัวไปเล่นๆหรือ?”
คิดว่าเ้าสัวที่ชาวบ้านด่าว่าโลภมากจะลงทุนสิบล้านหรือร้อยล้านโดยไม่มีสิ่งตอบแทน?
อาจจะเป็แิหลอกตนเองหรืออาจจะเป็แิหลอกคนอื่น
นโยบายมีผลต่อการประกอบธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด
“ขอเพียงท่านประมุขไม่ออกกฎหมายสามเส้นแดงมากิจการอสังหาริมทรัพย์ก็ยังดำเนินต่อไปได้”
“ขอเพียงไอ้บ้านั่นไม่เปิดเสรีกิจการการบินของเราก็ยังมีกำไร”
“ขอเพียงเ้ามือวงแชร์ไม่หักกลบลบหนี้ปล่อยให้เรามีเงิน เราก็ยังเอาเงินนั้นมาหมุนหาเงินได้เป็หมื่นบาทไม่ต้องกลายเป็แชร์ล้มอย่างนี้”
คำกล่าวั้แ่เ้าของอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้านสายการบิน ชาวบ้านข้างบ้านที่เล่นแชร์
กล่าวไว้ตรงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ
“ตราบใดที่ยังมีกระแสเงินสดในมือ ตราบนั้นธุรกิจของพวกเขาก็จะดำเนินต่อไปได้”
แม้ในความเป็จริงพวกเขาอาจจะบริหารห่วยแตกเป็หนี้หลายหมื่นล้านขาดทุนก็ตาม
แต่ตราบใดที่ยังงมีเงินกู้จากธนาคารหรือรัฐมาอุดหนุนพวกเขาก็จะยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้และอวดตนเองว่าเก่งเสียเต็มประดา
ทั้งที่หากไอ้ดำไอ้แดงแถวบ้านบริหารร้านขายของชำอย่างนี้ คงโดนป้าร้านขายของชำเฉดหัวไล่ออกจากร้านขายของชำไปนานแล้ว
แต่เื่น่าอัศจรรย์พันลึกสายการบินและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่รวมไปถึงธนาคารได้รับการประคบประหงมอย่างดี
แต่ในทางกลับกัน เปลี่ยนกฎหมายข้อเดียวก็ทำให้กิจการขนาดั์ล้มครืนลงได้หากไม่ให้มีเงินหมุนต่อไป บริษัทขนาดใหญ่ก็บ่นไม่ต่างกับชาวบ้านที่เล่นแชร์ที่กล่าวว่าโดนเ้ามือหักกลบลบหนี้ไม่ให้เอาเงินไปหมุนนั่นเอง
จนมีคนวิเคราะห์ออกมาว่ามันต่างอะไรกับ ponzi scheme แชร์ลูกโซ่ขนาดั์ที่ทำให้คนจนยิ่งจนลงคนรวยยิ่งรวยขึ้นและวันดีคืนดีกติกาเปลี่ยนไป คนรวยบางคนก็จะหายไป แต่ก็ยังอยู่ดีมีสุขอยู่ดี
อันที่จริงการ”จำกัดจำนวนหนี้”ก็ไม่ใช่เื่แปลกอาจจะมีหลายคนไม่อ่านกฎหมายแต่ในประเทศไทยสิ่งที่เล่นแชร์กันนั้น
กฎหมายของประเทศไทยก็กำหนดไว้ประมาณว่า
ห้ามเป็นายวงเกินกว่าสามวง
ห้ามเล่นกันทุกวงรวมกว่าสามสิบคน
ห้ามเล่นวงเงินรวมกันเกินกว่าสามแสนบาท(ประมาณห้าหมื่นหกพันหยวน)
อาจจะเรียกว่าสามเส้นแดงของชาวบ้านรากหญ้าก็ว่าได้สามเส้นแดงที่ควบคุมอสังหาจนอสังหาล้มไปเพราะเป็สามเส้นแดงที่ใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นเพื่อควบคุมจำนวนหนี้ไม่ให้สูงเกินกว่าหนี้ที่กำหนดเอาไว้
ขนาดกำหนดไว้อย่างนี้ก็ยังมีท้าวแชร์ล้มวงแชร์ล้ม โกงกันสารพัดตลอดเวลา
แล้วทำไมเราถึงคิดว่าการไม่จำกัดวงหนี้หรือจำนวนคนหรือวงที่เปิดได้..จะทำให้ไม่เกิดการล้มขึ้น?
เมื่อความเป็จริงไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังเศรษฐกิจฟองสบู่ก็จะแตก
จนเป็มุกว่านายธนาคารและเหล่าเฮดจ์ฟันด์ที่ยังคงคุมสติได้เพราะอาศัยโคเคนเอาล้วนๆแบบวูล์ฟออฟวอลสตรีท
ว่าคนที่รู้เื่การเงินดีกว่าเรา ต้องคุมสติโดยการสูดโคเคนจากหน้าอกของสาวๆในชุดว่ายน้ำ
ก่อเกิดสเตริโอไทป์เช่นนั้นขึ้นมานั่นเอง
ดังนั้นกิจการของสกุลอ้าวที่จะล้มได้ในเื่หากโดนตัดกระแสเงินสดผมว่าไม่แปลก
แต่ที่ผมแปลกใจคือจะไม่เกิดผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกเลยหรือ?
หู่ไห่ตงยังจ้องมองผมด้วยความภาคภูมิใจแววตาเป็ประกายชื่นชมยกย่องทั้งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของตนเอง
คนบางคนแค่ได้รับใช้คนรวยก็มีความสุขแล้วสินะ
เฮ้อ
แต่ผมนึกถึงแิของชาวยิวที่เคยบอกตอนหนีมาจากเยอรมันใน่ฮิตเลอร์
ว่าพวกเขาเปิดกิจการร้านค้าต่างๆ แต่ต้องหลบหนีออกมาได้แค่กระเป๋าใบเดียวและความรู้ที่อยู่ในหัวเท่านั้น
พวกเขาเลยมีวัฒนธรรมการสั่งสอนให้ลูกหลานมีความรู้
ทรัพย์ที่มีค่ามากกว่า เพราะเอาติดตัวไปตอนที่หนีการตามล่าได้โดยไม่ต้องแบกอะไรไปมาก
ผมเองก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน
ตัวเลขล้านล้านหยวน คงเป็แค่ภาพลวงตาหากกระแสเงินสดถูกตัดและกิจการที่ใหญ่กว่าล้านล้านหยวนอย่างต่ำสิบเท่านั้นล้มละลาย
ที่ผมพึ่งพิงได้คือความรู้ที่อยู่ในหัวเท่านั้น
กิจการระดับนี้แม้แต่ในโลกความเป็จริงการล้มก็ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าผมมาอยู่ในโลกที่มีเซียนกลับชาติมาเกิดสามารถชกทุกคนที่ขวางหน้าได้นั่นเอง
ดังนั้นผมต้องรีบแล้วลงทุนต่อทรัพย์สินที่ดีที่สุด
“อาหู่ ชั้นจะเปิดบริษัทใหม่ เอาเงินนี้ไปตามซื้อตัวนักฟิสิกส์ นักเคมี นักชีววิทยา นักคณิตศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกมาให้ชั้นให้ได้เงินชั้นจ่ายไม่อั้น ขอเพียงพวกเขามาทำงานให้ชั้นได้ทันทีไม่เกี่ยงว่าในหรือนอกประเทศ หามาให้ได้เก่งที่สุดและเร็วที่สุด”
การลงทุนกับความรู้นั่นเอง
ผมสั่งกับอาหู่ การโต้กลับของผมเริ่มแล้ว